หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 : บทเรียนจากงานสัมมนา ?บูรพาภิวัตน์?  (อ่าน 2056 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3816



« เมื่อ: เมษายน 02, 2012, 09:46:47 PM »

ระบบการศึกษาไม่ได้ถือกำเนิดขึ้นมาอย่างเป็นเอกเทศ หากมีส่วนเกี่ยวพันกับสังคมมนุษย์และประเทศชาติอย่างแยกไม่ออก ดังนั้น การปฏิรูปการศึกษาจึงต้องคำนึงถึงบริบทความเปลี่ยนแปลงของโลกด้วย ไม่ใช่สร้างนโยบายที่คิดว่าดีที่สุด แต่ไม่สอดคล้องกับภาวะความเป็นจริง

ศตวรรษที่ 21 สถานการณ์โลกมีความแตกต่างจากในศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะการผงาดขึ้นมาของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ที่เข้ามาช่วงชิงตลาดและความเป็นผู้นำจากโลกตะวันตก จึงอาจเรียกว่าเป็นยุคสมัยบูรพาภิวัตน์ ซึ่งกลุ่มประเทศทางตะวันออกจะเข้ามามีบทบาทในการกำหนดความเป็นไปของโลกมากขึ้น



ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช กับมุมมองด้านการศึกษายุคบูรพาภิวัฒน์

ระบบการศึกษาไทยที่ไม่เคยแยกขาดจากบริบทความเป็นไปของโลก ก็จำต้องมีการปฏิรูปครั้งใหญ่ เพื่อให้สอดคล้องกับสถาวะการณ์ใหม่ที่กำลังถาโถมเข้ามา

ในงานสัมมนาเรื่อง ?บูรพาภิวัตน์: ฤาโลกจะกลับขั้วอำนาจ? ที่โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล  เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2555 ได้มีการพูดถึงทิศทางการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 ซึ่งจะต้องมีการปรับตัวยกใหญ่

ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ที่เป็นหนึ่งในวิทยากรได้วิเคราะห์ถึงแนวทางการศึกษาไทยที่ควรจะเดินไปข้างหน้าไว้อย่างน่าสนใจ ซึ่งพอจะสรุปและตีความเพิ่มเติมได้ดังนี้

1. เนื้อวิชา (Subject Matter)

การศึกษาอาจมีการเปลี่ยนรูปโฉมไปมากมายจากในอดีต หากสิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนเลยก็คือ ความเข้มข้นของเนื้อหา เพราะถ้านักเรียนมีพื้นฐานความรู้ที่ดี จะไปศึกษาต่อในเรื่องใดก็ย่อมทำได้ง่าย แต่หากความรู้ไม่ดีแล้ว ถึงแม้จะมีเครื่องมือช่วยสอนที่ทันสมัยเพียงใด นักเรียนก็จะเต็มไปด้วยความเบื่อหน่ายท้อแท้ ไม่อาจซึมซับความรู้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย

อย่างไรก็ตาม วิธีการสอนเนื้อหาจะต้องมีความแตกต่างจากในอดีต ซึ่งเน้นให้ครูเป็นผู้สอนเท่านั้น หากทว่าในศตวรรษที่ 21 จะต้องเน้นไปที่ผู้เรียน โดยเฉพาะการให้นักเรียนได้เรียนรู้จากการปฏิบัติจริง ยิ่งถ้าเป็นผลงานที่ใช้ได้จริง ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อสังคมอีกด้วย

2. ทักษะชีวิต (Life and Professional Skill)

ในศตวรรษที่ 20 โลกได้เดินหน้าเข้าสู่ยุคโรงงานอุตสาหกรรม ดังนั้น ทักษะความเป็นผู้เชี่ยวชาญจึงสำคัญมากกว่าทักษะชีวิต (Life Skill) หากทว่า ในศตวรรษที่ 21 โลกได้เดินทางเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ที่เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มและความแปลกใหม่ให้กับผลิตภัณฑ์ ดังนั้น การพัฒนาทักษะชีวิตเพื่อให้สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่น (Collaboration Skill) จึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อการผสมผสานอัตลักษณ์และความสร้างสรรค์ของตัวเราและผู้อื่นเข้าด้วยกัน ไม่ใช่การร่วมมือแบบสายพานการผลิตที่ไร้รสชาติอีกต่อไป

3. ทักษะและความรักในการเรียนรู้

การศึกษาในอดีต เน้นที่การท่องจำเป็นหลัก ซึ่งก็ไม่ใช่ความผิด เพราะในสมัยก่อนเครื่องมือบันทึกยังไม่ดีเหมือนในปัจจุบัน ยังไม่นับว่าเศรษฐกิจในยุคอุตสาหกรรมต้องการเพียงทำตามคำสั่งเท่านั้น จึงไม่จำเป็นต้องเน้นไปที่การแสวงหาความรู้ซึ่งนอกเหนือไปจากที่บอกไว้

ในศตวรรษที่ 21 การผลิตผลงานทั้งในแวดวงธุรกิจ การเมือง สังคม และวัฒนธรรม ล้วนแต่ต้องการความคิดริเริ่ม (Initiatives) ดังนั้น การท่องจำและทำตามกันไปจึงไม่สอดคล้องอีกต่อไป ความรักที่จะเรียนรู้และพัฒนาทักษะที่จะหาความรู้ ไม่ว่าจะเป็นการสอบถามผู้รู้ การค้นหาจาก Google หรือการระดมสมองจากกลุ่มคนที่หลากหลาย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อจะได้เชื่อมโยงและต่อยอดความรู้ที่มาจากหลายหลายสาขาให้กลายเป็นผลงานใหม่ที่มีคุณค่าสูงยิ่งเป็นที่ต้องการของทุกคน

4. ทักษะด้านสารสนเทศ (ICT Skill)

โลกนี้กำลังเข้าสู่ยุคสมัยของ ICT อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เฉพาะแต่ Google หากยังมี Facebook และ Twitter ที่ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คน ไปจนกระทั่งถึงการเมืองการปกครอง โดยมีตัวอย่างที่ชัดเจนคือ เหตุการณ์ในโลกตะวันออกกลางที่เกิดการพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินในรอบหลายปีที่ผ่านมา

เด็กรุ่นใหม่ล้วนแต่มีทักษะด้าน ICT ติดตัวกันมาทุกคน หากทว่า การนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาหาความรู้กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ยังต้องมีการฝึกฝนพัฒนากันอีกมากทีเดียว เพราะเครื่องมือยิ่งทันสมัยมีประสิทธิภาพ หากไม่รู้จักใช้อย่างถูกวิธีก็ย่อมเป็นอันตรายได้มหาศาลไม่สิ้นสุด

สิ่งที่อยากจะต่อยอดเพิ่มเติมก็คือ ทักษะทั้ง 4 ด้านที่กล่าวไปนี้ เป็นสิ่งที่ช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับคนไทยทุกคน ดังนั้น พ่อแม่ที่อยากให้ลูกได้ดิบได้ดีในชีวิตจึงไม่ควรนิ่งนอนใจ หรือรอให้แต่ภาครัฐปฏิรูปการศึกษาเท่านั้น ผู้ปกครองก็ต้องมีความตื่นตัวและหาวิธีให้ลูกได้รับทักษะทั้ง 4 อย่างดีที่สุด และยังต้องเข้าใจถึงปรัชญาในเชิงลึกด้วย

ตัวอย่างเช่น ทักษะชีวิต (Life Skill) ก็ไม่ใช่หมายความเพียงศิลปะการเข้าสังคมหรูหรา หรือการเจรจาต่อรองผลประโยชน์ไม่ให้ใครเอารัดเอาเปรียบ หากยังต้องเป็นศิลปะการทำงานร่วมกับผู้อื่น ซึ่งบางครั้งต้องเล่นบทเป็นผู้นำ หากบางจังหวะก็ต้องรู้จักเป็นผู้ตามที่ดี แน่นอนว่า ทุกคนอยากเป็นผู้นำในทุกเรื่อง อยากได้ผลประโยชน์สูงสุด แต่หากตัวเรามีพฤติกรรมแบบนี้ ก็ย่อมไม่มีใครอยากทำงานด้วย สุดท้ายโครงการยิ่งใหญ่ที่คิดฝันไว้ก็ย่อมต้องล่มสลายอย่างแน่นอน

ตัวอย่างเช่น ทักษะด้าน ICT ก็ไม่ใช่เพียงใช้ Facebook และอัพโหลดรูปเป็นเท่านั้น หากยังต้องรู้จักบริหารเวลาในการใช้ให้ดี ไม่หมกมุ่นจนเสียการเรียน หรือใส่ใจกับคำพูดไร้สาระของเพื่อนมากไป ยิ่งกว่านั้นยังต้องรู้จักที่จะเป็น ?เพื่อน? กับบุคคลที่น่าสนใจ ที่มีสาระความรู้ให้เก็บเกี่ยว ซึ่งในชีวิตจริงเราอาจไม่เคยรู้จัก หรือมีต้นทุนในการทำความรู้จักสูงเกินไป

ถึงที่สุดแล้ว ทักษะด้าน ICT จึงต้องเชื่อมโยงกับทักษะชีวิต ทักษะวิชา และทักษะการค้นหาข้อมูล เพราะหากเราไม่มีทักษะชีวิตที่ดีพอจะควบคุมสมาธิและจิตใจของตัวเราได้ การมีเครื่องมือ ICT ที่ดีก็ย่อมเป็นโทษมากกว่าคุณ

หากพ่อแม่และผู้ปกครองมีความเข้าใจถึงบริบทโลกที่เปลี่ยนไป ก็จะเป็นผู้ริเริ่มในการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งสุดท้ายย่อมจะกดดันให้ภาครัฐต้องปรับปรุงระบบการศึกษาตามมา แต่หากผู้ปกครองส่วนใหญ่ยังวางเฉยปล่อยให้ลูกเร่งเรียนแต่ความรู้แบบสำเร็จรูปจากระบบโรงเรียน แล้วนำเวลาที่เหลือไปให้ลูกเรียนกวดวิชา เล่นเปียโน ตีกอล์ฟ ยูโด และเต้นรำ ลูกหลานก็จะมีแต่ทักษะเฉพาะทางเต็มไปหมด หากไม่มีทักษะชีวิตและทักษะการหาความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการก้าวเข้าสู่ตำแหน่งบริหารหรือตำแหน่งที่สูงขึ้นไป

ยุทธศาสตร์การศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21 จึงอาจไม่จำเป็นต้องแก้ไขในระบบราชการเท่านั้น หากยังสามารถสร้างเครือข่าย (Education Network) กับผู้ปกครอง ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมได้อีกด้วย โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนแรงงานทักษะสูงรอบด้าน (Talent War) กำลังกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของโลก ดังนั้น องค์กรทั้งหลายที่มีความจำเป็นต้องใช้คนเก่งทักษะสูงรอบด้าน ก็ย่อมมีแรงจูงใจแรงกล้าที่จะมีส่วนร่วมในเรื่องนี้อยู่แล้ว เพียงแต่ยังไม่มีเจ้าภาพและองค์กรที่เป็นหลักในการประสานงาน


ที่มา  :  http://www.siamintelligence.com/education-reform-21-century/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: