หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: (ประวัติศาสตร์ไทยด้านมืด) ออกญากลาโหมสุริยวงค์ ต้นราชวงศ์ปราสาททอง  (อ่าน 3454 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3747



« เมื่อ: ธันวาคม 28, 2011, 11:31:41 PM »


พระเจ้าปราสาททอง (ออกญากลาโหมสุริยวงค์ ต้นราชวงศ์ปราสาททอง)

พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ 25 แห่งสยาม เสวยราชย์อยู่ 11 ปี

เมื่อเจ้าชายองค์น้อยสิ้นพระชนม์ ออกญากลาโหมพระเจ้าแผ่นดินชั่วคราว ก็ได้ประกาศตนเป็นพระเจ้าแผ่นดินแต่ผู้เดียวในอาณาจักรสยาม ทรงครองราชย์เมื่อพระชนมายุได้ 30 พรรษา ทรงพระนามว่า พระองค์ศรีธรรมราชาธิราช

พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงเกี่ยวดองเป็นญาติที่ใกล้ชิดกับพระเจ้าแผ่นดินสองพระองค์ซึ่งถูกสำเร็จโทษ เนื่องจากพระราชบิดาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกสำเร็จโทษ และพระองค์เอง เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน พระราชมารดาของพระอินทราชาและพระราชบิดาของพระองค์ เป็นพี่น้องร่วมท้องกัน

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าสายเลือดจะเข้มข้นหรือไม่ ผู้ที่รู้ดีเท่านั้นที่อาจจะตัดสินได้ พระเจ้าแผ่นดินองค์ปัจจุบัน ทรงเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งทศพิธราชธรรมเมื่อเริ่มปกครอง และทรงมีเมตตากรุณาต่อขุนนางและข้าราชบริพาร พระองค์ทรงมีวิจารณญาณ ถ้าหากมีผู้มาร้องทุกข์ต่อพระองค์ จะไม่ทรงลงโทษ หรือ ตัดสินผู้ถูกกล่าวหาอย่างทันทีทันใด แต่จะแต่งตั้งคณะเจ้าหน้าที่ผู้เป็นกลางสอบสวนข้อพิพาทเหล่านั้น พร้อมทั้งมีกระแสรับสั่ง ว่าผู้สอบสวนจะต้องไม่เอนเอียงในการสอบสวนไปข้างบุคคลหนึ่งบุคคลใด แต่ให้เป็นไปตามเทพยดา พระเจ้าแผ่นดิน และความยุติธรรม

เป็นที่น่าเสียดาย ว่าความประพฤติผิดในกาม และความหยิ่งยโสของพระองค์ ทำลายธรรมชาติที่ดี และความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของพระองค์ ยิ่งพระองค์มีอำนาจมากเท่าไร พระองค์ยิ่งตัดสินพระทัยเร็วขึ้นมากเท่านั้น

ในปีที่สามแห่งรัชกาล ทรงประหารชีวิตเจ้าชายสองพระองค์ องค์หนึ่งพระชนมายุ 7 พรรษา อีกองค์หนึ่ง 5 พรรษา ทั้งสองพระองค์เป็นโอรสของพระอินทราและอนุชาของพระเจ้าแผ่นดินซึ่งถูกปลงพระชนม์ บรรดาขุนนางที่คัดค้านการกระทำนี้ ถูกทำร้ายด้วยน้ำมือของพระองค์เอง และที่พักอาศัยรวมทั้งทรัพย์สมบัติต่าง ๆ ก็ถูกริบราชบาตร

พระองค์ทรงกำจัดออกญาเสนาภิมุข ขุนศึกญี่ปุ่นที่ร่วมกันทำรัฐประหารอย่างโหดเหี้ยม โดยอ้างกับขุนศึกญี่ปุ่นว่าจะส่งเขาไปกินเมืองที่นครศรีธรรมราช ขณะเดียวกันก็มีสารลับไปถึงเจ้าเมืองนครว่าให้กลุ้มรุมลอบทำร้ายและเข่นฆ่าเสียให้ตายอย่าให้เหลือเมื่อออกญาเสนาภิมุขเดินทางไปถึง และที่สุดออกญาเสนาภิมุขก็พบชะตากรรมที่เลวร้ายตามพระราชประสงค์ทุกประการ

ในปีที่เจ็ดแห่งรัชกาล ทรงสั่งประหารชีวิตออกญาพิษณุโลกด้วยสาเหตุที่ทรงสร้างขึ้นเอง ถึงแม้ว่าออกญาพิษณุโลกเป็นผู้ช่วยเหลือพระองค์ให้ได้ขึ้นครองราชย์เป็นพระเจ้าแผ่นดิน

ทรงมีพระชนมายุอยู่จนถึง จุลศักราช 1000(+1181 พ.ศ.2181) ซึ่งถือว่าเป็นปีที่นำโชคชัยมาให้มหาศาล ทรงจัดให้มีพิธีฉลองแบบเก่า ซึ่งนำเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาโดยพระเจ้ารามาธิบดีพระเจ้าแผ่นดินผู้ประสบแต่โชคชัย พิธีนี้เป็นที่เคารพนับถือของบรรดาขุนนางและพระสงฆ์อย่างมาก พระองค์ทรงเป็นกษัตริย์องค์แรกที่ปฎิบัติต่อขุนนางเยี่ยงทาส ขุนนางจะต้องเข้าเฝ้าทุกวัน และอนุญาตให้ไปเยี่ยมเยียนซึ่งกันและกันตามบ้านหรือที่รโหฐานได้ แต่ไม่อนุญาตให้พูดกัน เว้นแต่ในที่สาธารณะ กล่าวกันว่าพระองค์ให้สร้างกำแพงเมืองใหม่ทั้งหมด รวมทั้งพระราชวังและเมืองก็ได้รับการแก้ไขอย่างมากมาย ทรงสร้างและปฎิสังขรณ์วัด หอคอย และเจดีย์หลายแห่ง มากกว่าพระเจ้าแผ่นดินทุกพระองค์ พระองค์ทรงเป็นพระเจ้าแผ่นดินนักรบแบบชาวสยาม มีโวหารที่ผูกไมตรี เคร่งศาสนา และอุทิศพระองค์ให้แก่การศาสนา ทรงนิยมพระสงฆ์และนักปราชญ์เป็นอันมาก ทรงนิยมชาวต่างประเทศ และเพื่อทำให้ชาวต่างประเทศประทับใจในพระองค์ ทรงแบ่งเบาภาระชาวต่างประเทศหลายประการ และทรงปรับปรุงแก้ไขระเบียบที่พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สิบเอ็ดนำมาใช้ และใช้ต่อมาในรัชสมัยพระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ยี่สิบเอ็ด แต่ทรงหยิ่งผยอง มีชื่อเสียงขจรไกล ทรงฉลองพระองค์สวยงาม มีสีฉูดฉาด และถึงแม้จะทรงตัดสินพระทัยอย่างรวดเร็ว แต่ก็ทรงสามารถเปลี่ยนความโกรธเป็นความเมตตาได้รวดเร็วเหมือนกัน ดังนั้นจึงมีบุคคลเพียงสองสามคนเท่านั้นที่ถูกประหารชีวิตตามกฎหมาย พระองค์ทรงเสวยน้ำจัณฑ์มากเกินไป เมื่อขึ้นครองราชย์แล้วพระองค์ได้พระมารดาและพระขนิษฐาของพระมเหสีเป็นพระสนม พระองค์ทรงมีพระราชโอรสและธิดากับพระมเหสีพระสนมทั้งสามพระองค์ พระองค์เป็นที่เกรงกลัวของบุคคลทั่วไปมากกว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์ก่อน ๆ เสมอ พระองค์ทรงโลภมากกว่าพระเจ้าแผ่นดินองค์อื่น ๆ ทรงให้รื้อฐานวัดเพื่อจะขุดหาของและเงินที่ฝังไว้

พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ทรงพระนามว่าหน่อพุทธากูร ได้นำวิธีปฎิบัติที่ว่าเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลง จะต้องจ่ายทองหนักหนึ่งบาทต่อที่ดินทุก ๆ สิบไร่ และพระอนุชาธิราชพระราเมศวร ก็ได้ใช้วิธีที่ว่าเมื่อขุนนางสิ้นชีวิตลง หนึ่งในสามของสมบัติส่วนตัว จะต้องตกเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน แต่พระเจ้าแผ่นดินองค์นี้ทรงต้องการทุกสิ่งทุกอย่าง ถ้าหากขุนนางสิ้นชีวิตลง ภรรยาจะถูกควบคุมตัว

ขุนนางจะลอบสังเกตซึ่งกันและกันว่าใครซ่อนสมบัติไว้บ้าง หญิงหม้ายและเด็กกำพร้าจะแสดงความรู้สึกสำนึกบุญคุณอย่างล้นพ้นเมื่อพระเจ้าแผ่นดินทรงหยิบยื่นพระทรัพย์สมบัติซึ่งเป็นของตนเองให้บ้างเพียงเล็กน้อย ปรากฎว่าพระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงคิดเลยว่าพระองค์มีฐานะร่ำรวยจนกว่าพระองค์จะสามารถรวบรวมทรัพย์สมบัติเข้าท้องพระคลังได้หมด และรีดเงินจากชุมนุมชนได้ทั้งหมดด้วย พระชัยราชา พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่สิบสี่แห่งสยามได้สร้างวัดพระชีเชียง ครั้งหนึ่ง วัดแห่งนี้เป็นวัดที่ใหญ่ที่สุดในพระราชอาณาจักร แต่ได้ถูกฟ้าผ่า และพายุพัดหักลงมาตลอดเวลา พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ได้ทรงปฎิสังขรณ์วัดแห่งนี้ แต่เมื่อไรก็ตามที่เร่งงานก็ต้องล้มเลิกไปกลางคัน เพราะว่าผู้ควบคุมและคนงานเกิดเจ็บป่วยและสิ้นชีวิตอย่างน่าสังเวช พวกพราหมณ์กล่าวว่าได้เห็นปรากฎการณ์บนสวรรค์ ซึ่งระบุว่าพระเจ้าแผ่นดินจะสร้างวัดใหม่ไม่สำเร็จ และจะทรงสวรรคตก่อนที่งานจะสำเร็จ เนื่องจากสาเหตุที่พระเจ้าแผ่นดินไม่ทรงสร้างวัดด้วยเจตนาบริสุทธิ์ แต่พระองค์ทรงหวังว่าจะได้พบทรัพย์สมบัติล้ำค่าในการทำลายรื้อวัดเก่า พระเจ้าแผ่นดินทรงครองราชย์ได้ 10 ปี 7 เดือนแล้วแต่รัชสมัยของพระองค์ไม่เจริญรุ่งเรือง กลับมีแต่ความยุ่งยากตลอดเวลาแลโหรกล่าวว่าเหตุการณ์จะดำเนินต่อไปเช่นนี้จนกว่าพระองค์จะสิ้นพระชนม์

พ.ศ.2198 สมเด็จเจ้าฟ้าชัยหรือสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ 6 ราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์เมื่อปีพ.ศ.2198 ครองราชย์ 3-4 วัน ถูกพระเจ้าอาคือพระศรีสุธรรมราชากับพระอนุชาต่างมารดาคือ พระนารายณ์มหาราช สมคบกันแย่งชิงราชสมบัติ จับเจ้าฟ้าชัยประหารชีวิต

พ.ศ.2199 สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์โดยการแย่งชิงราชบัลลังค์มาจากเจ้าฟ้าชัย อยู่ในราชสมบัติประมาณ 2 เดือน(2 เดือน 20 วัน) ก็เป็นอริกันเนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชามีพระทัยเสน่หาใคร่จะได้ พระราชกัลยาณี ผู้เป็นขนิษฐา/น้องสาวของสมเด็จพระนารายณ์มาเป็นพระชายาอันมิชอบด้วยประเพณี สมเด็จพระนารายณ์จึงพร้อมด้วยขุนนาง ยกกำลังเข้าโจมตีวังหลวง เกิดการต่อสู้ฆ่าฟันเสียเลือดเนื้อและชีวิตเป็นอันมาก ในที่สุดก็สามารถจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาไปสำเร็จโทษได้ ถูกสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พระเจ้าหลาน ช่วงชิงราชสมบัติต่อไปอีก และจับพระองค์(พระเจ้าอา)ปลงพระชนม์

พระบาทสมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงเสด็จขึ้นครองราชย์โดยได้ทรงร่วมมือกับ พระอนุชาของพระเจ้าปราสาททอง(พระศรีสุธรรมราช) ทำการรัฐประหารเจ้าฟ้าไชยพระโอรสของพระเจ้าปราสาททองออกจากบัลลังก์ เมื่อเสด็จขึ้นครองราชย์แล้ว ทรงมิได้ปลอดภัยจากการถูกลอบปลงพระชนม์นัก การวางแผนล้มล้างเกิดขึ้นทันทีที่ทำการรัฐประหาร ได้เกิดกลุ่มกบฎโดยมีพระอนุชาต่างมารดาสองพระองค์เป็นผู้ร่วมกับขุนนางชั้น สูง กบฎครั้งนี้ตรงกับพงศสาวดารเรียกว่า กบฎพระไตรภูวนาทิตย์ คือความพยายามที่จะอาศัยจุดอ่อนของมหากษัตริย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ

ต่อมากรุงศรีอยุธยาเริ่มมีความสัมพันธ์กับฝรั่งเศสนั้นมีชาวต่างชาติผู้ หนึ่งในตอนรัชกาลสมเด็จพระนารายณ์มหาราช มีความประสงค์ที่จะได้พวกฝรั่งเศส มาเป็นมิตรของตน บุคคลผู้นั้นคือ คอนสแตนท์ ฟอลคอน หรือออกญาวิไชยเยนทร์ ซึ่งภายหลังเป็นผู้สร้างความสัมพันธ์การทูตอันสนิทแน้นแฟ้นของกรุงศรีอยธยาและอาณาจัรฝรั่งเศส อันจะมีผลทำให้อาณาจักรกรุงศรีอยุธยาเสี่ยงต่อการที่จะตกอยู่ภายใต้อำนาจของฝรั่งเศส ฟอลคอน เดินทางเข้ามาในกรุงศรีอยุธยาในราว พ.ศ. 2217 โดยสมัครเข้ารับราชการสังกัดกรมท่า ฟอลคอนได้ใช้ความพยายามอุตสาหะและความเฉลียวฉลาด ทำให้รัชบาลกรุงศรีอยุธยามีรายได้ผลประโยชน์จากการค้าถึงสองเท่า สมเด็จพระนารายณ์มหาราชจึงทรงอนุญาตให้เข้าเฝ้า หลังจากที่ได้ปฏิสันถารกับฟอลคอนในครั้งแรก ก็ทรงพอพระทัยในความเฉลียวฉลาดจนโปรดให้เข้าเฝ้าเนือง ๆ ภายหลังทรงพระราชทานสัญญาบัตรเป็น"ออกพระสุระสงคราม" และ "ออกญาวิไชยเยนทร์" ตามลำดับ

ในระยะตอนปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชปรากฎว่าบรรดาข้าราชการในราชสำนักเกิดแตกแยกกันเป็นหลายฝ่าย แต่ฝ่ายที่สำคัญมีฝ่ายของออกญาวิไชยเยนทร์ ซึ่งมีทหารฝรั่งเศสเป็นกำลังสำคัญและคิดยกพระปีย์ โอรสบุญธรรมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชขึ้นสืบราชสมบัติ อีกฝ่ายหนึ่งมีพระเพทราชา เป็นหัวหน้าโดยมีขุนนางไทยฝ่ายปกครองเป็นพวกและคิดกำจัดออกญาวิไชยเยนทร์ พร้อมทั้งขับไล่พวกฝรั่งเศสออกจากกรุงศรีอยุธยา

พระราชประวัติโดยย่อของพระเพทราชานั้น เป็นชาวบ้านพลูหลวง จังหวัดสุพรรณบุรี พระมารดาเป็นพระสนมของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระเพทราชาจึงเป็นพระสหายของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชตั้งแต่พระเยาว์วัย

ก่อนเป็นพระเพทราชานั้นมีตำแหน่งเป็น สมุหพระคชบาล จางวางขวา ในกรมพระคชบาลขวา และยังเป็นคนโปรดของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ด้วยเหตุนี้เอง ฐานะอันสูงส่งของพระเพทราชาได้มาจากความไว้วางพระทัย โดยส่วนตัวพระองค์ พระเพทราชาจึงมิใช่ขุนนางที่ถูกบั่นทอนอำนาจโดยพระมหากษัตริย์ จากความที่ได้รับความไว้วางใจตลอดจนฐานะความโอบอ้อมอารีของพระเพทราชามีผล ให้เป็นที่รักของประชาชนด้วย ตลอดเวลาที่พระเพทราชาทรงรับราชการอยู่นั้น นับว่าพระองค์เป็นนักชาตินิยมผู้หนึ่งที่พยายามดูแลรักษาผลประโยชน์ของประเทศชาต

ขณะเดียวกันก็ไม่ชอบให้คนต่างชาติเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมืองในราช อาณาจักร พระเพทราชาพยายามคัดค้านอย่างแข็งขัน แม้จะคัดค้านเพียงใดสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและที่ปรึกษาราชการแผ่นดินคนอื่น ก็ยังมีความเห็นตรงข้ามกับตนในที่สุดเข้าใจว่าทรงคิดกำจัดออกญาวิไชยเยนทร์รวมทั้งขอกำลังของฝรั่งเศสที่บางกอกปลายปี พ.ศ. 2231 เมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเริ่มประชวรหนักขณะที่ประทับ อยู่ที่พระที่นั่งสุทธาสวรรค์ในพระราชวังเมืองลพบุรี ความหวาดหวั่นได้เกิดขึ้นแก่ราชการทั้งสองฝ่าย ฝ่ายออกญาวิไชยเยนทร์เกรงว่าพระเพทราชาได้เป็นใหญ่ก็คงทำร้ายตนและทหารฝรั่งเศส ข้างพระเพทราชาก็เกรงว่าฟอลคอนจะเอาคนฝรั่งเศสเข้ามาบังคับข้าราชการทั้งปวงยอมให้พระปีย์ขึ้นครองราชย์ ทั้งสองฝ่ายจึงเห็นว่าจำเป็นต้องดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันอันตรายให้แก่พวกตน

เนื่องจากพระเพทราชามีสมัครพรรคพวกมากกว่าและอยู่ใกล้กว่าจึงได้รวมสะสางกำลังโดยมีออกหลวงสุรศักดิ์เป็นกำลังสำคัญ ออกอุบายจับ ออกญาวิไชยเยนทร์กับเจ้าฟ้าอภัยทศอนุชาของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช รวมทั้งวางแผนจับนายพลเดส์ ฟาร์ช ผู้ควบคุมทหารที่ป้อมบางกอก

สำหรับแผนการอันแรกเมื่อไม่สามารถดำเนินการได้ จึงได้ประหารชีวิตออกญาวิไชยเยนทร์ เจ้าฟ้าอภัยทศรวมทั้งพระปีย์ อันเป็นระยะเวลาไล่เลี่ยที่ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคต ในพระราชวังเมืองลพบุรี จากนั้นพระเพทราชาจึงปราบดาภิเษกเป็นพระเจ้าแผ่นดิน การปฏิวัติในปี พ.ศ. 2231 และการขับไล่กองทหารฝรั่งเศส ออกจากกรุงศรีอยุธยานั้นนอกจากจะเป็นการดำเนินการที่ขัดแย้งกับพระราชประสงค์สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และความปรารถนาของฟอลคอนที่จะใช้ฝรั่งเศสเพื่อผลประโยชน์ต่อสถานะของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชและฟอนคอลแล้ว เท่ากับแสดงให้เห็นถึงชัยชนะของขุนนางฝ่ายปกครองเหนือขุนนางฝ่ายชำนัญการ ทั้ง ๆ ที่ ตลอดรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชได้พยายามบั่นทอนอำนาจของขุนนางฝ่ายปกครองมาโดยตลอด

พ.ศ.2231 ขณะที่สมเด็จพระนารายณ์มหาราชประชวรหนัก ก็ถูกพระเพทราชาและหลวงสรศักดิ์หรือนายมะเดื่อ แย่งชิงราชสมบัติ (หลวงสรศักดิ์ผู้นี้เป็นโอรสของสมเด็จพระนารายณ์มหาราชอันประสูติจากลูกสาวเมืองเชียงใหม่ซึ่งสมเด็จพระนารายณ์มหาราชพระราชทานให้กับพระเพทราชา เจ้ากรมช้าง ขณะที่พระนางท้องได้หนึ่งเดือน(แสดงว่ายกให้ทั้งแม่และลูก) เมื่อประสูติแล้วได้เข้าถวายตัวรับใช้สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และ สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็ทรงโปรดปรานเป็นพิเศษเพราะมีหน้าตาละม้ายคล้ายพระองค์ และต่อมาหลวงสรศักดิ์ก็รู้ว่าตัวเองเป็นราชโอรส ส่วนพระเพทราชาเป็นแต่เพียงบิดาเลี้ยงเท่านั้น ต่อมาเมื่อสมเด็จพระนารายณ์มหาราชเสด็จสวรรคตแล้ว พระเพทราชาจึงได้ปราบดาภิเษกขึ้นรองราชย์ โดยจับเจ้าฟ้าอภัยทศ องค์รัชทายาทปลงพระชนม์พร้อมด้วยเจ้าพระยาพิชาเยนทร์ สมุหนายก ก็ถูกประหารชีวิตด้วย (สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงมีพระราชธิดาเพียงพระองค์เดียวคือ กรมหลวงโยธาเทพ หรือเจ้าฟ้าหญิงสุดาวดี) พระเพทราชา เป็นลูกของเพื่อนพระเจ้าปราสาททอง เพื่อนที่ร่วมยึดอำนาจ ก่อนตายขอให้พระเจ้าปราสาททองเลี้ยงดูอุปการะด้วย ท่านก็เมตตาเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์เป็นอันว่า พระเพทราชา เคยร่วมในความอุปการะของท่านเจ้าแม่วัดดุสิต(พระชายาในพระเจ้าปราสาททอง ) ร่วมมากับ พระนารายณ์มหาราช และท่านโกษา (เหล็ก) โกษา (ปาน) เป็นคนกลุ่มเดียวกัน ต่อมาพระเพทราชาก็กลายเป็นพี่เมีย (พระสนมเอก) ของพระนารายณ์ด้วย


ที่มา  :  ห้องสมุดบ้านจอมยุทธ http://www.baanjomyut.com/library_2/dark_thai_history/06.html
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: