|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« เมื่อ: ตุลาคม 02, 2010, 10:53:30 AM » |
|
 สงครามเย็น (Cold War) ตามคำนิยามในหนังสือพจนานุกรมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ?The International Relations Dictionary? คือ สภาวะความตึงเครียดและความเป็นปฏิปักษ์กันอย่างรุนแรงระหว่างมหาอำนาจตะวันตกกับค่ายคอมมิวนิสต์ของยุโรปตะวันออก ซึ่งเริ่มต้นขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่สองยุติ และสิ้นสุดลงเมื่อระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ล่มสลายในสหภาพโซเวียต (Soviet Union) และเกิดรัฐบาลประชาธิปไตยที่มีอิสระขึ้นในประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันออกในช่วงปลายทศวรรษปี 1990 ที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องของสงครามเย็นตามนิยามข้างต้น ซึ่งสงครามเย็นนี้ได้กลายเป็นประวัติศาสตร์ไปแล้ว แต่เห็นว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจเรื่องประวัติศาสตร์โลกและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงนำเสนอเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาอันยาวนานถึง 46 ปี ระหว่าง ค.ศ. 1945ถึง ค.ศ.1991 ตามลำดับตั้งแต่ต้นจนอวสานดังนี้
1. สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นสองอภิมหาอำนาจ (Superpowers) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งทั้งสองอภิมหาอำนาจนี้ต่างมีพันธกิจทางด้านอุดมการณ์ของฝ่ายตน คือ ฝ่ายสหรัฐอเมริกามีพันธกิจด้านลัทธิประชาธิปไตยแบบทุนนิยม ส่วนสหภาพโซเวียตก็มีพันธกิจทางด้านลัทธิคอมมิวนิสต์ ทั้งสองฝ่ายต่างมีเครือข่ายพันธมิตร และมีประเทศโลกที่สาม (The Third World) เป็นลูกไล่หรือลูกกะโล่ (Client States) ที่ต้องการจะดึงมาเข้าฝ่าย กับมีอาวุธนิวเคลียร์ที่มีอานุภาพทำลายล้างอยู่ในคลังแสงของตน ที่พร้อมจะนำมาใช้ได้ตลอดเวลา
2. ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกเป็น 2 ฝ่าย ช่วงที่มีสงครามเย็นอยู่นี้ ทวีปยุโรปถูกแบ่งแยกออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองกำลังทหารจำนวนมหาศาลของสหรัฐอเมริกาและเครือข่ายขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ(NATO) กับอีกส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของกองทัพอันเกรียงไกรของสหภาพโซเวียต และเครือข่ายพันธมิตรของกติกาสัญญาวอร์ซอ (Warsaw Pact)
3. ประเทศเยอรมนีถูกแบ่งแยกเป็น 2 ประเทศ ในส่วนของประเทศเยอรมนีที่พ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่สองนั้น ได้ถูกแบ่งแยกออกเป็นสองส่วนส่วนหนึ่งอยู่ภายใต้การยึดครองของสหรัฐอเมริกา อังกฤษ และฝรั่งเศส เรียกว่า เยอรมนีตะวันตก(West Germany) กับอีกส่วนหนึ่งถูกยึดครองโดยสหภาพโซเวียต เรียกว่า เยอรมนีตะวันออก (East Germany) ในปี ค.ศ. 1961 เยอรมนีตะวันออกได้สร้างกำแพงเบอร์ลิน (Berlin Wall) แบ่งแยกกรุงเบอร์ลินตะวันออกออกจากเบอร์ลินตะวันตก กำแพงเบอร์ลินนี้เป็นสัญลักษณ์ของการแบ่งแยกยุโรปซึ่งนายกรัฐมนตรี วินสตัน เชอร์ชิลล์ แห่งอังกฤษ เรียกว่า ?ม่านเหล็ก? (Iron Curtain)
4. ตะวันออกและตะวันตกขัดแย้งแต่มีเสถียรภาพ แม้ว่าความสัมพันธ์ระหว่างตะวันออกกับตะวันตก(East ? West Relations) ในช่วงสงครามเย็นจะมีลักษณะเป็นปฏิปักษ์และมีความขัดแย้งกัน (East-West Conflict) แต่กรอบของความสัมพันธ์ ก็มีลักษณะมีเสถียรภาพดีพอควร และความขัดแย้งกันนี้ก็มิได้ลุกลามจนเกิดเป็นสงครามร้อนรบพุ่งกันอย่างขนานใหญ่ และถึงแม้ว่าทางค่ายของสหภาพโซเวียตจะมิได้เข้ามาร่วมเป็นสมาชิกของสถาบันทางเศรษฐกิจต่างๆของค่ายตะวันตก แต่ประเทศส่วนใหญ่ของโลกก็ได้เข้ามาเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ(United Nations) ซึ่งแตกต่างจากกรณีขององค์การสันนิบาตชาติ (League of Nations) ที่ล่มสลายไปในช่วงเกิดสงครามโลกครั้งที่สอง
5. สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรหวั่นเกรงว่าสหภาพโซเวียตจะยึดครองยูเรเซีย ความหวั่นวิตกของฝ่ายตะวันตกโดยการนำของสหรัฐอเมริกาในช่วงสงครามเย็น ก็คือ กลัวว่าสหภาพโซเวียตอาจจะเข้าครอบครองยุโรปตะวันตกทั้งหมด โดยการยกกองทัพเข้ารุกรานโดยตรงหรือโดยการแทรกซึมของคอมมิวนิสต์แล้วยึดอำนาจการปกครองของประเทศต่าง ๆ ในยุโรปตะวันตกที่ยังยากจนและอ่อนแอภายหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งหากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นจริง ก็จะทำให้ฐานทางเศรษฐกิจของผืนแผ่นดินใหญ่ยุโรปและเอเชีย หรือที่เรียกว่ายูเรเซีย (Eurasian Landmass)นับตั้งแต่ยุโรปจนจรดไซบีเรีย ตกอยู่ภายใต้การครอบครองของประเทศหนึ่งเดียวคือสหภาพโซเวียต แผนการมาร์แชลล์ (Marshall Plan) ซึ่งเป็นโครงการให้ความช่วยเหลือเพื่อฟื้นฟูบูรณะเศรษฐกิจของยุโรปจึงได้ถูกนำมาใช้ อันเป็นการสนองตอบต่อความกลัวต่าง ๆ ดังกล่าว และก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ฝ่ายตะวันตกได้จัดตั้งพันธมิตรเครือข่ายของนาโต(NATO)ขึ้นมา อันส่งผลให้ครึ่งหนึ่งของงบประมาณทางการทหารของโลกถูกทุ่มสู่ภูมิภาคยุโรป และมีการทุ่มงบประมาณทางทหารเพื่อการแข่งขันในด้านอาวุธนิวเคลียร์ของแต่ละอภิมหาอำนาจ ทำให้แต่ละมหาอำนาจได้ผลิตอาวุธนิวเคลียร์ฝ่ายละนับพันนับหมื่นลูก
6. สหรัฐอเมริกาดำเนินนโยบายสกัดกั้นอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ สหรัฐอเมริกาได้นำนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของคอมมิวนิสต์ที่เรียกว่า The Policy of Containment มาใช้ในช่วงปลายทศวรรษปี 1940 ซึ่งนโยบายนี้ก็เป็นความพยายามที่จะยุติการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั่วโลกในหลายระดับในเวลาพร้อม ๆ กัน ทั้งทางด้านการทหาร ด้านการเมือง ด้านอุดมการณ์ และด้านเศรษฐกิจ สหรัฐอเมริกามีเครือข่ายฐานทัพทางทหารและเครือข่ายพันธมิตรกระจายอยู่ทั่วโลก นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงหลายทศวรรษต่อมา ซึ่งมีการดำเนินการตั้งแต่การให้ความช่วยเหลือต่างประเทศ การถ่ายทอดทางเทคโนโลยี ไปจนถึงการเข้าแทรกแซงทางการทหารและการทูต ล้วนแล้วแต่ถูกนำมาใช้เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของนโยบายสกัดกั้นการขยายอิทธิพลของสหภาพโซเวียตทั้งสิ้น
7. การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีนผืนแผ่นดินใหญ่ก็เป็นตัวแปรที่สำคัญ การปฏิวัติของคอมมิวนิสต์จีน (The Chinese Communist Revolution) ในปี ค.ศ. 1949 ได้นำไปสู่การเป็นพันธมิตรระหว่างจีนผืนแผ่นดินใหญ่กับสหภาพโซเวียต แต่ต่อมาจีนเกิดแตกคอกับสหภาพโซเวียตมาเป็นอิสระในช่วงทศวรรษปี 1960 เนื่องจากจีนคัดค้านการเคลื่อนไหวของสหภาพโซเวียตที่จะยึดแนวทางการอยู่ร่วมกันโดยสันติ(Peaceful Co-existence) กับสหรัฐอเมริกา ในช่วงปลายทศวรรษปี 1960 พวกเยาวชนหัวรุนแรงของจีน ซึ่งต่อต้านทั้งสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียต ได้เข้ามามีบทบาทในการปกครองจีนผืนแผ่นดินใหญ่ ในยุคปฏิวัติทางวัฒนธรรม ที่ได้สร้างความสับสนวุ่นวายและการทำลายล้างอย่างรุนแรง แต่บรรดาผู้นำจีนมีความรู้สึกหวาดหวั่นสหภาพโซเวียตมาก จึงได้หันไปมีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษปี 1970โดยเริ่มต้นด้วยการเดินทางไปเยือนจีนของประธานาธิบดีริชาร์ด เอ็ม. นิกสัน ของสหรัฐอเมริกาในปี ค.ศ. 1972
8. จีนแสดงบทบาทเป็นผู้ถือดุล ในระหว่างสงครามเย็น จีนพยายามแสดงบทบาทเป็นผู้ถ่วงดุล (Balancer Role, เหมือนอย่างที่อังกฤษเคยแสดงบทบาทนี้ในยุโรปในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง) เพื่อถ่วงดุลของสองอภิมหาอำนาจมิให้ทำการคุกคามโลกในแต่ละห้วงเวลา ในปี ค.ศ. 1950 สงครามเกาหลีได้ระเบิดขึ้นเมื่อคอมมิวนิสต์เกาหลีเหนือได้บุกโจมตีและเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีใต้ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐอเมริกา สหรัฐอเมริกาและพันธมิตร (ภายใต้อำนาจของสหประชาชาติที่ได้มาในช่วงหลังจากสหภาพโซเวียตเดินออกจากที่ประชุมคณะมนตรีความมั่นคงเพื่อประท้วง) ได้ทำการโจมตีตอบโต้และเข้ายึดครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของเกาหลีเหนือ จีนจึงได้ส่งกองกำลังที่เรียกว่า ?อาสาสมัคร? ไปช่วยเหลือเกาหลีเหนือ และสงครามก็เกิดการยืดเยื้อที่ใกล้เส้นพรมแดนเดิมจนกระทั่งปี ค.ศ. 1953 จึงได้มีการเจรจาพักรบ สงครามเกาหลีนี้มีผลให้สหรัฐอเมริกามีท่าทีแข็งกร้าวต่อลัทธิคอมมิวนิสต์มากยิ่งขึ้น
9. สงครามเย็นคลายตึงเครียดก่อนจะเกิดวิกฤติการณ์คิวบา สงครามเย็นได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลงหลังการถึงแก่อสัญกรรมของนายโยเซฟ สตาลินของสหภาพโซเวียต ในปี ค.ศ. 1953 ได้มีการประชุมสุดยอด (Summit Meeting) ระหว่างผู้นำของสองอภิมหาอำนาจในนครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในปี ค.ศ. 1955 พอสถานการณ์ดีขึ้นมาไม่ทันไร สหภาพโซเวียตก็ส่งรถถังบุกเข้าไปปราบปรามประชาชนที่ลุกฮือต่อต้านรัฐบาลฮังการีในปี ค.ศ. 1956 (และสหภาพโซเวียตได้กระทำเช่นเดียวกันนี้เมื่อเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยในเชโกสโลวะเกียในปี ค.ศ.1968) และโครงการขีปนาวุธโซเวียต ซึ่งสามารถส่งดาวเทียมสปุตนิก (Sputnik) ขึ้นสู่วงโคจรของโลกในปี ค.ศ.1957 ก็ได้สร้างความตื่นตระหนกแก่สหรัฐอเมริกา ในประเทศคิวบา หลังจากการปฏิวัติคอมมิวนิสต์ของนายพลฟิเดล คาสโตร ในปี ค.ศ. 1959 สหรัฐอเมริกาพยายามต่อต้านการปฏิวัติครั้งนี้ในปี ค.ศ.1964 โดยส่งกองกำลังชาวคิวบาพลัดถิ่นในสหรัฐอเมริกาที่ผ่านการฝึกโดยซีไอเอจำนวน 1300 คนยกพลขึ้นบกที่เบย์ออฟพิกส์ (Bay of Pigs) แต่ถูกกองกำลังของนายพลคาสโตรสังหารหรือถูกจับได้ทั้งหมด
|