หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ร.ศ.112 (สงครามที่ถูกลืม)  (อ่าน 13800 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3851



« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2010, 11:21:02 AM »


ค.ศ.1907 (พ.ศ.2450) เป็นปีที่ฝรั่งเศสได้พื้นที่อาณานิคมอย่างสมบูรณ์โดย พ.ศ.2449 ไทยต้องยกดินแดนต่างๆให้ฝรั่งเศสโดยแลกกับเมืองจันทบุรี เมืองตราด เกาะกง และเมืองด่านซ้าย

ในยุคล่าอาณานิคม ประเทศไทยได้เสียดินแดนให้แก่ฝรั่งเศสรวม 5 ครั้ง เป็นพื้นที่ทั้งสิ้น 481,600 ตารางกิโลเมตร นับตั้งแต่ปลายรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าฯ จนถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ โดยไทยต้องยินยอมเสียดินแดนบางส่วนไป เพื่อรักษาเอกราชและดินแดนส่วนใหญ่ไว้ ทำให้พื้นที่ประเทศไทยเหลืออยู่เพียง 513,600 ตารางกิโลเมตร
ดินแดนที่เสียไปตามลำดับมีดังนี้
1. แคว้นกัมพูชา เมื่อปี พ.ศ. 2410
2. แคว้นสิบสองจุไทย เมื่อปี พ.ศ. 2431 เป็นพื้นที่ 87,000 ตารางกิโลเมตร
3. ดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง อันได้แก่ ประเทศลาวปัจจุบัน ในพื้นที่เมืองหลวงพระบาง เมืองเวียงจันทร์ และอาณาเขตนครจัมปาศักดิ์ตะวันออก ตลอดจนบรรดาเกาะต่าง ๆ ในแม่น้ำโขง เมื่อปี พ.ศ. 2436 หรือที่รู้จักกันดีคือ ร.ศ. 112 เป็นพื้นที่ 143,000 ตารางกิโลเมตร
4. ดินแดนทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง บริเวณที่อยู่ตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง และตรงข้ามเมืองปากเซ เมื่อปี พ.ศ. 2446 เป็นพื้นที่ 62,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อแลกกับเมืองจันทบุรี ที่ฝรั่งเศสยึดไว้เมื่อ ร.ศ. 112
5. มณฑลบูรพา ได้แก่ พื้นที่เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และศรีโสภณ เมื่อปี พ.ศ. 2449 เป็นพื้นที่ 51,000 ตารางกิโลเมตร เพื่อแลกกับเมืองตราด เกาะกง และเมืองด่านซ้าย พร้อมทั้งอำนาจศาลไทย ต่อคนในบังคับฝรั่งเศส

ต่อมาประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส ได้ทำสัญญาเป็นพันธมิตรกับรัสเซีย เพื่อเตรียมรับสงครามโลกครั้งที่ 1 อังกฤษและฝรั่งเศสจึงได้ประชุมพิจารณาปรองดองกัน ในปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับอาณานิคมโดยทั่วไป สำหรับประเทศไทยนั้นได้ตกลงแบ่งออกเป็น 3 ส่วน
ส่วนที่ 1 เป็นพื้นที่ภาคตะวันออก ตั้งแต่มณฑลนครราชสีมาไปทางตะวันออกทั้งหมด เป็นเขตผลประโยชน์ของฝรั่งเศส
ส่วนที่ 2 เป็นพื้นที่ด้านตะวันตกของมณฑลราชบุรีลงไป เป็นเขตผลประโยชน์ของอังกฤษ
ส่วนที่ 3 คงเหลือเฉพาะพื้นที่ภาคกลางคงเป็นของไทย

สัญญานี้ทำกันเมื่อปี ค.ศ. 1911 แต่เนื่องจากหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 มหาประเทศคู่สงคราม ต่างพากันอ่อนกำลังลงไป นอกจากนี้ การที่ประเทศไทยเข้าร่วมสงคราม โดยอยู่ทางฝ่ายพันธมิตร ซึ่งเป็นฝ่ายชนะ จึงทำให้มีฐานมั่นคงขึ้น
การเสียดินแดนเมื่อ ร.ศ. 112

เป็นการเสียดินแดนครั้งนี้ ฝรั่งเศสได้ถือโอกาสที่เกิดเรื่องกระทบกระทั่งกันทางชายแดน ได้ส่งเรืรบ 2 ลำ เข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2436 โดยใช้เรือพาณิชย์นำร่องเข้ามาถึงพระนคร แล้วยื่นเงื่อนไขคำขาดกับไทย
ฝ่าย อังกฤษ เห็นพฤติกรรมฝรั่งเศส ที่จะยึดประเทศไทยโดยสิ้นเชิง ก็เข้าประท้วงคุมเชิงอยู่ ฝ่ายรัสเซียพระเจ้าซาร์นิโคลาส ได้มีพระราชโทรเลขไปยังรัฐบาลฝรั่งเศส ให้ยับยั้งการยึดครองประเทศไทย ฝรั่งเศสจึงยอมถอยเรือ กลับไปตามสัญญาลง 3 ธันวาคม 2435 แต่ได้ยึดครองดินแดนฝั่งแม่น้ำโขงไว้โดยสิ้นเชิง

กับเรียกค่าทำขวัญอีก 3 ล้านบาท กับเงินฝรั่งเศสอีก 2 ล้านฟรังค์ พร้อมทั้งยึดเมืองจันทบุรีไว้เป็นประกัน 10 ปี รวมทั้งให้ดำเนินคดี พระยอดเมืองขวาง ที่มีกรณีพิพาทกับฝรั่งเศส

ครั้นครบกำหนด 10 ปี ฝรั่งเศสไม่ยอมถอนทหารออกจากจันทบุรี แล้วกลับตั้งเงื่อนไขเรียกร้องให้ยกเขต จัมปาศักดิ์ ให้แก่ฝรั่งเศสอีก รัฐบาลไทยต้องจำยอมตามสัญญาลงวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2446 แต่แล้วฝรั่งเศสก็ถอยไปยึดจังหวัดตราด และเรียกร้องให้ไทยยอมยกดินแดน 4 จังหวัด เมื่อปี พ.ศ. 2449 เพื่อให้ฝรั่งเศสถอนทหารออกไปจากแผ่นดินไทย รัฐบาลไทยจึงต้องยอมยกให้ไป

ในวันที่ 3 เดือนตุลาคมของปีนั้น(ร.ศ.112/ พ.ศ.2436) ได้เกิดข้อตกลงที่เรียกว่า "สนธิสัญญาสันติภาพ"

ประเด็นสำคัญของสนธิสัญญาดังกล่าวกำหนดให้
1.สยามต้องจ่ายค่าเสียหายที่ไม่เป็นธรรมจำนวน 3 ล้านฟรังก์
2.สยามยกพื้นที่ประมาณ 40,000-50,000 ตารางกิโลเมตร ให้แก่ฝรั่งเศส
3.ฝรั่งเศสยึดเอาจันทบุรีกับตราดไปไว้ในอารักขาอีกนานกว่า 10 ปี (พ.ศ.2436-2447)

*สยามบนปากเหว*

ด้วย มูลค่าความเสียหายที่นับเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล บวกกับมูลค่าความเสียหายทางสังคม ทางจิตวิญญาณ เหตุการณ์ที่ผ่านมาร้อยกว่าปี จึงยังคงเป็นกรณีศึกษาคลาสสิคที่ควรแก่การศึกษา โดยนำเสนอบริบทข้างเคียงของเหตุการณ์ จากหนังสือที่บันทึกเหตุการณ์ดังกล่าวและพิมพ์ขึ้นในยุคนั้น ซึ่งประกอบด้วย
1.Five years in Siam ของเฮอร์เบิร์ต วาริงตัน สมิธ
2.Siam in the Twentieth Century ของ เจ.จี.ดี แคมป์เบลล์
3.Peoples and Politics of the Far East ของเฮนรี่ นอร์แมน
4.Blue Book หรือหนังสือปกน้ำเงิน(ประมวลจดหมายโต้ตอบของรัฐบาลอังกฤษในระหว่าง วิกฤตการณ์) โดยนายสมิธ และนายแคมป์เบลล์นั้นทำงานกับรัฐบาลสยาม ส่วนนายนอร์แมนนั้นเป็นผู้สังเกตการณ์

ทรรศนะของนักเขียนต่างชาติทำให้ประมวลบริบทของสยามในเวลานั้นได้ว่า สยามอยู่ในสถานการณ์ที่ล่อแหลมเพียงใด ทั้งจากปัจจัยภายในคือตัวรัฐสยามเอง และปัจจัยภายนอกจากประเทศที่(ดูเหมือน)เป็นมิตร และประเทศที่เป็นศัตรู ซึ่งพอสรุปได้ว่า

"ปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่หลายคนเห็นพ้องต้องกัน ว่า เป็นเหตุให้สยามจำต้องสูญเสียดินแดนในครั้งนี้ คือการขาดแผนที่ ซึ่งระบุเขตแดนของประเทศไว้อย่างชัดเจน...

ปัจจัยอีกประการหนึ่งที่ ผู้บันทึกหลายคนระบุไว้ว่า เป็นจุดอ่อนอย่างหนึ่งของสยาม คือวิธีการทูตที่ใช้ในครั้งนั้น ดังเช่นข้อความในโทรเลขที่มาร์คีส์แห่งดัฟเฟอริน(ทูตอังกฤษประจำกรุงปารีส) ส่งถึงเอิร์ลแห่งโรสเบอรี(รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศ ประเทศอังกฤษ) ลงวันที่ 27 กรกฎาคม ความว่า

"ผู้เขียนสังเกตเห็นว่า ฝ่ายสยามขาดความช่ำชองในการใช้ภาษาอันแยบยลทางการทูตอย่างชาวยุโรป" ข้อความนี้ตรงกับความเห็นของนายสมิธที่ว่า "ท่าทีและภาษาที่ฝ่ายสยามใช้ตอบข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสนั้น ปั้นปึ่งถือดีเกินขีดการแสดงออกถึงศักดิ์ศรีจนเกินไป และทำให้ฝ่ายศัตรูโกรธ"...ข้อเสียอย่างหนึ่งของฝ่ายสยามคือ "ความรู้สึกต่อต้านอิทธิพลของยุโรปในสยามที่รุนแรงเกินไป""

*เครื่องมือฝรั่งในกองกำลังสยาม*

นอกจากปัจจัยข้างต้นแล้ว กองกำลังสยาม ณ เวลานั้น คือปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งต่อวิกฤตการณ์ในครั้งนี้ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่า ศักยภาพของกองทัพสยามมีโอกาสเพลี่ยงพล้ำสูง *จอร์จ นาธาเนียล เคอร์ซอน* ข้าราชการชาวอังกฤษผู้ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงประจำประเทศอินเดีย กล่าวถึงกองทหารของสยามว่า "แม้ในภาวะที่สยามระดมกำลังทหารเกณฑ์ไว้อย่างเต็มที่ก็ตาม...นโยบายป้องกัน ประเทศของสยามควรเป็นไปเพื่อให้มีกำลังเพียงพอที่จะรักษาพรมแดนและรักษาความ สงบสุขภายใน และหันไปพึ่งพากำลังต่างประเทศเมื่อเกิดภาวะสงครามขึ้นจริงๆ"

ขณะที่นายนอร์แมนแสดงความเห็นถึงกองกำลังสยามว่า "โรงเรียนนายทหารที่มีอาคารและการจัดการอันน่าเกรงขาม มีครูฝึกชาวยุโรปสี่หรือห้านายที่มีอำนาจจำกัด เด็กหนุ่มชาวสยามได้พักอาศัยอย่างสะดวกสบาย ได้รับการเลี้ยงดู และรับเงินเดือน เดือนละ 30 ชิลลิ่ง เพื่อให้สวมเครื่องแบบและเล่นในโรงเรียนที่ไม่มีการฝึกอบรมใดๆ...สยามรับ วิธีการของฝรั่งมา โดยไม่เอาจิตวิญญาณของฝรั่งติดมาด้วย...จริงๆ แล้ว ไม่มีคำว่า "วินัย" ในภาษาสยาม"

ส่วนนายสมิธเล่าถึงความสามารถของ ทหารที่ประจำบนเรือรบของสยามว่า "เป็นทหารที่เพิ่งเกณฑ์มาจากท้องนา นอกจากผู้บัญชาการบนเรือรบแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นที่รู้วิธียิงปืนรบ...นายทหารสามนายที่รักษาการณ์อยู่ก็มี เพียงคนเดียวเท่านั้นที่พูดภาษาสยามได้ อีกสองนายเป็นชาวเดนมาร์กจากกรมแผนที่ และเพิ่งเดินทางเข้ามายังสยามได้ไม่นาน รวมทั้งเป็นอาสาสมัครที่พูดภาษาสยามไม่ได้แม้แต่คำเดียว ในระหว่างการต่อสู้กันนั้น นายทหารเหล่านี้วิ่งจนหอบไปที่ปืนแต่ละกระบอกสลับกัน...พร้อมทั้งออกคำสั่ง เป็นภาษาที่ทหารชาวสยามฟังไม่เข้าใจ"

อย่างไรก็ตามกองกำลังสยามในเวลานั้นก็ไม่ถึงกับสิ้นเขี้ยวเล็บซะทีเดียว "เรือพระที่นั่งมหาจักรี" ซึ่งเรือลาดตระเวนติดปืนอาร์มสตรอง พร้อมระวางขับน้ำ 2,400 ตัน ความเร็ว 15 น็อต ปืนขนาด 4.7 หอต่อสู้ 2 หอ และหัวเรือที่ใช้ชนได้ ระวางขับน้ำของเรือลำนี้สูงกว่าเรือทั้งสามของฝรั่งเศสรวมกันถึง 600 ตัน เรือที่มีสมรรถนะสูงลำนี้กลับไม่ได้ร่วมสมรภูมิรบ ซึ่งนายนอร์แมนกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า

"คำตอบนั้นง่ายและเจ็บ ปวด รวมทั้งเป็นตัวอย่างอีกตัวอย่างหนึ่งที่ว่า ในสยามนั้น พระเจ้าแผ่นดินมาก่อนประเทศชาติ เรือพระที่นั่งมหาจักรีจอดอยู่หน้าพระบรมมหาราชวัง ภายใต้คำสั่งที่เข้มงวดไม่ให้เคลื่อนย้าย ยกเว้นเมื่อจำเป็นต้องใช้เป็นพาหนะให้พระเจ้าอยู่หัว...

แต่ถึงจะมี ความตั้งใจใช้เรือลำนี้ก็ตาม คงเป็นไปได้ยาก ข้าพเจ้าเชื่อว่า ตั้งแต่เรือลำนี้มาถึงสยาม ยังไม่มีการลองยิงปืนเลย ไม่มีใครในราชอาณาจักรนี้ ยกเว้นนายทหารชาวเดนมาร์ก 2 หรือ 3 นายเท่านั้นที่รู้วิธีใช้ กระสุนปืนถูกขนขึ้นเรือเป็นครั้งแรกเพียง 2-3 ชั่วโมงก่อนเกิดเหตุที่ปากน้ำ นอกจากนั้นเครื่องยนต์ที่มีขนาดใหญ่และยุ่งยาก ก็ต้องอาศัยวิศวกรชาวอังกฤษควบคุม ไม่มีชาวสยามคนใดรู้วิธีจัดการกับเครื่องยนต์นี้แม้แต่คนเดียว ส่วนคนในอารักขาของอังกฤษก็ไม่สามารถยื่นมือเข้าช่วยได้"

*ขุนนาง-ราชสำนักสยาม*

นาย นอร์แมนยังกล่าวถึงเสถียรภาพของเหล่าเสนาบดีเวลานั้นว่า "การประชุมของเหล่าเสนาบดีมีสภาพคล้ายกับการทะเลาะกันในร้านเหล้า...เหล่า เสนาบดีไม่มีการทำงานที่ประสานกันเป็นหนึ่งเดียว หรือแนวคิดและนโยบาย เมื่อคราวเกิดวิกฤตการณ์ปากน้ำ ร.ศ.112 (พ.ศ.2436) ข้าราชการในคณะรัฐบาลสยามขณะนั้นมีความคิดเห็นแตกเป็น 2 ฝ่าย...

ฝ่ายหนึ่งนำโดยพระองค์เจ้าสวัสดิโสภณ สนับสนุนการใช้กำลังตอบโต้ฝรั่งเศส อีกฝ่ายหนึ่งคือกลุ่มของกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ซึ่งสนับสนุนให้ใช้การทูตเป็นเครื่องมือในการแก้ปัญหา หลังจากทรงไตร่ตรองอย่างรอบคอบแล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงตัดสินพระทัยดำเนินพระราโชบายตามข้อเสนอแนะของกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ"

ปัจจัยภายในอีกอย่างที่พึ่งพาไม่ได้คือ ที่ปรึกษาทั่วไป เจ้าพระยาอภัยราชาสยามานุกูลกิจ หรือโรแลง ยัคมินส์ ที่นายนอร์แมนวิจารณ์ว่า "มองซิเออร์ยัคมินส์ ในฐานะที่เป็นนักทฤษฎี ไม่ได้วิตกถึงรายละเอียดในทางปฏิบัติอันแท้จริงของกองทหารที่ไร้วินัยและ ทหารเรือหลอกๆ ถ้ากฎหมายระหว่างประเทศระบุว่าพลเมืองมีสิทธิต่อดินแดนของตน ก็เป็นที่ประจักษ์แก่ท่านว่า สยามต้องระลึกถึงและยืนยันสิทธิเหล่านี้

ซึ่งสยามก็รับฟังท่านด้วยความชื่นชม และตอบสนองด้วยความกระตือรือร้น แต่อย่างไรก็ตาม ขอให้ความเป็นธรรมแก่ท่านด้วยการกล่าวซ้ำอีกครั้งว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ท่านไม่ได้รับแจ้งให้ทราบถึงสภาพที่แท้จริงของกองกำลังของสยามตลอดจนวิธีการ อื่นๆ ในการป้องกันประเทศ ดังนั้น ผลลัพธ์จากคำแนะนำของท่านจึงทำให้ท่านรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง ดังที่เห็นได้ในวันที่ 14 กรกฎาคม เมื่อท่านพบว่า เรือปืนขนาดเล็กทำด้วยไม้ 2 ลำของฝรั่งเศส ได้แล่นเข้ามาถึงบางกอกได้อย่างง่ายดาย ทั้งๆ ที่ท่านได้รับการยืนยันว่า เรือรบของสยามจะยิงเรือฝรั่งเศสจนเป็นจุณ"

*อำนาจคือเหตุผล*

นอก จากประเด็นความไม่พร้อมด้านต่างๆ ในการรับศึกครั้งนี้ของสยามประเทศแล้ว ปัจจัยคุกคามจากภายนอกเองที่ถาโถมเข้ามาหนักหนา และบางครั้งไม่ใช่เรื่องของเหตุผลเลย ดังข้อความในโทรเลขฉบับหนึ่งซึ่งเอิร์ลแห่งโรสเบอรี่รัฐมนตรีกระทรวงต่าง ประเทศของอังกฤษ ได้รับ มีใจความว่า

"มองซิเออร์เดอแวลล์ รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศของฝรั่งเศส ทราบแก่ใจดีพอๆ กับผมว่า ในสารบบทั้งหมดของฝรั่งเศส ในแผนที่ของฝรั่งเศสทุกแผ่น ในอักขรานุกรมภูมิศาสตร์ของฝรั่งเศสทุกเล่มนั้น หลวงพระบางเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของสยาม จนกระทั่งถึงปี...และฝรั่งเศสไม่สามารถยึดครองโดยไม่ละเมิดสิทธิ์ที่ได้ยืน ยันไว้อย่างเป็นทางการกับเราว่า จะไม่บั่นทอนบูรณภาพของสยาม"

หรือเหตุผลรัฐบาลฝรั่งเศสส่งเรือปืนอีกสองลำเข้ามาสมทบเรือลูแตง ที่มองซิเออร์ปาวี ทูตฝรั่งเศสประจำบางกอก แจ้งกับฝ่ายไทยว่า ""เพื่อคุ้มครองผู้คนและทรัพย์สินของฝรั่งเศสในสถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่แน่ นอน" โดยอ้างว่า...รัฐบาลฝรั่งเศสเพียงแต่ปฏิบัติตามประเทศมหาอำนาจอื่นเท่านั้น

เหตุผล ของฝรั่งเศสข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเลยทีเดียว...อังกฤษส่งเรือชื่อสวิฟต์เข้ามาจอด หน้าสถานทูตของตนภายหลังจากที่เรือลูแตงทอดสมอหน้าสถานทูตฝรั่งเศสแล้วหลาย สัปดาห์ ฉะนั้นฝรั่งเศสจึงไม่ใช่ผู้ปฏิบัติตาม...บรรดาประชากรชาวยุโรปที่อาศัยอยู่ ในบางกอก ซึ่งมีจำนวนประมาณ 600-700 คนนั้น เกินกว่าหนึ่งในสามเป็นชาวอังกฤษ

ส่วนชาวฝรั่งเศสนั้นมีจำนวนน้อยมาก และไม่มีอิทธิพลใดๆ ทางการค้า ในช่วงที่เกิดวิกฤตการณ์เดือนกรกฎาคม มีชาวฝรั่งเศสอยู่นอกสถานทูตฝรั่งเศสเพียงสามคนเท่านั้น ตีความง่ายๆ คือ ฝรั่งเศสเป็นห่วงคนของตนมาก ถึงขนาดที่ต้องส่งเรือมาคุ้มครอง "หนึ่งลำต่อคน"

นอกจากนี้ ความจัดเจนในทีท่าข้าศึกของฝรั่งเศส และใช้มันเป็นประโยชน์ ฝรั่งเศสรู้อยู่แก่ใจเกี่ยวกับระบบการทำงาน "หลับกลางวัน ทำงานกลางคืน" ของสยาม

เจ้าพระยาอภัยราชาฯกล่าวไว้ใน จดหมายที่เขียนถึงลูกชายเกี่ยวกับโทรเลขที่ฝรั่งเศสส่งมาไว้ว่า "ลูกอาจถามพ่อว่า ถ้าเราได้รับโทรเลขฉบับนั้นเวลา 10.30 นาฬิกา ในตอนเช้าของวันที่ 13 แล้ว เหตุใดเราจึงไม่ติดต่อกับปาวีทันที โชคร้ายจริงที่เหตุผลเป็นเรื่องโง่เขลา ลูกก็ทราบนี่ว่า เสนาบดีสยามหลับตอนกลางวัน และทำงานตลอดจนประชุมกันในเวลากลางคืน เรื่องนี้ส่งผลให้เมื่อโทรเลขฉบับนั้นมาถึง จึงได้แต่รอกันเงียบๆ โดยไม่บอกให้พ่อรู้ด้วยซ้ำ จนกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ทรงตื่นจากบรรทม ซึ่งพระองค์ทรงตื่นขึ้นตอนที่มีคนได้ยินเสียงยิงปืนใหญ่ที่ปากน้ำนั่น""

สุดท้ายคือ บทบาทของพันธมิตรในยามยากอย่างอังกฤษ ในระยะแรกๆ รัฐบาลอังกฤษอาจมีท่าทีว่าจะช่วยเหลืออยู่บ้าง ก่อนจะผันมาเป็นฝ่ายตะล่อมให้สยามยอมจำนนต่อคำขาดของฝรั่งเศส นายนอร์แมนกล่าวถึงคำปรึกษาที่ลอร์ดโรสเบอรี่บอกผ่านกัปตันโจนส์ ทูตอังกฤษ มายังกรมหลวงเทวะวงศ์ฯ ความว่า

"เนื้อหาของคำปรึกษาที่ข้าพเจ้าได้ ให้แก่รัฐบาลสยามอย่างสม่ำเสมอตลอดมาเป็นไปในทำนองให้หาทางปรองดองกับ ฝรั่งเศสโดยเร็ว เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจะหันเหไปจากทรรศนะดังกล่าว ในขณะนี้...แนวโน้มในข้อเรียกร้องของฝรั่งเศสมีแต่จะเพิ่มขึ้น และอย่างรวดเร็ว ถ้าสยามยังคงยืนกรานปฏิเสธต่อเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในคำขาดนั้น"

วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 สั่นคลอนความเชื่อมั่นของคนไทย สั่นคลอนความเป็นสถาบันต่างๆ สยามตระหนักในความสามารถของตนเอง และซึมซับรับทราบกับบทบาทของมหาอำนาจทั้งหลาย หลังเหตุการณ์ดังกล่าวจึงติดตามด้วยการแก้ไข ปรับปรุงบ้านเมืองผู้คนครั้งใหญ่

**พระยอดเมืองขวาง เป็นบุตรพระยาไกรเพ็ชร เกิดที่อำเภอบรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันที่ ๑๒ เมษายน พ.ศ. ๒๓๘๙ นามเดิมชื่อว่า "สมบุญ" ต่อมาได้มาอยู่กรุงเทพฯ และได้ศึกษาเล่าเรียนอย่างเหมาะสม เข้ารับราชการจนได้ทำงานกับกระทรวงมหาดไทย ได้เลื่อนตำแหน่งมาโดยลำดับจนมาเป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง มีบรรดาศักดิ์เป็นพระยอดเมืองขวาง เมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๘ ตรงกับสมัยราชกาลที่ ๕ พระยอดเมืองขวางเป็นคนทำงานดีมีความรู้ ความสามารถจึงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากรัชกาลที่ ๕

ได้รับคัด เลือกให้ไปเป็นข้าหลวงแขวงคำม่วนในราชอาณาจักรลาว (ซึ่งในสมัยนั้นรวมอยู่ในราชอาณาจักรสยาม) ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๒๘ พระยอดเมืองขวางได้ไปตั้งค่ายทหารไว้ที่ตำบลขนองม้า (เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?นาแป? หรือ ?นาป่า? เพราะเป็นนาอยู่กลางป่าในหุบเขา) ใกล้พรมแดนญวน ค่ายขนองม้านี้ตั้งขวางช่องทางซึ่งเป็นด่านพรมแดนระหว่างเขตสยามกับญวน เมื่อไปอยู่เมืองคำมวนแล้ว ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยอดเมืองขวาง เมื่อวันที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๓๑

**พุทธศักราช 2434

ฝรั่งเศสได้ ยุแหย่ชาวทุ่งเชียงคำ แขวนเมืองพวน ดินแดนหัวพันทั้งห้าทั้งหก ให้ก่อความไม่สงบขึ้น โดยบุตรเจ้าเมืองไล ชื่อ บางเบียน ได้ชักธงฝรั่งเศสขึ้นที่ทุ่งเชียงคำหลายครั้ง สยามได้ชักธงฝรั่งเศสลงทุกครั้ง และในที่สุด จับตัว บางเบียนคุมตัวไว้ นี่ก็เป็นสาเหตุหนึ่งหนึ่งที่ฝรั่งเศส หยิบขึ้นมาเป็นเหตุอ้างขึ้นมาคุกคามสยามในภายหลัง เพื่อเป็นเหตุผลในการรุกรานเอาดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง
( * หมายเหตุ - การเรียกฝั่งซ้ายขวา จะหันหน้าไปตามทิศทางที่แม่น้ำไหลไป ฝั่งลาวจึงเป็นฝั่งซ้าย )-(และถ้าใช้ทิศเหนือเป็นหลักก็จะเรียกว่าโขงฝั่งซ้าย ซึ่งเป็นฝั่งแขวงเมืองไชยบุรีของลาว และก่อปัญหาสงครามร่มเกล้ากับไทยในเวลาต่อมา)

**พุทธศักราช 2436

อีกสองปีต่อมา เมื่อวันที่ 25 เมษายน ร.ศ. 112 ฝรั่งเศสส่งกำลังทหารเข้าคุกคามพระราชอาณาเขตสยาม ทางด้านลุ่มน้ำสตรึงบังเหียน ซึ่งเป็นดินแดนด้านลาวและเขมร โดยใช้กำลังขับไล่ทหารสยาม ที่ประจำตามแนวเขต ใช้เวลา 1 เดือน ก็สามารถชักธงฝรั่งเศสขึ้นที่เขมรัฐ เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม ร.ศ. 112

ในช่วงเวลาเดียวกัน กับการรุกรานทางด้านลุ่มน้ำสตรึงบังเหียน ฝรั่งเศสก็เปิดการรุกรานทางด้านสตรึงเตรง โดยฝรั่งเศสใช้กำลังล่องขึ้นมาตามลำแม่น้ำโขง ขับไล่ หลวงพิพิธสุนทร ข้าหลวงเมืองสตรึงเตรง กับกำลังทหารออกไป แล้วเข้ายึดเมืองโขง หรือสีทันดร ได้เมื่อวันที่ 4 เมษายน ร.ศ. 112 แต่เนื่องจากมองสิเออร์บัสตาร์ด ผู้บังคับการได้รุกเข้ายึดเมืองโดยรีบร้อน ทำให้กองกำลังหนุน ซึ่งนำโดยร้อยเอกทอโรซ์ติดตามไม่ทัน ถูกฝ่ายสยามตีตัดกำลัง จึงขาดเสบียงอาหาร ต้องออกหาเสบียงอาหารเอง และถูกกระแสน้ำพัดไปติดทางฝั่งขวาของแม่น้ำโขง จึงถูกกองกำลังของสยาม ซึ่งนำโดยร้อยโทขุนศุภมาตรา เข้าทำการขับไล่ และจับร้อยเอกทอโรซ์เป็นเชลย ทำให้คนสยามปลื้มกันยกใหญ่ แต่ฝรั่งเศสเสียหน้าอย่างมาก เปิดเกมกดดันสยามอย่างหนัก เพื่อให้ปล่อยร้อยโททอโรซ์ ถึงขนาดจะขับฑูตสยามออกจากประเทศ

ครั้นพอเกิดเหตุการณ์ที่แก่งเจ๊กขึ้น 10 วัน รัฐบาลสยามจึงตัดสินใจปล่อยร้อยโททอโรซ์ไป เพื่อผ่อนคลายวิกฤตการณ์ให้บางเบาลง

**การสู้รบที่บ้านแก่งเจ๊ก

วัน ที่ 23 พฤษภาคม ร.ศ. 112 มองซิเออร์ ลุซ ได้รับคำสั่งจาก มองสิเออร ลานาสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ได้ใช้กำลังทหารอาสาสมัคร ชาวญวนและเขมร 200 คนเศษ เข้าโอบล้อมตีปล้นค่ายพระยอดเมืองขวาง เจ้าเมืองคำมวน มองซิเออร์ลุซจับกุมพระยอดเมืองขวาง และคณะกรมการเมืองคำม่วนได้ พร้อมทั้งยึดทรัพย์สิน ทั้งของราชการและส่วนตัวเอาไว้ บังคับให้พระยอดเมืองขวางกับพวก ออกไปจากเมืองคำม่วน โดยอ้างว่าเมืองคำม่วนเป็นของญวน ซึ่งตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสแล้ว แต่พระยอดเมืองขวางโต้แย้งว่า เมืองคำม่วนเป็นพระราชอาณาเขตกรุงสยาม หากมีปัญหาจะต้องให้ รัฐบาลฝรั่งเศสและรัฐบาลสยามเป็นผู้ตัดสิน มองสิเออร์ลุซ ยืนยันว่าจะต้องยึดเมืองคำม่วนไว้ก่อน พระยอดเมืองขวางไม่อาจทัดทานกำลังฝรั่งเศส ซึ่งเหนือกว่าได้ จึงต้องยอมออกจากเมืองที่ตนปกครองมาแล้วถึง 8 ปี แต่ก่อนออกไปได้ทำหนังสืออายัดสงวนสิทธิเมือง มอบไว้ให้กับฝ่ายฝรั่งเศส อันเป็นการปฏิบัติหน้าที่จนถึงวาระสุดท้าย ในตำแหน่งข้าหลวงรักษาราชการเมืองคำม่วนและคำเกิด

ต่อมาอีก 3 วัน มองสิเออร์ลุซ ได้มอบหมายให้ มองสิเออร์กรอสกุรัง นายทหารเกณฑ์หัดคุมทหาร 20 คน นำตัวพระยอดเมืองขวางกับพวก ราว 20 คน ไปส่งที่เมืองท่าอุเทน โดยอ้างว่าหากอยู่ที่เมืองคำม่วนต่อไป จะไม่มีความปลอดภัย เนื่องจากราษฏรเกลียดชัง มองสิเออร์กรอสกุรังได้คุมตัวพระยอดเมืองขวางกับพวก ออกจากเมืองคำม่วนไป ท่ามกลางเสียงร้องไห้อาลัยรักของราษฎร เดินทางไปราว 4 วัน 5 คืน ถึงบ้านนาหลักหิน ปลายเขตแดนติดต่อกัน ระหว่างเมืองคำม่วนกับเมืองท่าอุเทน มองสิเออร์กรอสกุรังกับพวก ไปพักที่บ้านแก่งเจ๊ก พระยอดเมืองขวางกับพวก พักที่ทำเนียบเก่าของตน ห่างจากบ้านพักของฝรั่งเศสชั่วระยะเดิน 15 นาที

หลังจากนั้นอีก 2 วัน มองสิเออร์กรอสกุรัง ได้นำทหาร 10 คน มาจับตัว หลวงอนุรักษ์ ผู้ช่วยพระยอดเมืองขวาง ไปเป็นตัวประกัน โดยอ้างว่าก่อนเดินทางมา หลวงอนุรักษ์ได้พูดกับราษฏรเมืองคำม่วนว่า ต้องทิ้งเมืองคำม่วนมาชั่วคราว อีกไม่ช้าจะต้องกลับมารบเอาเมืองคืนให้ได้ เป็นการยุยงส่งเสริมให้เกิดความไม่สงบมาครั้งหนึ่งแล้ว เมื่อวานนี้ราษฎรพูดกันว่า พระยอดเมืองขวางจะหนีไปตั้งค่ายที่เวียงกระแสนอีก จึงต้องเอาตัวหลวงอนุรักษ์ไปคุมไว้ ได้เรือมาพร้อมเมื่อไร จะส่งตัวไปเมืองท่าอุเทน พร้อมกับพระยอดเมืองขวาง พระยอดเมืองขวางพูดจาทัดทานก็ไม่เป็นผล ฝรั่งเศสทำร้ายมัดมือ และฉุดกระชากลากตัวหลวงอนุรักษ์ไป ดังเป็นเชลย แล้วไปคุมขังไว้ที่เรือนพักของมองสิเออร์กรอสกุรัง

รุ่งขึ้นพระยอดเมืองขวาง ให้ ขุนวัง ไปพูดจาขอเอาตัวหลวงอนุรักษ์คืน แต่มองสิเออร์กรอสกุรังไม่ยอมให้คืนมา ตกบ่าย ท้าวเพี้ย (ขุนนาง) มาบอกกับพระยอดเมืองขวางว่า มองสิเออร์กรอสกุรังจะมาจับพระยอดเมืองขวางกับพวกด้วย พระยอดเมืองขวางเห็นว่า จะไม่ปลอดภัย จึงยกพวกล่องเรือไปที่ภูเขาเวียงกระแสน พบกับพวกท้าวเพี้ย และไพร่เมืองท่าอุเทนราว 50 คน คุมเสบียงสวนทางขึ้นมา ก็ชวนลงไปที่เมืองกระแสนด้วยกัน

วันที่ 3 มิถุนายน ร.ศ. 112 นายทุ้ย และนายแปลก ซึ่งได้รับคำสั่งจากหลวงวิชิตสรศาสตร์ ข้าหลวงที่ 3 ในหัวเมืองลาวพวน ให้มาช่วยพระยอดเมืองขวาง กับพวกที่ถูกฝรั่งเศสคุมตัว และหาทางให้ฝรั่งเศสถอยไปพ้นจากพระราชอาณาเขต ก็คุมทหาร 50 คน มาพบกับพระยอดเมืองขวาง ที่เวียงกระแสน ได้ปรึกษากันเรื่องจะไปขอตัวหลวงอนุรักษ์คืนจากฝรั่งเศส และวันนั้นเอง พระยอดเมืองขวาง นายทุ้ย นายแปลก พร้อมด้วยกำลังทหาร ก็พากันไปที่แก่งเจ๊ก ขุนวังรับหน้าที่เจรจาของตัวหลวงอนุรักษ์คืน เช่นครั้งก่อน มองสิเออร์กรอสกุรังตอบปฏิเสธผ่าน บุนจัน ล่ามเขมรมาอย่างไม่มีเยื่อใย ขุนวังก็พูดขอศาสตราวุธและทรัพย์สินคืน กับขอให้ฝรั่งเศสถอยออกไปพ้นพระราชอาณาเขตสยาม มองสิเออร์กรอสกุรังตอบผ่านล่ามมาว่า ฝรั่งเศสจะไม่ถอยออกไปอย่างเด็ดขาด ส่วนศาสตราวุธและทรัพย์สินต่างๆ ก็ไม่ได้อยู่ที่ตน ตนจึงคืนให้ไม่ได้

การเจรจาไม่ประสบผลสำเร็จ พระยอดเมืองขวางตัดสินใจสั่งให้หลวงอนุรักษ์ ซึ่งอยู่ในที่นั้นด้วยกระโดดหนี บุนจัน ล่ามเขมรเตือนให้มองสิเออร์กรอสกุรัง รู้ มองสิเออร์กรอสกุรัง ร้องบอกทหารญวนให้เตรียมป้องกัน พลางจับมือหลวงอนุรักษ์ลากเข้าไปในห้อง หลวงอนุรักษ์สะบัดมือหลุด แล้วกระโดดเรือนลงมาหาพระยอดเมืองขวาง จึงเกิดการชุลมุนขึ้น พร้อมๆ กันนั้น เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัด ถูกทหารสยามชาวโคราช ลูกน้องนายทุ้ยนายแปลก ล้มตาย ตามมาด้วยเสียงปืนอีกสามนัด ถูกทหารสยามตายอีก 2 คน พระยอดเมืองขวางกับนายทุ้ยนายแปลก ร้องห้ามไม่เป็นผล จึงสั่งทหารยิงโต้ตอบกลับไป ได้เกิดไฟลุกไหม้ที่พัก ของมองสิเออร์กรอสกุรังขึ้นในขณะนั้น บุนจันล่ามเขมร ซึ่งถูกปืนที่ขาซ้ายและมือขวา ก็วิ่งหนีลงมาจากเรือนที่ไฟไหม้ พลางร้องขอชีวิต พระยอดเมืองขวางจึงห้ามมิให้ทำร้ายแก่บุนจัน หลวงอนุรักษ์ก็ไปคว้ามือบุนจันมาไว้ ภายหลังชาวเขมรเดนตายผู้นี้ ได้กลายมาเป็นพยานปากเอกของฝ่ายฝรั่งเศส เล่นงานพระยอดเมืองขวางในศาลรับสั่งพิเศษ

ส่วนขุนวัง วีรชนอีกคนซึ่งไม่มีชื่อจารึกในทำเนียบวีรบุรุษ เมื่อเกิดเหตุการณ์ชุลมุนต่อสู้แล้ว ก็ถือดาบวิ่งโรขึ้นไปบนเรือน ปากร้องด่าว่าจะตัดหัวฝรั่ง แต่ไม่ทันจะได้ตัดหัวฝรั่งเศสสมแค้น ก็ถูกลูกกระสุนปืนทหารญวน ยิงสวนมาถึงแก่ความตายทันที ถึงกระนั้นก็ตาม มองสิเออร์กรอสกุรัง ก็หารอดพ้นจากความตายไปไม่ แม้หัวจะไม่ขาดเพราะดาบขุนวัง แต่ขมับก็ทะลุเพราะกระสุนปืนทหารสยามชาวโคราช นอนตายอยู่ในเรือนที่ไฟกำลังลุกโหมอยู่ ความตายของมองสิเออร์กรอสกุรังนี้เอง ที่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสฉวยเป็นประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่ง ในการรุกฆาต เพื่อเชือดเฉือนแผ่นดินสยามฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง

ผลจากศึกชิงตัวหลวง อนุรักษ์ครั้งนั้น นอกจากขุนวัง และมองสิเออร์กรอสกุรัง ต้องจบชีวิตแล้ว ทหารฝ่ายสยามตาย 6 คน บาดเจ็บ 4-5 คน ฝ่ายฝรั่งเศสตาย 11-12 คน (แต่ฝรั่งเศสอ้างว่าตาย 16-24 คน) สยามจับเชลยได้ 3 คน คือ งูเยนวันคัน หรือ เหงียนวันคัน ส่วนทหารเชลยอีกคน เข้าใจว่าเสียชีวิตก่อนเดินทาง

มอง สิเออร์ลุซ ซึ่งยึดเมืองคำม่วนอยู่ ได้รายงานให้ มองสิเออร์ลานาสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน ทราบถึงเหตุการณ์ที่แก่งเจ๊กว่า "ขณะเจรจากับพระยอดเมืองขวาง ข้าหลวงสยามประจำเมืองคำม่วน ได้ใช้ปืนรีวอลเวอร์ยิงเอามองสิเออร์กรอสกุรัง ในระยะเผาขน และในเวลาเดียวกันทหารสยามก็ตรูกันเข้าทำร้ายพนักงานรักษาการณ์ พนักงานรักษาการณ์น้อยกว่า จึงสู้ไม่ได้ สยามได้ฉกชิงสิ่งของที่มีในที่พัก เอาไฟเผาที่พักเสีย... " เป็นการเล่นบท หมาป่ากับลูกแกะอย่างทันอกทันใจ

หลังเหตุการณ์ที่บ้านแก่งเจ๊ก ฝรั่งเศสได้ส่งเรือรบบุกรุกเข้ามาในแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้เกิดยุทธนาวีที่ปากแม่น้ำเจ้าพระยา ขึ้น เกิดการยิงสู้รบขึ้น เรือรบและทหารสยามได้ทำการต่อสู้ป้องกันข้าศึกอย่างกล้าหาญ สร้างความเสียหายให้กับเรือรบฝรั่งเศสมากพอสมควร ทหารสยามตาย 8 คน เจ็บ 41 คน สูญหาย 1 คน ราษฎรสยามถูกลูกหลงตาย 1 คน เรือและป้อมเสียหายมาก ทหารฝรั่งเศสตาย 3 คน แต่ด้วยกำลังทหารและอาวุธที่ด้อยกว่ามาก และเกรงว่าฝรั่งเศสจะอ้างเป็นเหตุ ในการเปิดสงครามสู้รบครั้งใหญ่ อันจะทำให้ประเทศสยามต้องตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เพราะกำลังของสยามที่ด้อยกว่า ไม่อาจต้านทาน แสนยานุภาพของฝรั่งเศสที่มีอาวุธเหนือกว่าได้ รัฐบาลสยามจึงจำต้องสั่งให้ทหารยุติการต่อสู้กับฝรั่งเศส

ครั้งวันที่ 20 กรกฎาคม ร.ศ. 112 หลังเกิดเหตุ 7 วัน รัฐบาลฝรั่งเศสก็ได้ยื่นข้อเรียกร้องแก่รัฐบาลสยาม 6 ข้อ ให้ตอบภายใน 48 ชั่วโมง คือ

1. ให้สยามยอมสละกรรมสิทธิ์ทั้งหมด และเคารพสิทธิของญวนและเขมร ในดินแดนเหนือฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง รวมทั้งบรรดาเกาะทั้งหมด ที่อาจมีขึ้นเมื่อน้ำลด หรือในบรรดาที่มีมาก่อนแล้วนั้น ให้เป็น กรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศส

2. สยามจะต้องไม่มีค่ายทหารในเขต 25 กม. ตลอดแนวแม่น้ำ รวมทั้งพระตะบอง และเสียมเรียบ สยามจะไม่มีเรือรบไปไว้ หรือใช้ดินแดนในทะเลสาป หรือลำน้ำที่แยกจากแม่น้ำโขง และให้ถอนกองทหารที่ตั้งมั่นอยู่บนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง ให้เสร็จสิ้นภายในเวลาไม่เกิน 1 เดือน

3. ให้เสียค่าปรับไหมแก่ฝรั่งเศส ในเหตุการณ์อุกฉกรรจ์ที่เกิดขึ้นที่ทุ่งเชียงคำและที่คำม่วน และทั้งในการที่ได้ทำอันตรายและความเสียหายแก่เรือ และพวกกลาสีเรือฝรั่งเศส ในลำแม่น้ำเจ้าพระยา

4. ให้ลงโทษผู้กระทำผิด และเสียเงินค่าทำขวัญให้แก่ครอบครัวผู้ที่ต้องเสียชีวิต

5. ให้ใช้เงิน 2,000,0000 ฟรังค์ ค่าที่ทำความเสียหายให้แก่ชนชาติฝรั่งเศส

6. ให้จ่ายเงินจำนวน 3,000,000 บาท ทันที มัดจำการที่จะชดใช้เงินค่าเสียหายและเงินค่าทำขวัญรายต่างๆ หรือถ้าไม่สามารถ ก็ต้องยอมให้รัฐบาลฝรั่งเศสถือสิทธิเก็บเงินค่าส่วนสาอากร และสมพัสตร์ในมณฑลพระตะบองและเสียมราฐ


ถ้ามีความเห็นหรือความเข้าใจที่ไม่ตรงกันในสัญญาฉบับนี้ ให้ถือเอาภาษาฝรั่งเศสเป็นหลัก
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3851



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2010, 11:23:39 AM »


ฝ่ายรัฐบาลสยามไม่มีทางเลือก จำต้องยินยอมชดใช้ค่าความเสียหาย แก่ฝรั่งเศสตามที่เรียกร้องทุกประการ โดยรัฐบาลสยามได้ทำสนธิสัญญา ลงวันที่ 3 ตุลาคม ร.ศ. 112 ยกดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขง กว่า 230,000 ตารางกิโลเมตร และค่าปรับจำนวนตามที่เรียกร้องให้แก่ฝรั่งเศส

และจากสัญญาที่ทำไว้ กับฝรั่งเศส ในอนุสัญญาข้อ 3 ได้ระบุกรณีที่ แก่งเจ๊ก เอาไว้ว่า " ผู้ก่อการร้ายที่ ทุ่งเชียงคำ แลที่ คำม่วน นั้น เจ้าพนักงานฝ่ายสยามจะได้ชำระตัดสิน แลผู้แทนกรุงฝรั่งเศสจะได้ช่วยในการตัดสิน และจะกำกับการลงโทษาตามคำตัดสินนั้น คอเวอนเมนต์ฝรั่งเศสรักษาอำนาจไว้ ในการที่จะเห็นชอบว่าคำตัดสินลงโทษนั้น จะพอสมควรฤายัง ถ้ายังไม่เห็นพอแล้ว ก็ขอให้ตั้งศาลซึ่งมีตระลาการ ผู้ที่คอเวอนเมนต์ฝรั่งเศสจะกำหนดพิจารณาด้วย ทั้งสองฝ่ายนั้น ตัดสินใหม่ "

(นั่น คือ บังคับให้สยามต้องดำเนินการพิจารณาคดี 2 คดี ได้แก่ คดี บางเบียน บุตรท้าวไล ซึ่งชักธงฝรั่งเศสขึ้นที่ทุ่งเชียงคำหลายครั้ง แต่ถูกฝ่ายสยามกระชากลงจากเสาแล้วจับตัว บางเบียน ไว้ กับคดีที่คนสยามฆ่า กรอสกุรัง และทหารญวนตายที่แก่งเจ๊ก ถ้าตัดสินลงโทษพอสมควร ฝรั่งเศสก็จะไม่ถือเอาตาม แต่ถ้าลงโทษไม่พอสมควร (รวมทั้งไม่ลงโทษ) ฝรั่งเศสจะให้พิจารณาพิพากษาใหม่ โดยศาลใหม่ที่จะตั้งขึ้นจากทั้งสองฝ่าย)

รัฐบาลสยามได้ออกกฎหมายจัดตั้ง ศาลรับสั่งพิเศษ คือ " พระราชบัญญัติตั้งศาลรับสั่งเป็นการพิเศษครั้งหนึ่ง สำหรับชำระคนในบังคับสยาม ที่ต้องหาว่ากระทำความผิด ที่ทุ่งเชียงคำ แลที่แก่งเจ๊ก เมืองคำม่วน " ประกาศใช้เมื่อเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ร.ศ. 112 อันเป็นปลายปี พ.ศ. 2436 ( ซึ่งถ้านับเดือนกุมภาพันธ์เป็นเดือนที่สอง เช่นปัจจุบัน ก็เท่ากับเป็น พ.ศ. 2437 ) ในกฎหมายได้ระบุให้ พระเจ้าน้องยาเธอกรมหลวงพิชิตปรีชากร เป็นอธิบดีผู้พิพากษา และพระยาสีหราชเดโชชัย พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยาเทวศรวงษ์วิวัฒน์ พระยาธรรมสารนิตต์ พระยาธรรมสารเนตติ์ และพระยาฤทธิรงค์รณเฉท เป็นผู้พิพากษารอง ระบุให้ หลวงสุนทรโกษา กับ นายหัศบำเรอหุ้มแพร เป็นทนายแผ่นดิน

กรมหลวงพิชิตปรีชากร อธิบดีผู้พิพากษา ได้ทรงแต่งตั้ง หลวงรัตนาญัป์ติ (เปล่ง) อธิบดีกรมอัยการ (คนแรก) และเนติบัณฑิตอังกฤษ (คนแรก) เป็นยกกระบัตรศาล ทำหน้าที่คล้ายจ่าศาลในปัจจุบัน คือ รับผิดชอบงานด้านธุรการ จะเห็นได้ว่านอกจากยกกระบัตรศาล ซึ่งเป็นคนหนุ่มไฟแรง ซึ่งภายหลังได้เป็นขุนหลวงพระยาไกรสี อธิบดีศาลพระราชอาญาแล้ว ทนายแผ่นดิน หรืออัยการ อีกสองคน ก็ล้วนเป็นคนหนุ่มความรู้ดีทั้งสิ้น หลวงสุนทรโกษา (คอยยูเหล ณ ระนอง) ก็จบการศึกษาเป็นเนติบัณฑิตอังกฤษคนที่สองของสยาม ภายหลังได้เป็นพระยาปฏิพัทธภูบาล ส่วนนายหัศบำเรอ (ปลื้ม สุจริตกุล) ก็เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษคนที่สาม ภายหลังได้เป็นเจ้าพระยาสุธรรมมนตรี

ใน คดีพระยอดเมืองขวาง ซึ่งตกเป็นจำเลย ในคดีสังหาร มองสิเออร์กรอสกุรัง และทหารญวน จำเลยได้ตั้งทนายแก้ต่างคดี 4 คน ด้วยกัน คนแรก คือ นายเป๊ต ชาวอังกฤษ เป็นเนติบัณฑิตอังกฤษ ซึ่งได้เข้ามาประกอบอาชีพเป็นทนายความ อยู่ในสยามหลายปีแล้ว คนที่สองคือ นายวิลเลียม อัลเฟรด เตลิกี ชาวสิงหล เป็นเนติบัณฑิตจากลังกา ได้เข้ามาตั้งสำนักงานทนายความ "เตลิกี แอนด์ กิบบินส์" ภายหลังได้เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมอัยการ ต่อจากหลวงรัตนาญัป์ติ และดำรงตำแหน่งนี้ยาวนานถึง 23 ปี ได้รับบรรดาศักดิ์เป็นพระยาอรรถการประสิทธิ์ และเป็นต้นตระกูล " คุณะดิลก " ทนายความคนที่สาม คือ นายมี เนติบัณฑิต และว่าที่ราชมนตรีของกรมอัยการ ต่อมาได้ลาออกประกอบอาชีพส่วนตัว ตั้งโรงพิมพ์บำรุงนุกูลกิจ พิมพ์หนังสือของทางราชการ และหนังสือรวมคำพิพากษาศาลฎีกาชื่อ ธร์มสาร อยู่หลายปี ท่านเป็นต้นตระกูล " ธรรมาชีวะ " ทนายคนที่สี่ คือนายเกต เป็นเนติบัณฑิตในกรมอัยการเช่นเดียวกัน แต่ไม่ทันจะก้าวหน้าก็เสียชีวิตในอีกสองปีต่อมา

พยานฝ่ายทนายแผ่นดิน มี 2 ปาก คือ บุนจัน ล่ามเขมร และงูเยนวันคัน ทหารญวน แต่เมื่อนำพยานเข้าสืบจริงๆ กลับได้เพียง บุนจัน ปากเดียว ส่วนงูเยนวันคัน นั้นป่วยหนักอยู่ที่ไซ่ง่อน ทางฝรั่งเศสได้ให้มีการสอบปากคำงูเยนวันคันต่อหน้า มองสิเออร์ดูโด อธิบดีศาลอุทธรณ์ เมืองไซง่อน แล้วส่งบันทึกคำให้การมาให้ทนายแผ่นดิน เสนอศาลเพื่อประกอบการพิจารณา

ส่วนพยานฝ่าย พระยอดเมืองขวาง จำเลยนั้น นอกจากตัวพระยอดเมืองขวาง เองแล้ว ยังมี หลวงอนุรักษ์ ผู้ช่วยของพระยอดฯ ร้อยตรีทุ้ย ว่าที่ร้อยตรีแปลก ขุนณรงค์ (นายลา) หมื่นวิเศษ (นายแย้ม) และหมื่นจำนงค์ (นายชื่น) สามปากหลังเป็นข้าราชการใต้บังคับบัญชาพระยอดเมืองขวาง ที่เมืองคำมวน และอยู่ในเหตุการณ์สู้รบที่แก่งเจ๊กด้วย

การพิจารณาคดีได้เริ่ม ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธุ์ ร.ศ. 112 สิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 16 มีนาคม ร.ศ. 112 ก่อนสิ้นปี ฝรั่งเศสได้ส่งมองสิเออร์ดูโ อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เมืองไซ่ง่อน มาเป็นผู้แทนรัฐบาลในการช่วยตัดสิน และกำกับการลงโทษ ตามที่ระบุไว้ในอนุสัญญาข้อ 3 โดยฝ่ายไทยได้อำนวยความสะดวกให้เป็นอย่างดี ในการนี้หมอแฟรง ฟูเตอร์ และนายสะไลสตรับ เจ้าพนักงานกระทรวงการต่างประเทศ ทำหน้าที่เป็นล่ามศาล นายมอรันต์ ชาวอังกฤษ ซึ่งเป็นพระอาจารย์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ทำหน้าที่เป็นล่ามของพระยอดเมืองขวาง

ศาลรับสั่งพิเศษได้มีคำตัดสิน เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ร.ศ. 112 ว่าพระยอดเมืองขวางไม่ได้กระทำผิดตามฟ้อง โดยได้วินิจฉัยปัญหาอย่างละเอียดทุกถ้อยกระทงความ สรุปความโดยย่อว่า

เดิมพระยอดเมืองขวาง จำเลยได้รับอำนาจเป็นข้าหลวงรักษาราชการ ในเมืองคำเกิดคำมวน หัวเมืองปลายด่านพระราชอาณาเขต ช้านานไป 8 ปี ครั้นวันที่ 23 เดือนพฤษภาคม ร.ศ. 112 นายทหารฝรั่งเศส ชื่อมองสิเออร์ลุซ เป็นหัวหน้าคุมทหารญวนมีปืน เข้ามาล้อมตีค่ายที่จำเลยตั้งอยู่ จับตัวจำเลยแลขุนหมื่นไพร่พลที่อยู่ในบังคับ แลเก็บริบเอาทรัพย์สมบัติเครื่องศาสตราวุธเสียสิ้น แต่ในเวลานั้นจำเลยหาได้ทำการต่อสู้ไม่ เพราะยังคิดว่ากรุงฝรั่งเศสกับกรุงสยามยังเป็นพระราชไมตรีกันอยู่ เป็นแต่เขียนหนังสือ แสดงการที่ฝรั่งเศสมาทำการหักหาญต่างๆ และขอมีคำอายัดทรัพย์สิ่งของ แลราชการบ้านเมือง กว่าจำเลยจะได้รับคำสั่งของข้าหลวงใหญ่ให้ทำการอย่างไรต่อไป แล้วมองสิเออร์จึงให้มองสิเออร์กรอสกุรัง กับทหารญวน 20 คน บังคับคุมตัวให้จำเลยไปส่งถึงท่าอุเทน อ้างว่าจำเลยเป็นที่เกลียดชัดของราษฎร เกรงจะได้รับความลำบาก มองสิเออร์ลุซอ้างว่า สิ่งของที่ได้เก็บไว้จะคืนแก่จำเลยเมื่อถึงที่ เพราะป้องกันมิให้มีคำกล่าวภายหลัง ว่าพวกทหารที่คุมไปได้แย่งเอาเสียกลางทาง

ครั้นวันที่ 26 พฤษภาคม ร.ศ. 112 มองสิเออร์กรอสกุรังกับพวกทหาร ได้คุมตัวพวกจำเลย ออกจากเมืองคำมวน เดินทางมาได้สองวัน มองสิเออร์กรอสกุรังก็พาพวกทหารเดินล่วงหน้าไปก่อน พักอยู่ที่บ้านแก่งเจ๊ก พวกจำเลยก็พากันไปพักอยู่ที่ทำเนียบเก่า อยู่มาได้ 2 วัน มีผู้มาแจ้งมองสิเออร์กรอสกุรัง ว่าจำเลยได้ให้คนเที่ยวหาเครื่องมือจะมาทำค่าย มองสิเออร์กรอสกุรังจึงไปที่จำเลยอยู่ จับเอาตัวหลวงอนุรักษ์ ผู้ช่วยราชการของจำเลยต่อหน้าจำเลยนั้น แต่หลวงอนุรักษ์ไม่ยอมมาโดยดี ต้องปล้ำฉุดลากตัว ไปขังไว้ในห้องเรือน ที่พวกมองสิเออร์กรอสกุรังตั้งอยู่ในเวลานั้น จำเลยก็หาได้ว่ากล่าวประการใดไม่ ครั้นเวลาผ่านไป จำเลยได้ให้ขุนวัง ไปขอตัวหลวงอนุรักษ์คืน มองสิเออร์กรอสกุรัง ก็หาได้ปล่อยตัวหลวงอนุรักษ์ให้ไม่ ค่ำวันนั้นมีผู้มาบอกจำเลยว่า มองสิเออร์กรอสกุรังคิดจะมาจับจำเลยและพวกจำเลย จำเลยจึงพาพวกพ้องลงเรือล่องถอยมาพักอยู่ที่เวียงกระแสน เมื่อมาตามทางได้พบพวกเมืองท่าอุเทนประมาณ 50 คน คุมเสบียงไปส่ง จำเลยก็เรียกเอาพวกนั้นถอยกลับไปด้วย ครั้นถึงเวียงกระแสน พบนายทุ้ย นายแปลก นายทหารคุมทหารสยามขึ้นไปประมาณ 50 คน นายทหารทั้งสองแจ้งข้อราชการว่า หลวงวิชิตสารสาตร ผู้บังคับการเมืองท่าอุเทน ทราบเรื่อง จึงให้คุมทหารมาช่วยแก้ไขพวกจำเลย ให้พ้นจากอำนาจฝรั่งเศส แลให้ขับไล่พวกทหารฝรั่งเศสออกไปเสียให้พ้นพระราชอาณาเขต จำเลยกับพวกจำเลย แต่มิได้แต่งตัวเป็นทหารประมาณ 18-19 คน ถือปืนอาวุธ 2 คน ก็พานายทุ้ยนายแปลกกับทหาร ไปยังที่หลวงอนุรักษ์ต้องกักขังอยู่ จำเลยจึงแต่งให้ขุนวังเข้าไปกล่าวกับ มองสิเออร์กรอสกุรัง ขอตัวหลวงอนุรักษ์คืน แต่เนื้อความต่อไป คำพยานฝ่ายโจทก์ ฝ่ายจำเลย แตกต่างกันมากบ้าง น้อยบ้าง จำต้องกล่าวตามทั้งสองข้าง แลเลือกฟังเอาแต่ที่น่าเชื่อถือและควรฟังได้

โจทก์กล่าวหาตามคำให้ การของพยานโจทก์ คือ บุนจันและงูเยนวันคัน ที่ให้ปากคำกับมองสิเออร์ปาวี พระยอดเมืองขวาง จำเลย กับพวกจำเลยยกไปยังเรือนที่พัก ของมองสิเออร์กรอสกุรัง เมื่อเวลานั้นมองสิเออร์กรอสกุรังป่วยเป็นไข้ไม่ได้สติ แลลุกจากที่นอนมิได้ พยานโจทก์ คือ ล่าม บุนจัน ออกมาไต่ถาม แลเอาความกลับเข้าไปแจ้งแก่มองสิเออร์กรอสกุรัง พวกทหารสยามก็ยิงปืนใส่ จึงเกิดยิงต่อสู้กัน ขณะนั้นพวกสยามก็ขึ้นไปบนเรือนยิงมองสิเออร์กรอสกุรัง ถึงแก่ความตาย แลปล้นเอาทรัพย์สิ่งของ จุดไฟเผาเรือนเสีย เป็นเหตุให้ทหารญวนตาย 16-24 คน

แต่เมื่อศาลไต่ถามบุนจัน พยานโจทก์ กลับให้การขัดแย้งว่า เมื่อเวลาพวกทหารสยามเข้าใกล้เรือนนั้น มองสิเออร์กรอสกุรัง ได้ออกมายืนหน้าเรือนตรงบันได ขุนวังได้ขอตัวหลวงอนุรักษ์ มองสิเออร์กรอสกุรัง ตอบไม่ยอมปล่อย ขุนวังได้ขอทรัพย์สินที่พวกฝรั่งเศสริบเอา แลบอกให้พวกฝรั่งเศสถอยกลับไป มองสิเออร์กรอสกุรังกลับเข้าข้างในเสีย จากนั้นก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้น เข้าใจว่าเป็นพวกสยามยิง เพราะข้างหน้าเรือนไม่มีพวกทหารญวน และยังหาได้เตรียมการต่อสู้ไม่ เมื่อเวลายิงต่อสู้กัน พยานได้เห็นมองสิเออร์กรอสกุรังถูกลูกปืนที่ศีรษะก็ล้มลงตาย แลพวกสยามหลายคนขึ้นไปบนเรือน ปล้นเอาเงินแลทรัพย์สินไป จากนั้นจึงได้จุดไฟเผาเรือน จนลุกไหม้เกือบครึ่งหลัง พยานทนความร้อนมิได้ จึงวิ่งหนีลงมา พวกทหารเห็นยกปืนจะยิง แต่ตัวนายห้ามไว้ ว่าจะจับตัวเป็นๆ ส่วน งูเยนวันคัน ทหารญวนพยานโจทก์อีกคน กลับกล่าวว่า เมื่อทหารสยามมาถึงก็ได้ยิงปืนทีเดียว พวกตนก็ยิงต่อสู้บ้าง หาได้มีพูดถึงที่ได้พูดจาว่ากล่าวกันก่อนไม่

ศาลได้พิเคราะห์ดูจากคำ ให้การแล้ว เห็นว่า ตามคำที่โจทก์กล่าวหาว่า มีทหารญวนแต่ 12 ถึง 24 คน ต้องปืนตาย ดูมิน่าเป็นได้ เนื่องในคำของมองสิเออร์ลุซ ผู้ได้ส่งทหารมาก็ได้ใช้มาแต่ 20 คน ต่ำกว่าที่สงสัยถึง 4 คน ทั้ง 4 คนนี้ควรฟังเป็นแน่ได้ว่าไม่มีตัวตนจริง แลคนญวนที่ต้องอาวุธป่วยไม่ได้ตายที่วิวาทก็ 2 คน ทั้งในคำพยานโจทก์ทั้ง 2 ปาก ก็เบิกความว่า ทหารญวนผู้ที่คิดเห็นว่าน้อยตัวกว่าฝ่ายสยามอยู่ แล้วไม่ได้อยู่ต่อสู้ หนีไปเสียก็มี คนอันพยานโจทก์ทั้งสองอยู่ต่างที่กัน เห็นว่าได้หนีไป คงไม่น้อยกว่า 2 คน ควรฟังได้ว่าทหารญวนที่ต้องตายในที่วิวาทนั้นไม่เกิน 16 คน ไปได้ มีแต่จะน้อยกว่า เพราะอาจมีทหารญวนผู้หนีไป โดยไม่มีใครเห็นอีกก็ได้ด้วย

ส่วนพระยอดเมืองขวาง จำเลย ให้การรับว่า เมื่อทหารสยามต้องปืนที่ยิงมาแต่ในเรือน ที่มองสิเออร์กรอสกุรังทำอยู่ ล้มลงอีก 2 คน จำเลยกับนายทุ้ยกับนายแปลก ก็สั่งให้ทหารยิงโต้ตอบต่อสู้บ้าง แลได้สั่งให้ทหารเก็บเอาปืนของพวกญวนที่ต้องอาวุธตาย 10 กระบอก

ส่วพยานจำเลยนายทุ้ย นายแปลก นายทหาร เบิกความแตกต่างไปว่า เมื่อพยานเห็นทหารต้องปืนล้มลง พยานจึงพูดปรึกษากับพระยอด ว่า เมื่อทหารญวนยิงเอาทหารเรา ตายลงเป็นหลายคนฉะนี้ ก็จำเป็นจะต้องสิ่งให้ทหารยิงต่อสู้บ้าง จำเลยก็เห็นชอบด้วย นายทหารทั้ง 2 จึงได้สั่งให้ทหารยิงต่อสู้ แต่พยานหาได้ยินจำเลยสั่งด้วยไม่

คำพยาน นายทหารทั้งสอง นี้ น่าจะเป็นความจริง เพราะตัวจำเลยเวลานั้น เป็นแต่ที่ปรึกษาไปเท่านั้น มิได้เป็นผู้บังคับทหาร แลมิได้มีอำนาจที่จะทำการดังที่มารับนั้น จำเลยแม้จะมีบรรดาศักดิ์สูงกว่านายทหารทั้งสองก็จริง แต่ก็มีอำนาจแลหน้าที่ ในเขตแขวงเมืองคำเกิดคำมวนเท่านั้น แลว่าตามคำสั่งหลวงวิชิตสารสาตร ผู้ถืออำนาจบังคับการทั้งฝ่ายทหารและพลเรือน ในแขวงเมืองท่าอุเทน ก็มีความชัดให้นายทหารทั้งสองเป็นผู้ถืออำนาจ ที่จะทำการตามคำสั่งนั้น แลถ้าจำเลยออกจากอำนาจฝรั่งเศสได้แล้ว ก็ให้ปรึกษาหารือกัน คิดอ่านขับไล่ฝรั่งเศสออกไปให้พ้นพระราชอาณาเขตได้ ตามคำสั่งนี้ก็ให้จำเลยเป็นแต่เพียงที่ปรึกษาเท่านั้น กำลังทหารที่นำไปก็เป็นคนในบังคับนายทหารทั้งสอง แม้ว่าจำเลยได้มีคำสั่งจริงดังให้การก็ดี ในเวลานั้น จะมีผู้กระทำตามบังคับได้ก็แต่สองคน แลก็ไม่ได้หมายความว่าคนทั้งสองนั้น ฤาผู้ใดได้ทำตามคำสั่งของจำเลย คนที่ทำการก็มีแต่พลทหารที่ทำตามคำสั่งของนายทหารเท่านั้น

แลในที่สุดแม้ว่าจำเลยจะต้องร่วมการรับผิดชอบกับนายทหารทั้งสอง ในการที่สั่งให้ยิงต่อสู้กันนั้น ก็เป็นแต่เพียงทำการตามบังคับของข้าหลวงใหญ่ เพื่อจะรักษาราชการแลรักษาอาณาเขตของบ้านเมืองตน ตามหน้าที่พนักงานของตัวที่จำทำเช่นนั้น แลจำเลยแลนายทหารทั้งสอง ก็ได้ทำการโดยโอบอ้อมอดทน ได้ตั้งให้ขุนวังไปขอเจรจาว่ากล่าวชี้แจงร้องขอแต่โดยดี ถ้าหากมองสิเออร์กรอสกุรังพูดจาผ่อนผัน แม้แต่ละให้หลวงอนุรักษ์ได้กลับไปแต่โดยดี การที่ต้องเกิดฆ่าฟันกันในวันนั้น แม้ที่สุดก็ยังไม่ทันมีได้ แต่เป็นกรรม เพราะคนเหล่านั้นได้คาดคิดผิดไปว่า พระยอดเมืองขวาง คงเป็นผู้ใหญ่ถืออำนาจได้บังคับคนพวกนั้น จึงสำคัญเอาตามเคยว่าคงจะไม่กล้าต่อสู้ เหมือนดังเช่นที่ได้เคยเห็นจำเลยยอมให้ข่มขี่มาแต่ก่อน เมื่อครั้งคำมวนเป็นต้น เมื่อจับหลวงอนุรักษ์ไว้ในมือ ก็เชื่อว่าไทยคงยังไม่กล้าทำหักหาญ ครั้นเห็นหลวงอนุรักษ์สะบัดหลุดไปได้ ก็ตกใจว่าไทยสิ้นที่กีด คงจะกำเริบต่อสู้ในทันใดนั้น จึงรีบยิงปืนมา ปรารถนาจะให้จำเลยและคนเหล่านั้นตกใจกลัวตายบ้าง จะได้หนีไป แต่ความคิดดังนี้ผิดไป ด้วยผู้บังคับการในเวลานั้นหาใช่จำเลยไม่ เมื่อนายทหารทั้งสองเห็นทหารตายลงหลายคนแล้ว ก็เป็นหน้าที่ของทหารที่จะต้องต่อส ู้ อนึ่งก็รู้อยู่ว่าปืนเป็นทางยาว ถ้าจะนิ่งอยู่ ฤาจะหนี ก็คงต้องตายลงอีกมากกว่า ผลแห่งการที่สู้รบกัน ก็จำต้องเป็นดังเช่นได้เป็นไปแล้ว โดยไม่ใช่ความผิดของฝ่ายจำเลย ฤาพวกจำเลยทั้งสิ้น เป็นการจำเป็นที่ทหารและข้าราชการทั้งปวงต้องจำทำ

ในคำหาว่า จำเลยได้ปล้น ฤาสั่งให้ผู้อื่นปล้นริบเอา ศาสตราวุธและเงินตราทรัพย์สินอื่น ของมองสิเออร์กรอสกุรังแลล่ามไป แลได้เผาเองฤาได้สั่งให้ผู้อื่น เผาเรือนซึ่งมองสิเออร์กรอสกุรังแลพลทหารพักอยู่ คำพยานบุนจันให้การต่อมองสิเออร์ปาวีราชฑูตฝรั่งเศสว่า พยานเห็นพระยอดเมืองขวางอยู่ช้างหลังหมู่ทหาร และพยานได้ยินเขายุทหารของเขาเสมอ แต่เมื่อพยานมาให้การในศาล ก็ละหลีกคำนี้เสีย กลับตัดเสียว่าพยานอยู่ไกล ไม่สามารถได้ยินถ้อยคำที่จำเลยกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งในเวลานั้น

ความทั้งสองข้อ พิจารณาเห็นว่า มิได้เห็นว่าคำพยานมีเกี่ยวข้องกับจำเลยแต่ข้อหนึ่งคำใด แม้แต่เหตุที่จะควรสงสัย ว่าจำเลยน่าจะได้มีคำสั่งนั้นด้วยเหตุใด ก็หามิได้ บุนจันพยานโจทก์ได้ยืนยันแต่ว่า เห็นคนสยามจุดไฟขึ้น แต่พยานก็จำหน้าจำตัวมิได้ แต่พยานจำเลยปฏิเสธว่า ไม่เห็นใครขึ้นเรือน เห็นแต่ไฟติดขึ้นข้างหลังเรือน แต่ไม่แจ้งว่าผู้ใดจุด คำพยานคัดค้านเสียไม่ตรงกัน คงฟังเป็นจริงได้เพียงว่า ได้เกิดไฟลุกขึ้นจริง ในเวลาเมื่อยิงโต้ตอบกันอยู่ แลเมื่อหยุดยิงกัน ไฟลุกลามแรงกล้าเสียแล้ว ผู้ใดจะขึ้นไปเก็บหาอันใดมิได้ จึงพิเคราะห์เห็นคำบุนจัน ว่าเห็นคนขึ้นไปเก็บของก่อนไฟไหม้ ถ้าดังนั้นก็เป็นเวลากำลังยิงกันอยู่ ดูก็ไม่น่าจะมีใครจะกล้าขึ้น อนึ่งถ้าพวกชนะขึ้นเรือนได้แล้ว จะจุดไฟขึ้นด้วยประสงค์อันใด เพราะเหตุที่ควรจะจุดไฟก็แต่เพียง จะทำให้คนที่แอบยังอยู่บนนั้น ไม่อยู่ต่อสู้ได้ แลสิ่งของทรัพยสินที่อยู่บนเรือน ก็น่าจะเป็นทรัพย์สิ่งของของพวกจำเลยเอง เป็นอันมากกว่าของมองสิเออร์กรอสกุรังแลบุนจันเสียอีก เพราะบุนจันเองได้ให้การข้างต้นว่า เมื่อก่อนตัวจะมาได้มอบฝากสิ่งของไว้แก่ทหารฝรั่งเศส ซึ่งรับรักษาไว้ที่ค่ายขนองม้า แลมีคำมองสิเออร์ลุซ ได้กล่าวความว่า ได้เก็บเอาทรัพย์สินของของหลวงแลจำเเลยพวกจำเลยไว้ทั้งสิ้น เพื่อจะส่งให้แก่จำเลย เมื่อไปถึงที่ซึ่งจะให้ไปส่ง โดยประสงค์มิให้มีกล่าวหา ว่าทหารญวนได้แย่งชิงเอาในกลางทาง ถ้าเป็นดังคำมองสิเออร์ลุซ ก็คงได้มอบสิ่งของ ของของจำเลยแลพวกให้แก่มองสิเออร์กรอสกุรัง

ถ้าเป็นเช่นนั้น สิ่งของที่ไฟไหม้เสียนั้น คงเป็นของทั้งสองฝ่าย แลมีของจำเลยพวกจำเลยเองด้วยโดยมาก ซึ่งคนเหล่านั้นไม่น่าจะจุดไฟเผาเสีย เมื่อเวลาเห็นแล้วว่าได้ความชนะเป็นแน่นั้น มิได้มีเหตุผลอันใดที่จำเลยจะต้องรู้เห็นเป็นใจ ให้ปล้นเอาทรัพย์สิ่งของ และจุดไฟเผาเรือน นอกจากการที่สั่งให้เก็บอาวุธ ของพวกทหารญวนที่ตายอยู่ในที่รบ โดยเหตุเป็นการจำเป็นที่จะต้องนำไปส่งยังผู้ที่เป็นใหญ่ เพื่อเป็นพยานแก่การที่พวกเหล่านั้น ได้ทำบังอาจควบคุมกันถือเครื่องศาสตราวุธ เข้ามาตีแย่งอาณาเขตแขวงบ้านเมือง และบุกรุกเข้าทำการอันร้ายกาจ ถึงภายในพระราชอาณาเขตชั้นใน แลเพื่อเป็นการแสดงการที่พลทหารได้ทำการต่อสู้มีชัยนั้น แลการที่จำเลยได้สิ่งสิงของเหล่านี้ เข้าไปยังข้าหลวงผู้ใหญ่ตามประเพณีในราชการ และมิได้ถือเอาทรัพย์สิ่งใด เป็นประโยชน์แก่ตนฤาให้พวกพ้องผู้ใด จะกล่าวว่าเป็นการตีปล้นฤาแย่งชิงนั้นที่ใด

ในคำที่ทนายแผ่นดินกล่าว ว่า แต่ต้นมา จำเลยได้ยินยอมยกมอบเมืองคำมวนให้แก่ฝรั่งเศส ด้วยหนังสือที่จำเลยมึถึงมองสิเออร์ลุซ เหมือนเข้าใจได้ว่าพูดจากันเข้าใจ จะไม่มีการวิวาทสู้อันใด เมื่อเดินทางมา พวกจำเลยกับพวกทหารที่คุมรักษามาส่ง ก็ได้มาด้วยกันโดยทางไมตรี ครั้นจำเลยมาได้กำลังขึ้น กลับคิดทำอันตรายมองสิเออร์กรอสกุรัง ดังนี้เป็นการล่อลวงมา แต่ทนายฝ่ายจำเลยเถียงว่า จำเลยมิได้ยินยอมอย่างไร แลคำที่ว่ายอมมอบเมืองให้นั้น ความประสงค์หาตรงกันไม่ จำเลยได้มอบอายัดแต่ ทรัพย์สมบัติแลการรับผิดชอบในการรักษาบ้านเมือง ในเวลาที่ตัวจำเลยต้องข่มขืนด้วยกำลัง มิได้มีโอกาสจะรักษาราชการตามหน้าที่ของตัวได้เท่านั้น ตามธรรมเนียมอย่างสยาม เมื่อผู้ใดต้องความข่มขี่ยื้อแย่งทรัพย์สิ่งใด ซึ่งผู้ต้องความข่มขี่ เห็นว่าเป็นการไม่ชอบธรรมแลผิดต่อกฎหมาย จะคิดว่ากล่าวร้องฟ้องเอาคืน แต่เกรงผู้ได้จะไปทำอันตรายให้ทรัพย์เหล่านั้นสูญหาย ฤากลับกลายด้วยเข้าใจว่า ผู้ต้องแย่งยื้อได้ยอมให้ จึงทำคำอายัดทรัพย์สิ่งเหล่านั้นไว้แก่ผู้สามารถจะคุ้มครองรักษา ฤาทำอันตรายแก่ของเหล่านั้นได้ เพื่อจะบอกกล่าวให้เป็นการมั่นคงว่า ตัวมิได้ยินยอมตามการที่ได้เท่านั้น ในการเรื่องนี้ พระยอดเมืองขวางรู้สึกตัว ว่าเป็นเจ้าหน้าที่ ี่ได้รักษาและป้องกันเมืองปลายพระราชอาณาเขต ที่ติดต่อกับเขตแดนต่างประเทศ ครั้นเมื่อมีผู้มาแย่งชิงขับไล่ ตนเห็นว่าไม่มีกำลังพอ ฤาไม่มีความกล้าสามารถจะรักษาหน้าที่แห่งตน ด้วยการต่อสู้ด้วยกำลังและฝีมือได้ จึงทำคำอายัดทรัพย์สมบัติและราชการที่ตนไม่สามารถรักษาไว้ได้ด้วยกำลังนั้น แก่ผู้ที่ตนถือว่ามายื้อแย่งโดยการที่ผิดนั้น

เพราะเหตุทั้งปวงที่ กล่าวมา นำให้เชื่อโดยสุจริตใจว่า จำเลยมิไดมีความผิดแต่อย่างหนึ่งอย่างใด หาได้ทำความผิดดังคำทนายแผ่นดินกล่าวหาแต่อย่างไรไม่ เพราะฉะนั้นให้หลวงรัตนาญัปติผู้เป็นยกกระบัตรศาล แสดงการที่จำเลยเป็นอันหลุดพ้นจากอำนาจศาลรับสั่งพิเศษนี้ แต่เวลาที่ศาลได้กล่าวคำตัดสินนี้เป็นเสร็จลง

คำพิพากษาอัปยศ

คนไทยดีอกดีใจกับคำพิพากษาของศาลรับสั่งพิเศษอยู่ไม่นาน ฝรั่งเศสซึ่งรู้สึกเสียเกียรติยศอย่างมาก ที่คนฝรั่งเศสตายเปล่า และจักรวรรดิต้องถูกลบหลู่ ได้ทำการประท้วงต่อรัฐบาลสยามอย่างรุนแรง กล่าวหาการตัดสินของศาลไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม จึงไม่รับรองผล และขอให้รีบนำคดีนี้ขึ้นพิจารณาพิพากษาเสียใหม่ให้เป็นธรรม ตามที่ระบุในอนุสัญญาข้อ 3 รัฐบาลสยามได้ชี้แจงว่า ศาลได้ดำเนินการอย่างยุติธรรมแล้ว แต่จักรวรรดินิยมฝรั่งเศส หาได้ยินยอมไม่ ฝ่ายไทยไม่มีทางเลือก จำต้องยอมให้มีการตั้งศาลขึ้นพิจารณาคดีใหม่ อันเป็นการขัดต่อหลักกฎหมายทั่วไปที่ว่า การกระทำอันเดียวกันจะลงโทษสองครั้งไม่ได้ (NE BIS IN IDEM) ซี่งหมายถึงจะพิจารณาพิพากษาสองครั้งในคดีเดียวกันไม่ได้

ศาลใหม่ที่ตั้งขึ้นมาเรียกว่า ศาลผสมกัน หรือ Mixed Court ฝรั่งเศสได้เข้ามาควบคุมกลไกทุกขั้นตอน คือ ตั้งศาลขึ้นที่สถานฑูตฝรั่งเศสในกรุงเทพฯ ให้อัยการฝรั่งเศสมาเป็นโจทย์ยื่นฟ้องคดี ให้มีผู้พิพากษาฝ่ายฝรั่งเศส 2 นาย ฝ่ายไทย 2 นาย แต่ประธานผู้พิพากษาเป็นฝรั่งเศสอีก 1 นาย อย่างไรก็ตาม ฝ่ายไทยได้ขอมาได้ 2 ข้อ คือมิให้พันธนาการพระยอดเมืองขวาง ในระหว่างพิจารณาคดี และหากศาลลงโทษ ฝ่ายสยามก็จะขอเป็นผู้ลงโทษเอง โดยยอมให้ฝรั่งเศสมาตรวจสอบการลงโทษได้

อัยการฝรั่งเศส ซึ่งมาทำหน้าที่โจทก์ฟ้องคดีนี้ คือ มองสิเออร์เดอเวล อธิบดีกรมอัยการฝรั่งเศส ประจำเมืองไซ่ง่อน ประธานคณะผู้พิพากษา คือ มองสิเออร์มอนคอต อธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์เมืองฮานอย ส่วนมองสิเออร์กัมมันต์ ผู้พิพากษารองในศาลอุทธรณ์เมืองไซ่ง่อน และมองสิเออร์ฟุยเนล อธิบดีกรมอัยการฝรั่งเศสในเมืองมิโต เป็นผู้พิพากษาฝ่ายฝรั่งเศส พระยามหาอำมาตยาธิบดี สมุหมหาดไทยฝ่ายเหนือ และพระเกษมสุขการี อธิบดีผู้พิพากษาศาลแพ่งเกษมราชสุภาวดี เป็นผู้พิพากษาฝ่ายสยาม

(สำหรับผู้พิพากษาฝ่ายสยามนั้น มีเรื่องเล่าเบื้องหลังว่าแทบจะหาตัวไม่ได้ เพราะต่างรู้ดีว่าผลคดีจะต้องลงเอยอย่างไร จึงไม่ประสงค์จะมาทำหน้าที่อันอัปลักษณ์เช่นนั้น

นอกจากนี้ พระยอดเมืองขวาง จำเลยศาลผสมกัน ยังหาทนายความแก้ต่างไม่ได้ ด้วยเหตุผลที่รู้กันอยู่ว่า ถึงทนายจะทำหน้าที่เต็มความสามารถสักปานใด ผลก็คือ จำเลยต้องติดคุก ตามความประสงค์ของฝรั่งเศสอย่างแน่นอน องค์คณะของผู้พิพากษาก็ย่อมเห็นได้ในตัวอยู่แล้ว เพราะถ้าเสียงผู้พิพากษาฝ่ายไทยและฝรั่งเศสเห็นแตกต่างกัน ผู้ชี้ขาดคือประธานผู้พิพากษา ซึ่งเป็นฝรั่งเศส ย่อมจะชี้ขาดให้แก่ฝ่ายตนอย่างแน่นอน )

ในที่สุดผู้ที่รับอาสาเป็น ทนายแก้ต่าง ให้แก่จำเลย คือ มองสิเออร์ ดูวาล เนติบัณฑิตฝรั่งเศส ซึ่งว่าความอยู่ในเมืองไซ่ง่อน บุคคลนี้มีวิญญาณของนักกฎหมายผู้ทรงความยุติธรรมอย่างใดหรือไม่ ไม่ปรากฏบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ แต่ถ้าดูในรายงานการพิจารณาของศาลแล้ว ก็พอมองเห็นได้ว่าเป็นคนรักความยุติธรรมคนหนึ่ง

การพิจารณาคดีของศาล ผสมกัน ได้เริ่มเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ร.ศ. 113 ( พ.ศ. 2437) รัฐบาลสยามโดยกรมหมื่นดำรงราชานุภาพ เสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ได้ทรงมอบหมายให้ พระสฤษพจนกรณ์ ( เส็ง วิริยศิร ) เจ้ากรมมหาดไทย มาคอยติดตามฟังการพิจารณาอยู่ด้วย ท่านผู้นี้ภายหลังได้เป็นพระยามหาอำมาตยาธิบดี ปลัดทูลฉลอง กระทรวงมหาดไทยคนแรกนานหลายปี และได้เขียนเล่าบรรยายเหตุการณ์ครั้นนั้นเอาไว้ด้วย

ในการพิจารณาคดี ของศาลผสมกัน ปรากฏว่า ทนายแผ่นดิน ไม่มีประจักษ์พยานมาเบิกความเลยแม้แต่ปากเดียว บุนจัน ล่ามเขมร ซึ่งเป็นพยานปากเอก ได้ป่วยหนัก และถึงแก่ความตายที่เมืองไซ่ง่อน ก่อนมาเบิกความในศาล ( ซึ่งมีผู้สันนิษฐานว่า อาจตายเพราะเบิกความเท็จในครั้งก่อน และสาบานเอาไว้ว่าจะเบิกความสัตย์จริง )
(โจทก์ จึงมีแต่พยานบอกเล่า ซึ่งเป็นเอกสาร และอาศัยการซักถามจากพระยอดเมืองขวางเท่านั้น จึงถือได้ว่าพยานหลักฐานของโจทก์อ่อนปวกเปียก ไม่มีทางจะลงโทษจำเลยได้เลย)
แต่ ผลสุดท้ายของศาลผสมกัน โดยอาศัยเสียงผู้พิพากษาฝรั่งเศส ซึ่งเป็นฝ่ายข้างมาก ตัดสินว่า พระยอดเมืองขวาง มีความผิดในข้อหาสมรู้เป็นใจ ในการฆ่ามองสิเออร์กรอสกุรัง และทหารญวน ให้จำคุกไว้มีกำหนด 20 ปี พิพากษาเสร็จ พลตระเวณก็คุมตัว พระยอดเมืองขวาง นำขึ้นรถไปขังไว้ที่คุกใหม่ทันที


(หนังสือธรรมสาตรวินิจฉัย ได้รายงานเหตุการณ์ภายหลังศาล มีคำพิพากษาว่า " ... เมื่อมองสิเออร์ มอนคอต อธิบดีศาลได้อ่านคำตัดสินจบลง บรรดาชาวยุโรปและชาวสยามเป็นอันมาก ซึ่งนั่งอยู่ในศาล พากันเห็นว่า คำตัดสินหาถูกต้องด้วยคลองยุติธรรมไม่ พากันกล่าวติเตียนต่างๆ และแสดงความสงสาร พระยอดเมืองขวาง ทุกคนทั่วไป ... " จึงพอจะเห็นได้ว่า ความรู้สึกของคนที่รักความเป็นธรรม ในขณะนั้นเป็นอย่างไรบ้าง)

พระยอดเมืองขวางถูกพิพากษาต้องโทษจำคุก ทั้งที่มิได้ทำความผิดแต่อย่างใด เพราะปฏิบัติกระทำตาม กิจการหน้าที่อันพึงควรของข้าราชการ เหตุการณ์ครั้งนั้น พระยอดเมืองขวางจึง เป็นเหมือนตัวแทนของคนสยามและประเทศสยาม เพื่อที่จะรับเคราะห์กรรมยอมรับผิด รับการลงโทษทัณฑ์โดยอยุติธรรม และเป็นเหยื่อที่ฝรั่งเศสใช้สำแดงอำนาจข่มเหง เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของประเทศสยาม ตามนิสัยความอันธพาลของฝรั่งเศส

เนื่อง จากตามข้อตกลง ฝ่ายสยามจะเป็นผู้ดำเนินการลงโทษ พระยอดเมืองขวาง เอง ดังนั้นการลงโทษจึงทำกันแต่โดยนิตินัย ในทางพฤตินัยแล้ว ก็มิได้มีการลงโทษกันแต่อย่างใด โดยได้มีการนำตัว พระยอดเมืองขวาง ไปอยู่ที่บ้านของผู้ใหญ่ในวงราชการ ต่อเมื่อฝรั่งเศสมาขอตรวจสอบ จึงจะนำตัวนักโทษบรรดาศักดิ์ไปไว้ในคุก เมื่อตรวจเสร็จ ก็นำตัวออกจากคุก เป็นการเล่นละครกัน ซึ่งฝรั่งเศสอาจจะรู้ทันก็ได้ แต่ก็คงแกล้งทำเป็นไม่รู้ เพื่อรักษาหน้าตามหาอำนาจเอาไว้เท่านั้น

(อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นการเล่นละครตบตาฝรั่งเศส แต่บางครั้งก็ต้องเล่นให้สมจริง จึงมีการใส่ โซ่ตรวนพันธนาการ พระยอด เอาไว้ จึงทำให้เกิดความสะเทือนใจ สำหรับคนสยามอย่างยิ่ง เจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ถึงกับเสนอให้มีการเรี่ยไรเงิน เพื่อทำโซ่ทองไว้ใส่ พระยอดเมืองขวาง ให้เห็นถึงคุณงามความดี ที่พระยอดเมืองขวางบำเพ็ญต่อชาติบ้านเมือง และแสดงถึงความรู้สึกของคนสยาม ที่มีต่อเหตุการณ์ครั้งนั้น)

ในระหว่างที่พระยอดเมืองขวางถูกจำคุกอยู่ ตามคำพิพากษาของศาลผสมกัน ในหลวงรัชกาลที่ 5 ได้ทรงโอบอุ้มครอบครัวของ พระยอด อยู่ตลอดเวลา โดยพระราชทานเงินให้แก่ ภริยาของพระยอด เป็นประจำทุกเดือน ครั้นเวลาผ่านไปราว 4 ปี ก็ทรงพระราชทานอภัยโทษให้ และพระราชทานบำนาญให้ถึงเดือนละ 500 บาท โดยไม่ต้องรับราชการอีกต่อไป นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณของพระมหากษัตราธิราช ที่ทรงมีต่อพระยอดเมืองขวาง อย่างล้นเหลือ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณงามความดี แก่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินของพระองค์

ท่านออกจากคุกมาได้ไม่กี่ปี ก็ถึงแก่กรรม มื่อวันที่ ๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๓ รวมอายุได้ ๕๕ ปี?
คงทิ้งไว้แต่วีรกรรม และตระกูล "ยอดเพ็ชร" ในแผ่นดินนี้สืบไปอีกนานแสนนาน


ที่มา  :  http://www.oknation.net/blog/kingkaoz
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: