หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติความเป็นมาของอำเภอบ้านแพรกและบ้านแพรกในประวัติศาสตร์  (อ่าน 10193 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3864



« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2012, 10:50:51 PM »


ประวัติความเป็นมาของอำเภอบ้านแพรกและบ้านแพรกในประวัติศาสตร์

          บ้านแพรก เป็นอำเภอหนึ่งใน 16 อำเภอ ของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตั้งอยู่ ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำลพบุรีตอนล่างเป็นที่อยู่อาศัยของผู้คนมาช้านาน มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์และโบราณคดีย้อนหลังไปถึงพุทธศตวรรษที่ 17 - 21 นับเป็นชุมชนเก่าแก่แห่งหนึ่ง

ที่มาของชื่อบ้านแพรก  

          คำว่า  ?แพรก?  มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 ว่า แพรก น. ชื่อหญ้าชนิดหนึ่ง ต้นเป็นฝอย ใช้เป็นเครื่องสักการะห้า ; ทางแยกของลำน้ำ (ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2493 : 672) อำเภอบ้านแพรก มีที่มาของชื่อจากทางแยกของแม่น้ำที่เปลี่ยนทางเดินคือแม่น้ำลพบุรีสายเก่ากับคลองตาเมฆ เรื่องเล่าว่าตาเมฆเป็นชาวสุพรรณบุรี มารับราชการในกรุงศรีอยุธยาพร้อมกับบิดามีหน้าที่ดูแลช้างหลวง ตาเมฆได้นำโขลงช้างมามาพักเลี้ยงอยู่ริมแม่น้ำลพบุรี โขลงช้างเดินขึ้นลงในแม่น้ำลพบุรีเกิดเป็นลำรางกลายเป็นคลอง จึงได้ชื่อว่า  "คลองตาเมฆ"  แม่น้ำลพบุรีเป็นแม่น้ำที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ที่ตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงค์บุรี ผ่าน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี เข้าสู่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผ่านอำเภอบ้านแพรก อำเภอมหาราช  อำเภอบาง-ปะหัน มาบรรจบกับแม่น้ำป่าสักที่วัดตองปุ ตำบลบ้านเกาะ อำเภอพระนครศรีอยุธยา

          ในสมัยกรุงศรีอยุธยามีหลักฐานทางประวัติศาสตร์จากจดหมายเหตุของบาทหลวง เดอ ชัว ซีย์ และบาทหลวงตาชาร์ต ในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช กล่าวถึงการเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยา  มาตามลำน้ำลพบุรีผ่านบ้านแพรก  ไปยังลพบุรีเมื่อปี  พ.ศ. 2228  

          ในสมัยรัชการที่ 5 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จประพาสมณฑลอยุธยา และเสด็จพระราชดำเนินทางชลมารคผ่านบ้านแพรกขึ้นไปลพบุรีถึง 3  ครั้ง ในปี พ.ศ.2415 พ.ศ.2421 และ พ.ศ.2426 ทรงเปลี่ยนเรือพระที่นั่งบริเวณหน้าวัดสนามควาย ซึ่งภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็นวัดสำพะเนียง ตามชื่อตำบลเมื่อปี พ.ศ.2483 การเสด็จประพาสต้นในรัชกาลที่ 5 นอกจากจะบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์แล้วยังบันทึกไว้ในความทรงจำของชาวอำเภอบ้านแพรกซึ่งเล่าสืบต่อกันมาจนถึงทุกวันนี้

          ชื่อของบ้านแพรก ยังมีปรากฏหลักฐานอยู่ในสมุดข่อยโบราณ ซึ่งเป็นสมุดคำบันทึกบัญชีไพร่สมัยรัตนโกสินทร์ จุลศักราช 1245 ปีมะแม ตรงกับพุทธศักราช 2426 ในรัชกาลที่ 5 ขุนวิจารณ์นายกองหางว่าว เป็นผู้บันทึกไว้

          บ้านแพรกสำพะเนียง ซึ่งเคยเป็นตำบลหนึ่งของอำเภอมหาราช ปัจจุบันแยกเป็นสองตำบล คือ ตำบลบ้านแพรก และตำบลสำพะเนียง ขึ้นอยู่กับอำเภอบ้านแพรก มีหลักฐานการค้นพบทางโบราณคดีซึ่งแสดงให้เห็นว่า บริเวณนี้เคยเป็นที่ตั้งของชุมชนในสมัยโบราณที่มีอารยธรรมเก่าแก่แห่งหนึ่ง

รูปแบบการปกครองในอดีต

          บ้านแพรก เดิมมีชื่อเรียกว่า บ้านแพรกสำพะเนียง เป็นตำบลชื่อหนึ่งในอำเภอมหาราช จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 2480  ทางราชการได้ยกฐานะขึ้นเป็นกิ่งอำเภอบ้านแพรก มี 4 ตำบล ได้แก่

1. ตำบลบ้านแพรก
2. ตำบลสำพะเนียง
3.ตำบลคลองน้อย
4. ตำบลบ้านโพธิ์

          ครั้งถึง พ.ศ. 2488 ทางราชการได้ประกาศรวมตำบลคลองน้อยกับตำบลบ้านโพธิ์เข้าด้วยกัน เป็นตำบลคลองน้อย ต่อมาได้ประกาศยกฐานะกิ่งอำเภอบ้านแพรก เป็นอำเภอบ้านแพรกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2502 ประกอบด้วย 5 ตำบล 27 หมู่บ้าน ดังนี้

1. ตำบลบ้านแพรก    จำนวน 5 หมู่บ้าน
2. ตำบลสำพะเนียง    จำนวน 6 หมู่บ้าน
3. ตำบลคลองน้อย    จำนวน 6 หมู่บ้าน
4. ตำบลสองห้อง    จำนวน 5 หมู่บ้าน
5. ตำบลบ้านใหม่    จำนวน 5 หมู่บ้าน

ชุมชนโบราณบ้านแพรกและลักษณะการตั้งถิ่นฐาน

          ชุมชนบ้านแพรก เป็นชุมชนที่มีมาตั้งแต่โบราณ ลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนบ้านแพรก จะตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนเป็นกลุ่มบริเวณริมแม่น้ำ เพราะแม่น้ำเป็นสิ่งล่อเลี้ยงชีวิตทั้งการอุปโภค บริโภค รวมถึงการเดินทางและการสัญจร ชุมชนบ้านแพรกโบราณ มีลักษณะการตั้งถิ่นฐาน 2 กลุ่มใหญ่ ดังนี้

1. กลุ่มแรกบนเส้นทางแนวแม่น้ำลพบุรี ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนทางเดิน  มีวัดที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสายนี้ถึง 24 วัด ได้แก่

1.วัดกระเรียน (วัดร้าง)
2.วัดหลวงพ่อหล่อ (วัดร้าง)
3.วัดโคกสลุงเหล็ก (วัดร้าง)
4.วัดท้าวอู่ทอง หรือวัดหลวงพ่อดำ
5.วัดโบสถ์บ้านแพรก หรือวัดบ้านแพรกตะวันตก หรือวัดโบสถ์โพธิ์หอม
6.วัดโคกลำพาน (วัดร้าง)
7.วัดเขียนลาย หรือวัดบ้านแพรกตะวันออก
8.วัดหลวงพ่อเภา (วัดร้าง)
9.วัดหลวงพ่อเขียว หรือวัดพุ่มข้าวเขียว หรือวัดพระเขียว
10.วัดปากคลองยาง (วัดร้าง)
11.วัดโคก (วัดร้าง)
12.วัดสรรณุโลก (วัดร้าง)
13.วัดหลวงพ่อเปิ่น (วัดร้าง)
14.วัดนาอ้ายร้าง (วัดร้าง)

          รวม 14 วัด แม่น้ำลพบุรีสายเก่าไหลเข้าสู่พื้นที่อำเภอมหาราช เขตติดต่ออำเภอบ้านแพรก มีวัดที่อยู่ริมแม่น้ำอีก 10 วัด รวมเป้น 24 วัด ได้แก่

1.วัดบ้านปูน (วัดร้าง)
2.วัดโพธิ์ (วัดร้าง)
3.วัดเวฬุวัน
4.วัดโบสถ์พิตเพียน หรือวัดโบสถ์มหาราช
5.วัดกำแพง หรือวัดหลวงพ่อเพพชร (วัดร้าง)
6.วัดเกาะ (วัดร้าง)
7.วัดกุฎีทอง
8.วัดประสาท (วัดร้าง)
9.วัดหน้าวัว (วัดร้าง)
10.วัดเจ้าปลุก

          ปัจจุบันแม่น้ำลพบุรีสายเก่า เปลี่นทางเดินบริเวณหน้าวัดหลวงพ่อเขียว ไหลลัดมาเชื่อมคลองน้อยบริเวณหน้าวัดสำพะเนียง ทิ้งร่อยรอยทางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไว้ให้ได้ศึกษากัน

2. กลุ่มที่สองบริเวณคลองน้อย  ซึ่งเป็นลำคลองเก่าแก่ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา ลำคลองน้อยแยกมาจากแม่น้ำลพบุรีที่วัดหมูสี อำเภอเมือง  จังหวัดลพบุรี ซึ่งอยู่ตอนบนของอำเภอบ้านแพรก ด้านทิศเหนือ ไหลผ่านวัดคลองบุญ (วัดคุ้งมอญ) วัดหลวงพ่อแดง (วัดร้าง) เข้าเขตอำเภอบ้านแพรก ผ่านวัดไก่เตี้ย วัดหลวงพ่อขาว (วัดนครโปรดสัตว์) และวัดสำพะเนียง เข้าสู่พื้นที่อำเภอมหาราช  ผ่านวัดกระโจมทอง  วัดนาค  วัดแจ้ง  ไปบรรจบกับแม่น้ำลพบุรีสายเก่าที่บริเวณหน้าวัดกุฎีทอง  ซึ่งเป็นที่ตั้งของชุมชนบ้านแพรกกลุ่มแรก

หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบในชุมชนโบราณ

          การศึกษาการตั้งชุมชนบ้านแพรกโบราณในอดีต ของชุมชนโบราณบ้านแพรกกลุ่มแรก ที่ตั้งอยู่บนแม่น้ำลพบุรีตอนล่างแนวเส้นทางแม่น้ำที่ยังไม่เปลี่ยนทางเดิน หรือแม่น้ำลพบุรีสายเก่านั้น มีการขุดพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชุมชน อาทิ เครื่องปั้นดินเผาที่มีจำนวนมากมาย ตุ๊กตาโบราณ สมัยสุโขทัย และกรุงศรีอยุธยา รวมทั้งของใช้อื่นๆ นับพันๆชิ้น ทั้งในสภาพที่สมบูรณ์และแตกหักเสียหาย หลักฐานเหล่านี้จมอยู่ใต้พื้นดิน ตั้งแต่ระดับ 50 เซนติเมตร ลงไปถึงระดับความลึก 120 เซนติเมตร ตามแนวแม่น้ำสายเก่า บ่งบอกถึงลักษณะการตั้งถิ่นฐานของชุมชนกระจายอยู่ตามอาณาบริเวณที่ตั้งวัดเป็นกลุ่มๆ บนพื้นที่ดอนที่น้ำท่วมไม่ถึง ที่ที่มีชุมชนอยู่หนาแน่นอยู่ระหว่างต้นมะขามเฒ่า บริเวณหน้าวัดสรรณุโลกซึ่งเป้นวัดร้าง ปัจจุบันอยู่ในเขตโรงเรียนบ้านแพรกประชาสรรค์  เรื่อยไปตามแนวแม่น้ำลงไปทางทิศใต้ผ่านวัดหลวงพ่อเปิ่น วัดนาอ้ายร้าง และวัดบ้านปูน

จากหลักฐานการขุดลอกหน้าดินบริเวณบ้านสันป่า ตามแนวแม่น้ำลพบุรีสายเก่า พบเครื่องปั้นดินเผา ที่มาจากแหล่งเตาเผาต่างๆดังนี้

          1. แหล่งเตาเผาบ้านบางปูน ตำบลพิหารแดง อำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี  เป็นเตาเผาซึ่งมีพัฒนาการทางด้านเทคโนโลยี เมื่อประมาณ 700-800 ปี มาแล้วของลุ่มแม่น้ำท่าจีน ราวพุทธศตวรรษที่ 17  ถึง พุทธศตวรรษที่ 21 ผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่งสีเทา เผาด้วยความร้อนสูงถึง  1,200  องศาเซลเซียส เป็นสินค้าที่มีชื่อเสียงส่งไปขายยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย  เครื่องปั้นดินเผาที่ขุดพบในเขตพื้นที่ตำบลสำพะเนียง คือ ไหเท้าช้างลายนักรบโบราณ ถือดาบและโล่ มีช้างศึกและม้าศึก สะท้อนให้เห็นถึงการศึกสงครามในสมัยโบราณ ลายดอกไม้ลายใบโพธิ์แบบต่าง ๆ ลายตัวอุ ลายเสมา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพุทธศาสนาเครื่องหมายการบินไทยนั้นเป็นลายไทยที่มีมาแต่โบราณเพียงแต่ของเดิมเป็นรูปตั้งขึ้น

          2. แหล่งเตาเผาศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย อยู่ในสมัยพุทธศตวรรษที่ 17 ถึงพุทธศตวรรษที่ 21 เช่นกัน ผลิตเครื่องปั้นดินเผาที่เรียกว่าเครื่องสังคโลกเป็นภาชนะเนื้อแกร่ง เคลือบสีเขียวไข่กา เผาด้วยความร้อนสูงถึง 1,280 องศาเซลเซียส  มีภาชนะประเภท ไห อ่าง ถ้วยชาม กระปุก และตุ๊กตารูปคน รูปสัตว์ เครื่องสังคโลกถือเป็นเครื่องปั้นดินเผาชั้นดี ทั้งด้านความคงทนและความสวยงาม มีชื่อเสียงแพร่หลาย ส่งไปขายยังที่ต่าง ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ สำหรับเครื่องปั้นดินเผาที่ ขุดพบตามแนวแม่น้ำลพบุรีสายเก่า บริเวณโรงเรียนบ้านแพรกประชาสรรค์ และตลอดแนวแม่น้ำลพบุรีความยาวประมาณ 5 กิโลเมตร ในเขตพื้นที่ตำบลสำพะเนียง อำเภอบ้านแพรก เขตติดต่ออำเภอมหาราช ส่วนใหญ่เป็นประเภทถ้วยชามสังคโลก กระปุกสีเขียวไข่กา และที่เป็นเศษภาชนะจำนวนมาก

          3. แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อย ตำบลเชิงกลัด อำเภอบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี สมัยพุทธศตวรรษที่ 19 ถึง 23 ศูนย์กลางของเตาเผาอยู่บริเวณวัดพระปรางค์ เป็นแหล่งเตาเผาที่มีความสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์ และการค้าสำเภาสมัยกรุงศรีอยุธยา ผลิตภาชนะเครื่องปั้นดินเผาเนื้อแกร่ง ไม่เคลือบ มีตั้งแต่เนื้อละเอียดจนถึงเนื้อหยาบ สีแดงและสีเทาแกมชมพู ที่ขุดพบในเขตชุมชนโบราณบ้านแพรก เขตพื้นที่ตำบลบ้านแพรก และตำบลสำพะเนียง มีเป็นจำนวนมาก ประเภทภาชนะของใช้ภายในบ้าน เช่น ไหสี่หู โอ่ง อ่าง ครก กระปุก เต้าปูน หม้อทะนน ฝาหม้อชนิดโค้ง เป็นต้น นอกจากนี้แหล่งเตาเผาแม่น้ำน้อยยังเป็นแหล่งผลิตท่อประปาดินเผาที่ใช้ที่วังนารายณ์ จังหวัดลพบุรี กระเบื้องดินเผามุงหลังคาและลูกปืนใหญ่ดินเผาที่ใช้ในสงครามสมัยกรุงศรีอยุธยา
   
         ปัจจุบัน หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบเหล่านี้ ได้เก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์บ้านแพรก (โรงเรียนบ้านแพรกประชาสรรค์) ตำบลสำพะเนียง อำเภอบ้านแพรก
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: