หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: สรุปสาระสำคัญของระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยพนักงานราชการ พ.ศ.2547  (อ่าน 35315 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 7 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3842



« เมื่อ: ธันวาคม 11, 2010, 10:17:02 PM »


      พนักงานราชการ  คือ  บุคคลซึ่งได้รับการจ้างตามสัญญาจ้างโดยได้รับค่าตอบแทนจากงบประมาณของส่วนราชการเพื่อเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐในการปฏิบัติงานให้กับส่วนราชการนั้น

      สาระสำคัญของระบบพนักงานราชการ

      1. หลักการในการบริหารบุคคลในระบบพนักงานราชการ คือ เพื่อปรับปรุงกระบวนการจ้างงานภาครัฐในส่วนของลูกจ้างของส่วนราชการให้มีความหลากหลาย และเหมาะสมในการใช้กำลังคนภาครัฐ และเป็นผลให้การปฏิบัติราชการมีความคล่องตัว เกิดประสิทธิภาพประสิทธิผลสอดคล้องตามแนวทางบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่

      2. พนักงานราชการ มี 2 ประเภท และจำแนกตำแหน่งตามลักษณะงานและผลผลิตของงาน เป็น 6 กลุ่ม  ดังนี้
          2.1 พนักงานราชการทั่วไป  ปฏิบัติงานในลักษณะเป็นงานประจำทั่วไปของส่วนราชการ  พนักงานราชการประเภทนี้ มี 5 กลุ่ม คือ
                (1) กลุ่มงานบริการ  มีลักษณะงานเป็นงานปฏิบัติระดับต้น  ไม่ซับซ้อนมีขั้นตอนชัดเจน ไม่ใช้ทักษะเฉพาะ (วุฒิ ม. 3, ม.ศ. 3, ม. 6, ปวช., ปวท., ปวส.) เช่น ตำแหน่งพี่เลี้ยงเด็กพนักงานช่วยการพยาบาล  พนักงานเขียนโฉนด  ฯลฯ
                (2) กลุ่มงานเทคนิค มีลักษณะงานที่ต้องใช้ความรู้ความชำนาญทางเทคนิคซึ่งต้องผ่านการศึกษาในระบบหรืองานที่ปฏิบัติโดยใช้ทักษะเฉพาะบุคคล (วุฒิ ปวช. ปวท. ปวส. หรือมีประสบการณ์ในงานที่ปฏิบัติไม่น้อยกว่า 5 ปี) เช่น ช่างเครื่องเรือ ช่างกษาปณ์ ช่างปราณีตศิลป์ ฯลฯ

                (3) กลุ่มงานบริหารทั่วไป มีลักษณะงานเช่นเดียวกับที่ข้าราชการปฏิบัติแต่มีความจำเป็นเร่งด่วนและมีระยะเวลาการปฏิบัติงานที่แน่นอน หรือ ไม่ใช่งานลักษณะเช่นเดียวกับที่ข้าราชการปฏิบัติ แต่จำเป็นต้องใช้วุฒิปริญญา (วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี ที่เหมาะสมกับลักษณะงานที่ปฏิบัติ) เช่น เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน  นิติกร  บุคลากร  ฯลฯ

                (4) กลุ่มงานวิชาชีพเฉพาะ  มีลักษณะงานที่ไม่อาจมอบให้ผู้มีคุณวุฒิอย่างอื่นปฏิบัติแทนได้  และ  มีผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน  หรือ  เป็นงานทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือ เป็นงานที่ขาดแคลน (วุฒิไม่ต่ำกว่าปริญญาตรี, ปริญญาตรี+ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ) เช่น แพทย์ วิศวกร สถาปนิก เภสัชกร นักเทคนิคการแพทย์ นักฟิสิกส์รังสี  นักวิชาการคอมพิวเตอร์
                (5) กลุ่มเชี่ยวชาญเฉพาะ  มีลักษณะงานที่ต้องใช้ความรู้ ประสบการณ์หลักวิชา  ภูมิปัญญาท้องถิ่น  หรือ  เป็นการพัฒนาระบบ/มาตรฐานที่ใช้ความรู้และประสบการณ์เชี่ยวชาญเฉพาะ (วุฒิปริญญาตรี+ประสบการณ์ 6 ปี , ปริญญาโท+ประสบการณ์ 4 ปี , ปริญญาเอก+ประสบการณ์ 2 ปี) เช่น  นักบิน  นักวิจัย  ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ)
         2.2 พนักงานราชการพิเศษ  ปฏิบัติงานในลักษณะที่ต้องใช้ความรู้หรือความเชี่ยวชาญสูงมากเป็นพิเศษ เพื่อปฏิบัติงานในเรื่องที่มีความสำคัญและจำเป็นเฉพาะเรื่องของส่วนราชการหรือมีความจำเป็นต้องใช้บุคคลในลักษณะดังกล่าว  พนักงานราชการประเภทนี้ มี 1 กลุ่ม คือ
               (6) กลุ่มงานเชี่ยวชาญพิเศษ  มีลักษณะงานที่ใช้ความรู้  ความสามารถประสบการณ์   และเชี่ยวชาญพิเศษระดับสูงเป็นที่ยอมรับ  หรือ  งาน/โครงการที่ไม่อาจหาผู้ปฏิบัติที่เหมาะสมในหน่วยงานได้  หรือ งานที่มีลักษณะไม่เป็นงานประจำ (ส่วนราชการสามารถกำหนดวุฒิการศึกษา ประสบการณ์ ตามระดับของความเชี่ยวชาญพิเศษ) เช่น ที่ปรึกษา  ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารโครงการ  ฯลฯ

      ทั้งนี้ การกำหนดลักษณะงานและคุณสมบัติเฉพาะเป็นไปตาม ประกาศของคณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ  ซึ่งจะประกาศตามมา  และส่วนราชการสามารถกำหนดชื่อตำแหน่งได้เองตามความเหมาะสมของงาน

      3. การกำหนดบัญชีค่าตอบแทน  จะกำหนดโดยแยกบัญชีตามลักษณะงานเป็น 6 บัญชี และมีการเลื่อนขั้นค่าตอบแทนปีละ 1 ครั้ง  คือ  1 ตุลาคม ของทุกปี  นอกจากนี้จะได้รับสิทธิประโยชน์แตกต่างกันไปในแต่ละกลุ่มลักษณะงาน   (รายละเอียดบัญชีค่าตอบแทนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ  เป็นไปตามประกาศคณะกรรมการฯ)

      4. ส่วนราชการจะต้องจัดทำ กรอบอัตรากำลังพนักงานราชการ เป็นระยะเวลา 4 ปี สำหรับกรอบรอบแรกจะต้องให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน (สำหรับส่วนราชการที่มีจำนวนลูกจ้างประจำ ไม่เกิน 5,000 คน) โดยจำนวนตำแหน่งขึ้นอยู่กับกรอบภารกิจและงบประมาณของส่วนราชการ(ลูกจ้างประจำ+ลูกจ้างชั่วคราว เท่าที่จำเป็น) กรณีกรอบอัตรากำลังยังไม่แล้วเสร็จ  แต่มีความจำเป็น
และมีงบประมาณแล้ว  ให้จ้างได้ตามกรอบลูกจ้างประจำไปพลางก่อน  โดย

      กรอบพนักงานราชการ  =  กรอบลูกจ้างประจำ ? จำนวนลูกจ้างประจำในลักษณะงานจ้างเหมา

      ทั้งนี้ ลูกจ้างประจำปัจจุบันจะเข้าสู่ระบบใหม่ได้โดยความสมัครใจ และส่วนราชการจะต้องกำหนดให้มีการสรรหาและเลือกสรร  ตามแนวทางที่จะกำหนดในประกาศคณะกรรมการฯต่อไป

      5. การจ้างพนักงานราชการ  เป็นระบบสัญญาจ้าง  ซึ่งไม่เกินคราวละ 4 ปี   หรือตามโครงการและต่อสัญญาได้ตามความเหมาะสม  การสิ้นสุดสัญญาจะมีได้ด้วยเหตุ : ครบกำหนด,ขาดคุณสมบัติ, ตาย, ไม่ผ่านการประเมินฯ, ถูกไล่ออกเพราะกระทำผิดวินัยร้ายแรง, หรือเหตุอื่น ๆเช่น ลาออก  บอกเลิกสัญญา  ฯลฯ

      6. ในระหว่างสัญญาจ้าง  ให้มีการประเมินผลการปฏิบัติงาน  ปีละ 2 ครั้ง (1 ตุลาคม ? 31 มีนาคม และ 1 เมษายน ? 30 กันยายน) สำหรับพนักงานราชการทั่วไป ส่วนพนักงานราชการพิเศษ  ให้กระทำกรณีประเมินผลสำเร็จของงานตามช่วงเวลาที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง

      7. พนักงานราชการต้องรักษาวินัย หากฝ่าฝืนข้อห้ามหรือไม่ปฏิบัติตามถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย  ต้องได้รับโทษทางวินัย

      8. ให้มี คณะกรรมการบริหารพนักงานราชการ (คพร.) ซึ่งประกอบด้วยรองนายกฯเป็นประธาน  เลขาธิการ ก.พ. เป็นรองประธาน มีกรรมการ 10 คน (จากหน่วยงานกลางบริหารคน เงินแผน แรงงาน กลาโหม ฯลฯ) และผู้ทรงคุณวุฒิ 4 สาขา (บริหารงานบุคคล กฎหมาย  เศรษฐศาสตร์และแรงงานสัมพันธ์) โดยฝ่ายเลขานุการเป็นผู้แทนจาก ก.พ. สงป. และกรมบัญชีกลาง

      คณะกรรมการฯ  มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดแผนงานและแนวทางปฏิบัติ  รวมทั้งเสนอแนะส่วนราชการในการบริหารพนักงานราชการในเรื่องต่าง ๆ เช่น การสรรหาและเลือกสรร กำหนดกลุ่มงานและลักษณะงาน ให้ความเห็นชอบกรอบอัตรากำลัง กำหนดอัตราค่าตอบแทน และมาตรฐานการประเมินผลการปฏิบัติงาน ฯลฯ

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: