หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานคำชะโนด เมืองพญานาค  (อ่าน 6745 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3851



« เมื่อ: ตุลาคม 27, 2010, 08:50:57 PM »





"เมืองคำชโนด" ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นเมืองพญานาค อยู่ที่ตำบลบ้านม่วง  อ.บ้านดุง จ.อุดรธานี เรื่องเจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นเรื่องเล่าสืบต่อกันมาแต่โบราณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นความเชื่อของผู้คนลุ่มแม่น้ำโขงทั้ง2ฝั่ง คือไทยและลาว มีความเชื่อว่า เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธเป็นพระราชาของพญานาค เป็นผู้สร้างแม่น้ำโขง

มีเรื่องเล่ากันมานานแสนนานว่า แต่ก่อนหนองแสซึ่งอยู่เหนือขึ้นไปทางเขตลาว เป็นเมืองที่พญานาคครองอยู่โดยแบ่งออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งเจ้าพญาศรีสุทโธ เป็นหัวหน้าครองอยู่ อีกส่วนหนึ่งหัวหน้าผู้ครองเป็นพญานาคเหมือนกัน มีชื่อว่า พญาสุวรรณนาค มีบริวารฝ่ายละ 5,000 เท่าๆกัน ทั้งสองฝ่ายอยู่ด้วยกันอย่างผาสุข มีความรักสามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน มีอาหารแบ่งกันกิน มีการช่วยเหลือเกื้อกูลเป็นเพื่อนกันตลอดมา

แต่มีข้อตกลงกันอยู่ข้อหนึ่งว่า ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปล่าเนื้อหาอาหาร อีกฝ่ายจะต้องไม่ไป เพราะเกรงว่าหากต่างฝ่ายต่างออกหาอาหารจะเกิดกระทบกระทั่งกัน แย่งอาหารกันอาจเกิดการทะเลาะวิวาทขึ้น ได้

เมื่อฝ่ายมีออกไปหาอาหารได้เนื้อสัตว์ใดมา ก็แบ่งคนละครึ่ง ข้อนี้ปฏิบุติกันมาเนิ่นนานโดยไม่มีข้อขัดแย้ง แต่อยู่มาวันหนึ่งฝ่ายพญาศรีสุทโธได้ช้างมาเป็นอาหาร จึงแบ่งครึ่งหนึ่งไปให้พญาสุวรรณนาคตามสัญญา ต่างฝ่ายต่างอิ่มหนำสำราญเพราะเนื้อช้างมีมาก

ต่อมาวันหนึ่งฝ่ายพญาสุวรรณนาค ออกล่าอาหารได้เม่นมาจึงแบ่งครึ่งไปให้พญาศรีสุทโธเนื้อมีน้อยไม่พอกิน  พญาศรีสุทโธไม่เคยรู้ว่าเม่นตัวเล็กแค่ไหนหรือโตแค่ ไหน แต่เมื่อเอาขนเม่นมาเทียบขนช้างแล้ว ขนเม่นใหญ่กว่าหลายเท่า ตัวก็ต้องใหญ่กว่าแน่นอน จึงคิดว่าพญาสุวรรณนาคเล่นไม่ซื่อ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธจึงให้อำมาตย์นำเนื้อเม้นไปคืน พร้อมบอกว่า"จะไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรม จากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์"

ฝ่ายพญาสุวรรณนาค เมื่อได้ทราบก็ร้อนใจรีบเดินทางไปพบกับ พญาศรีสุทโธเพื่อชี้แจงให้ทราบ ว่าเม่นมีขนาดเล็กแม้ขนของมันจะใหญ่ จะเทียบกับช้างไม่ได้ เพราะสัตว์แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ขอให้เพื่อนรับเนื้อเม่นไว้เป็นอาหาร

แต่ไม่ว่าพญาสุวรรณนาคจะพูดอย่างไร พญาศรีสุทโธก็ไม่เชื่อ จึงเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมาทั้งสองฝ่าย เหตุการณ์รุนแรงขึ้นทุกขณะต่างฝ่ายต่างไม่ยอมฟังเสียงกัน ผลสุดท้ายทั้งสองฝ่ายจึงประกาศสงครามกัน

พญาศรีสุทโธจึงสั่งไพร่พลนาครุมรบทันที สุวรรณนาคก็ไม่ยอมแพ้เรียกระดมไพร่บริวารเข้าสู้เป็นสามารถ การต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตายขอวทั้งสองฝ่าย ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างในบริเวณที่อยู่รอบๆหนองกระแส เกิดความเดือดร้อนและเสียหายไปมากมาย พื้นโลกสะเทือนเกิดแผ่นดินไหวไปทั่ว เทวดาน้อยใหญ่เดือดร้อน

ความเดือดร้อน ทราบไปถึงพระอินทร์ จึงเรียกเทวดาเข้าเฝ้าเล่าเรื่องให้ฟัง เมื่อทราบโดยละเอียดแล้วจึงลงมายังโลกมนุษย์ แล้วตรัสเป็นโองการให้นาคทั้งสองฝ่ายหยุดรบกัน ให้ถือว่าเสมอกันไม่มีใครแพ้ ชนะ เพื่อให้หนองกระแสเกิดสันติสุขโดยด่วน ให้พากันสร้างแม่น้ำคนละสายออกจากหนองกระแส ใครสร้างถึงทะเลก่อนจะให้ปลาบึกขึ้นไปอยู่ในแม่น้ำสายนั้น และเพื่อป้องกันการทะเลาะวิวาท ให้เอาภูเขาไฟเป็นเขตกั้นคนละฝ่าย ใครข้ามไปรุกรานราวีขอให้ไฟจากภูเขาไหม้นาคฝ่ายนั้น

เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวโองการแล้ว พญาสุทโธพาบริวารออกมาสร้างแม่น้ำไปทางทิศตะวันออกของหนองกระแส เมื่อถึงตรงไหนเป็นภูเขาขวางอยู่ แม่น้ำก็จะคดโค้งไปตามภูเขา แม่น้ำสายนี้เรียกว่าแม่น้ำโขง มาจากคำว่า โค้ง หรือไม่ตรง

ส่วนพญาสุวรรณนาค พาบริวารมุ่งไปทางทิศใต้ การสร้างแม่น้ำต้องทำให้ตรงเพราะนิสัยเป็นคนตรง แม่น้ำนี้ชื่อว่าแม่น้ำน่าน เป็นแม่น้ำที่ตรงกว่าแม่น้ำทุกสาย

การสร้างแม่น้ำแข่งกันในครั้งนั้นปรากฏว่า พญาสุทโธเป็นฝ่ายชนะ จึงมีปลาบึกอาศัยอยู่ในแม่น้ำโขงเพียงแห่งเดียว ตามโองการของพระอินทร์ เมื่อสร้างแม่น้ำเสร็จแล้ว พญาศรีสุทโธ เหาะขึ้นไปเฝ้าพระอินทร์ยังดาวดึงส์ ทูลขอพระอินทร์ว่า ตัวข้าเป็นชาติเชื้อพญานาคอยู่บนโลกนานเกินไปไม่ได้ จึงขอทางขึ้นลงระหว่างเมืองบาดาล กับโลกมนุษย์เอาไว้ 3 แห่ง พระอินทร์จึงอนุญาตให้มีทางพยานาค 3 แห่งคือ
1. ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์
2. ที่หนองคันแท
3. ที่พรหมประกายโลก (ที่คำชะโนด)

แห่ง ที่1 และ 2 ให้เป็นทางสู่บาดาลของพญานาคเท่านั้น ส่วนแห่งที่3 เป็นที่ที่พรหม เทวดาลงมากินดินจนหมดฤทธฺกลายเป็นมนุษย์ ให้พญาสุทโธไปตั้งบ้านเมืองเฝ้าอยู่ ให้มีต้นชะโนดขึ้นเป็นสัญลักษณ์ ลักษณะต้นชะโนดให้เอา ต้นมะพร้าว ต้นตาล และต้นหมาก อย่างละเท่าๆกัน ผสมกัน

ในเวลา 1 เดือนทางจันทรคติ ข้างขึ้น 15 ค่ำ ให้พญาศรีสุทโธและบริวารกลายร่างเป็นมนุษย์ เรียกชื่อว่า เจ้าพ่อพญาศรีสุทโธ

นับแต่บัดนั้นมาถึงกึ่งพุทธกาล นับแต่ พ.ศ.2500 ถอยหลังไป พี่น้องชาวบ้านม่วง จ.อุดรธานี จะได้พบเห็นชาวเมืองคำชะโนดไปเที่ยวงานบุญประจำปี ที่ชาวบ้านเรียกว่า "บุญพะเวศ" ทั้งผู้หญิงผู้ชาย บางครั้งเป็นผู้หญิงไปยืมเครื่องมือทอหูก (ฟืม) ไปทอผ้าอยู่เป็นประจำ

พญาศรีสุทโธได้จัดให้มีการแข่งเรือ และประกวดชายงาม ที่เมืองคำชะโนด นายคำตา ทองสีเหลือง เป็นชาวบ้านวังทอง (ภายหลังได้บวชอยู่วัดศิรสุทโธหรือวัดดอนตูม ถึงแก่มรณะภาพเมื่อ พ.ศ.2533) ติดกับเมืองคำชะโนดเป็นผู้ได้รับคัดเลือกจากพญาศรีสุทโธ ให้ประกวดชายงาม นายคำตา ได้หายตัวไปประมาณ6ช.ม. จึงกลับมา และเล่าเรื่องเมืองคำชะโนดที่ได้เห็นมาให้ใครต่อใครฟัง

ปัจจุบัน คำชะโนด เป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาว อ.บ้านดุง มีการสร้างสะพานทางเข้าเมืองคำชะโนด ตลอดจนปรับปรุงบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ เพื่อเป็นสถานที่สักการะ

มีเรื่องแปลกเกิดขึ้นที่คำชะโนดคือ คุณธงชัย แสงชัย เจ้าของภาพยนต์เร่ "แจ่มจันทร์" ได้เล่าเหตุการณ์ประหลาด ว่า ราวเดือนมกราคม พ.ศ.2532 มีคนมาจ้างไปฉายหนังที่บ้านวังทอง อ.บ้านดุง ค่าจ้าง 4000 บาท มีหนังฉาย 4 เรื่อง แต่มีสัญญาพิเศษข้อหนึ่งคือ ให้ฉายแค่ตี4เท่านั้นห้ามฉายถึงสว่าง ซึ่งผมก็แปลกใจแต่ก็ไม่ได้คิดอะไร จึงไม่ได้ซักถามเหตุผล หลังจากที่ไปฉายหนังตามสัญญาแล้ว ในตอนเช้าพนักงาน 7 คน กลับมาจากฉายหนังก็เล่าให้ผมกับภรรยาฟังว่า เมื่อคืนไปฉายหนังให้ผีดูมา

เด็กๆเล่าว่าเริ่มฉายหนังตั้งแต้3ทุ่ม ไม่เห็นผู้คนยังสงสัยเลยว่าหายไปไหนหมด แล้วก็มีคนมาเป็นจำนวนมาก ที่แปลกคือผู้หยิงซึ่งนุ่งขาวห่มขาวจะนั่งอยู่ข้างหนึ่ง ส่วนผู้ชายใส่เสื้อผ้าสีดำจะนั่งอีกข้าง ทั้งหมดนั่งกันสงบเรียบร้อย ยิ่งกว่านั้นคือไม่ว่าจะฉานหนังอะไรก็ไม่ส่งเสียงเอะอะ เหมือนอย่างทั่วไปฉายหนังบู้ก็เฉย หนังตลกก็เงียบ

และงานนี้ไม่มีร้านขายของกินของใช้ ขนม บุหรี่ พอถึงตี 4 พวกคนที่มาดูก็ไม่รู้หายไปไหนกันหมด หายไปเร็วเหลือเกิน เด็กรีบเก็บข้าวของ พอมาถึงหมู่บ้านวังทองตอนเช้า ชาวบ้านถามไปฉายหนังที่ไหนมา เด็กบอกฉายในหมู่บ้านวังทองเมื่อคืนนี้ไง ชาวบ้านยืนยันว่าเมื่อคืนไม่มีหนังมาฉาย ในที่สุดเมื่อสอบถามจนเข้าใจ ชาวบ้านสรุปว่า สงสัยไปฉายที่คะชะโนดมา

พวกเด็กเลยเชื่อว่าผีจ้างไปฉายหนังจริงๆ ผมอยากพิสูจน์ความจริงจึงเดินทางไปที่บ้านวังทอง ผมไปที่ดงคำชะโนดผมแปลกใจมากเพราะเห็นเป็นดงไม้ทึบ รถจะเข้าไปหรือจะขึงจอหนังยังไม่ได้

คุณธงชัย เล่าต่อไปว่า ได้ไปนมัสการ หลวงปู่คำตา ศิริสุทโธ เจ้าอาวาสวัดศรีสุทโธ ถามท่านถึงเรื่องนี้ ท่านเล่าว่า ดงคำชะโนดเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์มาแต่โบราณ ตรงใจกลางดงมีบ่อน้ำซึ่งเป็นทางขึ้นลงของพญานาค ในสมัยเป็นเด็กท่านไปทำนาแถวนั้น เล่นน้ำในบ่อแล้วหายไปเลย พ่อ แม่ ตามหาอยู่7วันจึงพบตัวนอนหลับอยู่ในดงคำชะโนดนี้ ท่านรู้สึกว่าเหมือนได้เข้าไปในเมืองลึกลับแห่งหนึ่งซึ่งอยู่ใต้ดิน หลังจาดเหตูการณ์นั้นท่านเลยอุทิศตัวบวชเป็นพระตลอดมา

สำหรับเหตุการณ์ผู้จ้างหนัง หลวงปู่กล่าวว่า คงเป็นช่วงเทศการของบรรดาวิญญาณซึ่งอยู่ในดงนั้น จึงจ้างหนังมาฉายให้เหมือนคน วิญญาณนั้นชาวอีสานเรียก"ผีบังบด"


จากหนังสือ เปิดตำนาน นาครชน
ที่มา  :  http://board.palungjit.com
บันทึกการเข้า
ตั้งโอ๋
นักโพสต์ในดวงใจที่ใฝ่ฝัน
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 246



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 12:40:54 PM »

เรื่องนี้สนุกมากเลยนะ จะเก็บไปเล่าให้ลูกศิษย์ฟัง สนุกกว่าอ่าน แฮร์รี่ พ็อตเตอร์ อีก!!!!
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3851



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 08:51:50 PM »


เวลาเล่าอย่าเล่าผิดนะครับ จำดีดีนะ  Grin Grin Grin
บันทึกการเข้า
ตั้งโอ๋
นักโพสต์ในดวงใจที่ใฝ่ฝัน
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 246



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 21, 2010, 03:10:12 PM »

วันนี้ได้ไปเล่าเรื่องนี้ให้ลูกศิษย์ฟังที่ห้องแล้วนะค่ะ ปรากฏว่ามีลูกศิษย์คนหนึ่งเป็นชาวอุดรธานีแท้ๆๆยังไม่เคยรู้รายละเอียดของเรื่องนี้เลย ลูกศิษย์บอกว่าเคยได้ยินแว่วแต่ก็ไม่ได้สนใจ เลยคิดได้ว่าคนสมัยนี้ความรู้รอบตัวน้อยลง และวัยรุ่นสมัยนี้ก็ไม่ค่อยสนใจสิ่งแวดล้อมกันบ้างเลยนะ แบบนี้ต้องหากิจกรรมมากระตุ้นเยอะซะแล้ว (อ้อ..ตุณครูเลิศชาย ครูโอ๋เล่าไม่ผิดนะค่ะ เพราะปริ้นไปด้วยเลย กันพลาด)
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3851



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 22, 2010, 09:46:29 PM »


จริงๆแล้วความรู้รอบตัวมีอยู่มากมายอยู่ที่เราจะสนใจหรือไม่ และวัยรุ่นสมัยนี้ก็สนใจความรู้รอบๆตัวเราน้อยลงอย่างที่โอ๋บอก รายการข่าวตอนนี้ส่วนใหญ่ก็มีแต่การเมืองกับดารา ส่วนรายการที่มีสาระและมีความรู้ก็อยู่ช่วงเวลาที่ไม่ค่อยมีคนดูโดยเฉพาะฟรีทีวีเมืองไทย ถ้าเรามีเรื่องเล่าสนุกๆให้นักศึกษาฟัง นักศึกษาก็จะไม่เบื่อด้วย เป็นความรู้นอกห้องเรียน เป็นกิจกรรมที่ดีครับ (อ้อ..ครูโอ๋กลัวจะเล่าผิดหรอครับ รีบออกตัวก่อนเลย คงจะเล่าไม่ผิดหรอกนะต้นฉบับปริ้นซ์อยู่ในมือขนาดนั้น Grin Grin Grin)
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: