หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: วัดขุนแสน อยุธยา : วัดต้นตระกูลราชวงศ์จักรี  (อ่าน 2477 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 3747



« เมื่อ: สิงหาคม 05, 2011, 11:50:09 PM »




รศ.วิสุทธิ์ ภิญโญวาณิชกะ นสพ. แนวหน้ารายวัน

              วัดขุนแสนเป็นวัดร้างตั้งอยู่ที่ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา วัดนี้กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแล้ว โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 58 ตอนที่ 16 วันที่ 16 มีนาคม 2484

              ปัจจุบันปรากฏเนินโบราณสถานที่มีเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ตั้งอยู่ 1 องค์ ซากผนังอาคาร 1 แห่ง และพระพุทธรูปหินทรายที่ชำรุดมาก จำนวน 2 องค์ รอบ ๆ เจดีย์เป็นบ้านที่พักอาศัยของราษฏรที่บุกรุกเข้ามาจนชิดเจดีย์ และเนื่องจากองค์ระฆังของเจดีย์ ซึ่งก่อซ่อมในสมัยรัชกาลที่ 4 แต่ก่อไม่เสร็จ มีรอยร้าวขนาดใหญ่ มีบางส่วนทรุดลงจนน่ากลัวว่าจะพังลงมา ซึ่งปัจจุบันกรมศิลปากรได้ใช้ลวดสลิงรัดยึดเอาไว้ถึง 4 เส้น

              วัดขุนแสนนั้น มีชื่อปรากฏในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน (2505 : 141) ในแผนดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา ความว่า "แลครอบครัวมอญซึ่งกวาดลงมานั้น ก็พระราชทานให้พระยาราม พระยาเกียรติควบคุมว่ากล่าวด้วย แลพระยาเกียรติพระยารามนั้น ให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้นวัดขุนแสน"

              สาเหตุที่พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นชาวมอญได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการในกรุงสรีอยุธยานั้น เรื่องมีอยู่ว่าพระเจ้าไงสาวดีทรงดำริว่า สมเด็จพระนเรศวรประกอบไปด้วยพระปัญญาหลักแหลมลึกซึ้ง ทั้งการสงครามก็องอาจกล้าหาญ นานไปเห็นจะเป็นเสี้ยนศัตรูต่อเมืองหงสาวดีจึงคิดกลอุบายมีศุภอักษรไปถึงสมเด็จพระนเรศวรว่า ขณะนี้กรุงบุรรัตนอังวะเป็นกบฏแข็งเมืองต่อหงสาวดี เชิญให้สมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปช่วยการสงคราม สมเด็จพระนเรศวรสำคัญว่าจริง จึงยกพยุหแสนยากรเสด็จไปถึงเมืองแครง และพักอยู่ใกล้อารามของพระมหาเถรคันฉ่อง พระเจ้าหงสาวดีทรงทราบก็มีความยินดีที่จะสมคิดแล้ว ได้ตรัสให้พระยาเกียรติ พระยาราม ลงไปรับและหาทางจับสมเด็จพระนเรศวรประหารชีวิตเสียให้จงได้ พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นศิษย์ของพระมหาเถรคันฉ่อง ได้แจ้งอุบายของพระเจ้าหงสาวดีให้พระอาจารย์ทราบ พระมหาเถรคันฉ่องซึ่งมีใจกรุราต่อสมเด็จพระนเรศวร จึงได้พาพระยาเกียรติ พระยารามเข้าเฝ้าแจ้งให้ทราบถึงอุบายของพระเจ้าหงสาวดีที่คิดประทุษร้ายต่อสมเด็จพระนเรศวร สมเด็จพระนเรศวรเห็นว่าพระเจ้าหงสาวดีมิได้ทรงตั้งในทศพิธราชธรรม จึงได้ทรงประกาศอิสรภาพมิยอมอ่อนน้อมต่อกรุงหงสาวดีตั้งแต่บัดนั้น สมเด็จพระนเรศวรทรงเกรงว่าหากพระมหาเถรคันฉ่อง พระยาเกียรติ พระยาราม ยังอยู่ในเมืองแครงต่อไปจะเกิดอันตราย จึงได้พาเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อถึงกรุงศรีอยุธยาสมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้โปรดให้พระมหาเถรคันฉ่องอยู่วัดมหาธาตุ ส่วนพระยาเกียรติ พระยารามให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้น วัดขุนแสน ในสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ( รัชกาลที่ 4 ในราชจักรีวงศ์ ) ทรงมีพระอักษรไปถึงเซอร์จอนเบาริ่ง ( 1969 : 62 - 63 ) เล่าให้ฟังว่า บรรพบุรุษของพระองค์เดิมเป็นชาวมอญอยู่ในกรุงหงสาวดี ได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเข้ามารับราชการในกรุงศรีอยุธยา เมื่อตอนสมเด็จพระนเรศวรประกาศอิสระภาพ ท่านผู้นี้คือ กระยาเกียรติ ได้เข้ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ที่วัดขุนแสน ได้มีลุกหลานสืบต่อมาจนถึงฏกษาปานในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ สมเด็จพระนารายณ์ได้ให้โกษาปานเป็นราชฑูตไปเจริญสัมพันธไมตรีกับพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งกรุงฝรั่งเศส ต่อมาลุกหลานคนหนึ่งได้รับราชการกับเจ้าพระยาพิษณุโลกเมื่อตอนกรุงศรีอยุธยาแตก และได้รับบรรดาสักดิ์เป็นพระอักษรสุนทรเสมียนตรา พระอักษรเสมียนตรามีลูกหลานหลายคน คนที่ 4 เป็นชาย ซึ่งต่อมาได้ขึ้นครองราชสมบัติเป็นพระพุทธยอดฟ้าจุฬาดลก วึ่งเป็นปู่ของพระองค์ท่าน" บันทึกของบรรพบุรุษที่ตกทอดมาถึง ม.ล.มานิจ ชุมสาย ( 2530 : 54 ) บันทึกมีความว่า " พระยาเกียรติแม่ทัพมอญได้ติดตามสมเด็จพระนเรศวรเข้ามารับราชการกับไทย ลุกหลานคนหนึ่งของพระยาเกียรติได้แต่งงานกับเจ้าแม่ดุสิต ซึ่งเป็นพระนางที่มีตำแหน่งสูงในสำนักพระราชวัง เจ้าแม่ดุสิตมีบุตร 3 คน คือ นายเหล้กผู้พี่ใหญ่ คนที่สองเป็นหญิงชื่อแช่ม ต่อมาเป็นท้าวศรีสุดารักษ์ คนที่สามชื่อนายปาน คือคนที่สมเด็จพระนารายณ์ส่งไปเป็นฑูต ณ ประเทศฝรั่งเศส เมื่อ พ.ศ. 2229.

             วัดขุนแสนนี้ก็คงเช่นเดียวกับวัดโบราณทั่ว ๆ ไป ซึ่งคงมีการบูรณะปฏิสังขรณ์เรื่อยมาแต่ไม่ปรากฏหลักฐาน เพิ่งมาปรากฏหลักฐานการบูรณะในสมัยรัชกาลที่ 4 ความปรากฏในประชุมพงศาวดาร ( 2507 : 27 - 28 ) ความว่า "วัดขุนแสนนั้น ทรงพระราชดำริว่า พระบุรพการีของพระบรมจักรีวงศ์ได้ตั้งนิวาสถานอยู่ใกล้เคียง เมื่อในแผ่นดินสมเด็จพระนเรศวรจึงโปรดให้พระยาราชสงครามเป็นนายงานสถาปนาอีกพระอาราม 1 ได้ก่อพระเจดีย์ใหญ่สวมเจดีย์ของเดิม และสร้างพระวิหารหลวง ยังไม่ได้ยกเครื่องบนคงค้างอยู่เพียงนั้น"

             จากหนังสือกราบบังคมทูล เรื่องระยะทางเสด็จพระราชดำเนินทรงบวงสรวงอดีตมหาราช ณ พระราชวังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลที่ 6 ของพระยาโบราณราชธานินทร์ อุปนายกมณฑลอยุธยา ถวายพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2464 ความว่า " เมื่อทรงสถาปนาพระราชวังจันทรเกษมได้ทรงปฏิสังขรณ์และก่ออิฐหุ้มพระเจดีย์ของเดิมขึ้นไว้เพียงองค์ระฆัง กับก่อพระอุโบสถและศาลาโถงไว้อีก 2 หลัง ขุดคูรอบวัดผ่าสันกำแพงเมืองไปออกคลองเมือง 2 สาย แต่การยังมิทันเสร็จก็เสร็จสวรรคต วัดนี้จึงร้างมา ภายหลังมาในรัชกาลที่ 5 เมื่อโปรดให้ตั้งมณฑลเทศาภิบาลขึ้นแล้ว มีการที่จะทำถนนรอบกรุง จึงกลับถมคูตรงที่ขุดผ่ากำแพงเมืองทั้ง 2 สายนั้นเป็นถนนเสีย"

ศิลปกรรมที่ปรากฏอยู่ที่วัดขุนแสน ได้แก่



ก. พระเจดีย์
             พระเจดีย์ที่วัดขุนแสนเป็นเจดีย์ทรงระฆังขนาดใหญ่ก่อด้วยอิฐตั้งอยู่บนฐานรูปสี่เหลี่ยมจตุรัสซ้อนกัน 2 ชั้น ชั้นล่างมีขนาดประมาณ 20.00 เมตร สูงประมาณ 2.00 เมตร ชั้นบนมีขนาดประมาณ 16.00 เมตร สูงประมาณ 2.00 เมตร เหนือฐานแต่เดิมคงจะเป็นฐานเจดีย์และมาลัยเถาแต่เนื่องจากได้มีการซ่อมส่วนนี้ โดยใช้อิฐก่อพอกออกมาโดยรอบ มีความหนาประมาณ 2.50 เมตร ก่อสูงขึ้นไปจนเกือบถึงส่วนที่เรียกว่าบัลลังก์ ส่วนที่ก่อซ่อมนี้คือ ส่วนที่แตกชำรุดมาก มีรอยร้าวขนาดใหญ่โดยรอบ บางส่วนทรุดเลื่อนไหลลงมา ซึ่งทางกรมศิลปากรได้ใช้ลวดสลิงขนาดใหญ่รัดไว้ จำนวน 4 เส้น ส่วนที่เป็นบัลลังก์เป็นของเดิม มีลักษณะเป็นฐานบัวสี่เหลี่ยม ถัดขึ้นไปเป็นก้านฉัตรและปล้องไฉนซึ่งเป็นส่วนยอดของเจดีย์ ส่วนนี้ชำรุดแตกร้าวเช่นกัน



ข. พระพุทธรูป
             พระพุทธรูปที่ปรากฏอยู่ในบริเวณโบราณสถานแห่งนี้ เป็นพระพุทธรูปแกะสลักด้วยหินทรายอยู่ในสภาพชำรุด เหลือแต่ส่วนฐานทั้ง 2 องค์ จากส่วนที่เหลืออยู่สามารถบอกได้ว่า เป็นพระพุทธรูปปางสมาธินาคปรก ตั้งไว้ที่ฐานก่ออิฐฉาบปูนที่ราษฏรทำขึ้น ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ขององค์เจดีย์

ค. ซากอาคาร
             ซากอาคารที่ปรากฏอยู่เป็นส่วนของมุมผนังอาคารก่ออิฐถือปูนตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์เจดีย์ และไม่ปรากฏส่วนอื่น ๆ ที่จะทำให้บอกไว้ว่าเป็นอาคารประเภทใด

ง. ศาลพระภูมิ
             บนมุมฐานเจดีย์ชั้นล่างด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ มีราษฏรสร้างศาลพระภูมิไว้ 1 หลัง มีขนาดกว้างประมาณ 1.00 เมตร ยาว 1.50 เมตร มุงด้วยสังกะสี ภายในมีรูปหล่อสมัยใหม่ตั้งอยู่ การกำหนดอายุโบราณสถานวัดขุนแสน อาจพิจารณาจากข้อความในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพนที่ว่า "แลพระยาเกียรติ พระยารามนั้น ให้อยู่ตำบลบ้านขมิ้น - วัดขุนแสน" แสดงให้เห็นว่า วัดขุนแสนนั้นมีมาตั้งแต่ก่อนสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชา ( 2112 - 2133 ) และจากรูปแบบของเจดีย์ที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน มีลักษณะเช่นเดียวกับรูปแบบของเจดีย์ทรงระฆัง ในวัดพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ( 2034 - 2072 ) จึงอาจกำหนดอายุเจดีย์วัดขุนแสนไว้เป็นเบื้องต้นได้ว่า คงจะมีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ 21

จากการเข้าไปสำรวจของผู้เขียน ปรากฏข้อสังเกตหลายประการดังนี้

             1. วัดขุนแสนนี้เป็นวัดขนาดใหญ่ที่มีความสำคัญมากวัดหนึ่ง ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงให้ความสนพระทัยเป็นพิเศษ เพราะเห็นว่าเป็นวัดที่พระบุรพการีของพระบรมจักรีวงศ์ได้ตั้งนิวาสสถานอยู่ใกล้เคียง และได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แต่ยังบูรณะไม่เสร้จก็เสด็จสวรรค์คตเสียก่อน ต่อจากนั้นไม่มีใครสนใจวัดนี้อีกเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กรมศิลปากรที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาสมบัติทางวัฒนธรรมของชาติบ้านเมือง ก็ทิ้งให้ชำรุดทรุดโทรมไม่บูรณะปฏิสังขรณ์ และปล่อยให้ราษฏรบุกรุกเข้าไปตั้งที่อยู่อาศัยจนแน่นชิดกับโบราณสถานทั้ง ๆ ที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้แล้วจนถึงปัจจุบันเป็นเวลานานถึง 54 ปี และที่น่าเกลียดมากคือ ในอดีตนั้นได้ปล่อยให้มีการประกอบธุรกิจทางเพศ ในบริเวณนี้จนเป็นที่เลื่องลือกันโดยทั่วไป และถึงแม้ว่าธุรกิจทางเพศดังกล่าวจะเลิกลาไปนานแล้ว แต่ยังเป็นที่กล่าวถึงจนทุกวันนี้ และเนื่องจากกรมศิลปากรมิได้เห็นความสำคัญของวัดขุนแสนดังกล่าว จึงปรากฏว่าในแผนแม่บทโครงการนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา ของกรมศิลปากร ซึงคณะรับมนตรีได้มีมติเห็นชอบแล้วเมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2536 จึงไม่มีรายชื่อวัดขุนแสนอยู่ในกลุ่มโบราณสถานที่จะทำการบูรณะปฏิสังขรณ์แต่อย่างใด

             2. ปัจจุบันเจดีย์วัดขุนแสนอยู่ในสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก และพร้อมที่จะพังลงมา ทางผู้ว่าราชการจังหวัดคนใหม่ นายบรรจง กันติวิรุฒ ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษและมิได้นิ่งนอนใจ พยายามดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อป้องกันเหตุอันไม่พึงปรารถนาที่อาจเกิดขึ้น แต่เพราะความสลับซับซ้อนทางด้านตัวบทกฏหมาย กล่าวคือ ตัวโบราณสถานนั้นอยู่ในความรับผิดชอบของกรมศิลปากร ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 ส่วนสถานที่ที่โบราณสถานตั้งอยู่นั้น อยู่ในความรับผิดชอบของกรมการศาสนา ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 ( ฉบับที่ 2 ) พ.ศ. 2535 และเพราะวัดขุนแสนเป็นวัดร้างที่มีกฏหมายควบคุมอยู่ 2 ฉบับ มีหน่วยราชการดูแลรับผิดชอบ 2 แห่ง ทำให้เกิดปัญหาในการบริหารและการจัดการหลายประการ จึงทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการบูรณปฏิสังขรณ์ได้ดังคำปรารภของผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยาเกี่ยวกับเรื่องนี้ในการสัมมนาเรื่องพระนครศรีอยุธยา : นครประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2537 ณ วิทยาลัยครูพระนครศรีอยุธยา ความตอนหนึ่งว่า " ถ้าหากปล่อยให้พัง คนก็จะบาดเจ็บล้มตายกันกลางเมือง บ้านเรือน เจดีย์ คนจะบาดเจ็บ ทรัพย์สินจะเสียหาย ถ้าเจดีย์พังทลายลงมา ช่วยการถอนอยุธยาออกจากเป็นมรดกโลกก็จะยิ่งรุนแรงมากกว่าเดิม ขณะนี้ระยะเวลาเดือนเศษ ๆ เกือบสองเดือนแล้วผมยังจัดการเรื่องนี้ไม่ได้"

             วัดขุนแสนนั้นนับเป็นวัดสำคัญวัดหนึ่งในประวัติศาสตร์ชาติไทยเป็นวัดที่สมเด็จพระมหาธรรมราชา ได้จัดให้พระยาเกียรติ พระยาราม ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญในการช่วยเหลือสมเด็จพระนเรศวรมหาราชให้รอดพ้นจากความไม่ซื่อตรงของพระเจ้าหงสาวดีทำให้เหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ผลิกผันไปในการที่ดีงามเกิดประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นอันมากและที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในเวลาต่อมาลูกหลานของพระยาเกียรติ พระยารามา ได้สร้างคุณงามความดีในแผ่นดิน เช่น เจ้าพระยาโกษา-ธิบดี ( เหล็ก ) ผู้เป็นกำลังสำคัญในการป้องกันชาติในสมัยพระนารายณ์หรือเจ้าพระยาโกษาธิบดี (ปาน) ได้ทำหน้าที่ราชทูต ไปเจริญสัมพันธ์ไมตรีกับประเทศฝรั่งเศษสร้างชื่อเสรียงจนเป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไป และที่สำคัญที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด พระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีซึ่งสืบเชื้อสายมาจากต้นตระกูลนี้ ได้ทรงทำประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองเป็นเอนกอนันต์จนถึงปัจจุบัน

            จากตัวอย่างที่กล่าวมาได้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า วัดขุนแสงนี้มีความสำคัญเป็นอันมาก ซึ่งนอกจากจะเป็นวัดสำคัญของราชจักรีวงศ์แล้ว ยังเป็นส่วนหนึ่งของนครประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยาซึ่งได้รับการยกย่องให้เป็นมรดกโลก ควรที่พี่น้องชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยาจะให้ความสนใจเป็นพิเศษ และดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้ทันกาล ก่อนที่เจดีย์องค์ใหญ่ที่เป็นประธานของวัดจะพังลงมาผู้เขียนมีความเห็นว่า ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงขึ้นครองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี ในปีพุทธศักราช 2539 ที่จะถึงนี้น่าที่หน่วยราชการ พ่อค้า ประชาชน จะได้ร่วมมือร่วมใจกันหาทางบูรณะปฏิสังขรณ์วัดขุนแสง ให้กลับสู่สภาพที่สง่างามสมกับเป็นวัดที่สำคัญทั้งในอดีตและปัจจุบัน เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติถวายเป็นพระราชกุศลและแสดงความจงรักภักดี เนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลนี้ ซึ่งผู้เขียนหวังว่าแนวคิดนี้จะเป็นที่ยอมรับ และนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อประโยชน์ต่อสังคมโดยรวมในที่สุด

เอกสารอ้างอิง

ประชุมพงศาวดาร. เล่มที่ 15 ( ประชุมพงศาวดารภาคที่ 25 - 27 ) . องค์การค้าคุรุสภา , 2507

พระยาโบราณราชธานินทร์. ระยะทางเสด็จพระราชดำเนินประภาส
ทรงบวงสรวงอดีตมหาราช ณ พระราชวังกรุงศรีอยุธยาในรัชกาลที่ 6.

มานิจ ชุมสาย. " เรื่องของพระนารายณ์และโกษาปาน".
สมเด็จพระนารายณ์และพระเจ้าหลุยส์ที่ 14. อมรินทร์ พรินติ้ง กรุ๊ฟ , 2530
ศิลปากร , กรม. พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับพระพนรัตน์ วัดพระเชตุพน.
คลังวิทยา . 2505.

Bowring , Sir John. The Kingdom and People of Siam. Vol 1 , Oxford University Press , 1969.


ที่มา  :  archaeologythai.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: