|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 01, 2010, 06:53:27 PM » |
|
ข้ออ้างเหตุผลผิด ๆ ในทางรัฐศาสตร์ ระบบทุนนิยมและเสรีนิยมใหม่มักอ้างว่า ระบบของตนเป็นหลักประกันของระบอบประชาธิปไตยและสิทธิเสรีภาพ บางครั้งถึงกับทำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่กับระบอบประชาธิปไตยเป็นสิ่งเดียวกัน วิชารัฐศาสตร์กระแสหลักทำให้ผู้คนในปัจจุบันเชื่อว่า ระบอบการปกครองที่ดีที่สุดคือ ระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทน และการตัดสินนโยบายด้วยการลงคะแนนเสียงข้างมากเป็นวิธีการที่ดีที่สุด และเป็นจุดสุดยอดของพัฒนาการการปกครองของมนุษยชาติ
แต่ความเป็นจริงในโลกปัจจุบันดูเหมือนจะสวนทางกับแนวคิดของรัฐศาสตร์กระแสหลัก ระบอบประชาธิปไตยแบบเลือกตั้งผู้แทนในปัจจุบัน ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนเจตนารมณ์ของคนส่วนใหญ่แต่อย่างใด และความล้มเหลวนี้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของโลก ไม่ว่าจะเป็นโลกที่หนึ่งอย่างในสหรัฐอเมริกาและยุโรป หรือในโลกที่สามอย่างเอเชีย ละตินอเมริกาและแอฟริกา
ดังที่แพทริค บอนด์ (Patrick Bond) นักวิชาการและนักเคลื่อนไหวชาวแอฟริกาใต้กล่าวว่า ผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งเลือกพรรคอนุรักษ์นิยม พรรคแรงงาน สังคมนิยมประชาธิปไตย ประชานิยม คอมมิวนิสต์ ฯลฯ แล้วก็ได้แต่นั่งตาปริบ ๆ ดูผู้แทนของทุกพรรคศิโรราบต่อทุน บรรษัทข้ามชาติและองค์กรโลกบาลทั้งหลาย
ความรู้สึกหมดศรัทธาต่อพรรคการเมืองเกิดขึ้นทั่วทั้งโลก จนวิกฤตการณ์ทางศรัทธาครั้งนี้ทำให้นักคิดบางคนอย่าง ริชาร์ด รอร์ตี (Richard Rorty) แสดงความหวั่นเกรงว่า มีแนวโน้มที่เรากำลังจะหวนกลับไปสู่ยุคแสวงหาเผด็จการผู้มีเมตตากันอีก
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะรัฐศาสตร์กระแสหลักสร้างข้ออ้างเหตุผลผิด ๆ บางประการเกี่ยวกับคำว่า ประชาธิปไตย ข้ออ้างเหตุผลผิด ๆ นี้ส่วนหนึ่งเกิดมาจากมายาคติเกี่ยวกับกรีก แม้ว่าน่าเสียดายอย่างยิ่ง เพราะอุดมคติเกี่ยวกับกรีกเป็นเรื่องสวยงาม แต่มันถูกขยายความเกินความจริง รัฐศาสตร์กระแสหลักสร้างมายาคติว่า กรีกเป็นต้นแบบของระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการปกครองของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อประชาชน เป็นการปกครองที่ให้หลักประกันถึงสิทธิและเสรีภาพของประชาชน
แต่ถ้าเราไปดูสภาพสังคมและประวัติศาสตร์ของกรีกจริง ๆ เราจะพบความลักลั่นบางประการที่นักรัฐศาสตร์และนักปรัชญาการเมืองหลายคนพยายามมองข้าม เพื่อรักษาอุดมคติเกี่ยวกรีกเอาไว้ สังคมกรีกเป็นสังคมที่มีทาส พลเมืองที่มีสิทธิ์ออกเสียงถูกจำกัดไว้เฉพาะชนชั้นสูง และเฉพาะเพศชายเท่านั้น กรีกยังชอบแผ่ขยายอำนาจและรุกรานประเทศเล็ก ๆ รอบข้าง ในทางวัฒนธรรม กรีกเป็นพวกนิยมความแข็งแกร่งแบบเพศชาย ชมชอบการแข่งขันการต่อสู้ ความเป็นจริงทางมานุษยวิทยาและประวัติศาสตร์ของกรีกนั้น เข้ากันไม่ได้เลยกับอุดมคติเกี่ยวกับกรีก
อันที่จริง ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากเป็นระบอบอำนาจนิยมอย่างหนึ่ง และไม่มีทางดำรงอยู่ได้ถ้าไม่ใช้ความรุนแรง ลองสมมติดูว่า ในการลงมติครั้งหนึ่ง เสียงข้างมากชนะไปด้วยคะแนน 51-49 ความแตกต่างระหว่าง 51-49 นั้นน้อยมาก ถ้ามติครั้งนั้นเกี่ยวข้องกับความเป็นตายหรือการเสียผลประโยชน์ขั้นร้ายแรง ของฝ่ายที่เป็นเสียงข้างน้อย เสียงข้างมาก 51 เสียงนั้นจะทำอย่างไรไม่ให้เสียงข้างน้อย 49 เสียงก่อกบฏ มีวิธีการเดียวคือ การใช้กำลังบังคับ
ระบอบ ประชาธิปไตยเสียงข้างมากจึงเป็นระบอบการปกครองที่ดำรงอยู่ได้ ต่อเมื่อมีกลไกการใช้กำลังบังคับอีกฝ่ายหนึ่ง ไม่ว่ากำลังนั้นจะเป็นกองทัพ ตำรวจ หรือกองกำลังในรูปแบบอื่นใดก็ตาม ถึงที่สุดแล้ว ฐานอำนาจที่แท้จริงของระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมาก จึงไม่ใช่ผู้มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน แต่เป็นกองกำลังติดอาวุธต่างหาก ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากจึงเป็นเผด็จการเสียงข้างมากในรูปแบบหนึ่งนั่น เอง
ยิ่งในสังคมที่ใหญ่ขึ้นและซับซ้อนขึ้น บางครั้งเราไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่า การลงคะแนนเสียงหรือการลงมติที่เกิดขึ้นครั้งใด ๆ ฝ่ายที่ชนะเป็นเสียงข้างมากจริงหรือไม่ เพราะตัวเลขและกระบวนการในการลงคะแนนนั้นซับซ้อนจนบิดเบือนได้ง่าย
ระบอบประชาธิปไตยเสียงข้างมากคือรูปแบบที่ดีที่สุดของการปกครองแบบกดขี่ เพราะผู้ถูกกดขี่ไม่รู้ตัว รัฐศาสตร์กระแสหลักปิดกั้นจินตนาการของคนส่วนใหญ่ ทำให้คนส่วนใหญ่เข้าใจไปว่า ถ้าไม่สนับสนุนระบอบประชาธิปไตยแบบนี้ ก็มีอีกทางเลือกเดียวคือระบอบเผด็จการ การที่คนหนุ่มสาวสมัยนี้ไม่สนใจการเมือง อาจไม่ใช่เพราะคุณภาพของคนยุคนี้ด้อยกว่ายุคก่อน แต่เป็นเพราะความรู้สึกที่ว่า ทางเลือกมีเพียงแค่ สิ่งที่แย่น้อย กับ สิ่งที่แย่มาก เท่านั้น
ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน โดยสารัตถะแล้วไม่แตกต่างไปจากสมัยกรีกสักเท่าไร กล่าวคือเป็นระบอบที่ผู้มีสิทธิ์มีเสียงที่แท้จริงคือ อภิสิทธิชนที่เข้าไปเป็นตัวแทนอยู่ในสภา รัฐศาสตร์กระแสหลักทำให้คนเข้าใจผิดคิดว่า "หนึ่งคนหนึ่งเสียง เพราะฉะนั้น ทุกคนจึงเท่าเทียมกัน" แต่ความเท่าเทียมนี้จะเกิดขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อระบบการเมืองถูกฝังอยู่ในระบบเศรษฐกิจที่มีช่องว่างมหาศาล ระหว่างคนที่มีกับคนที่ไม่มี
ระบอบ ประชาธิปไตยในปัจจุบันมีการออกแบบมาอย่างดี โดยสร้างตะแกรงร่อนที่รับประกันว่า คนที่จะผ่านตะแกรงร่อนเข้ามาเป็นตัวแทนในสภาได้ ต้องเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจที่กุมความมั่งคั่งไว้เท่านั้น เมื่อไรก็ตามที่เกิดอุบัติเหตุที่ทำให้คนที่ไม่ใช่ตัวแทนผลประโยชน์ของชน ชั้นสูงหลุดรอดตะแกรงร่อนเข้าไป คน ๆ นั้นก็จะถูกรุมกระทำทุกวิถีทางให้เขาแปรพักตร์ไปเข้ากับชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเต็มใจหรือรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ตะแกรงตัวนี้ยังทำหน้าที่เป็นกำแพงกั้น ไม่ให้ผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเข้าถึงตัวผู้แทนที่ได้รับเลือกเข้าไปแล้ว ด้วย
สิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นตะแกรงนี้ก็คือ
1. การทำให้การเลือกตั้งในทุกระดับต้องใช้เงินจำนวนมาก 2. การแยกตัวผู้แทนให้อยู่ห่างไกลจากผู้มีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงให้มากที่สุด ไม่ว่าด้วยระยะทาง ระบบราชการ พิธีการในทางปฏิบัติ ฯลฯ 3. การที่ผู้แทนซึ่งได้รับเลือกตั้งเข้าไปไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของผู้ลงคะแนนเสียงให้เขา เขาสามารถเข้าไปทำอะไร ลงมติอย่างไรสภาก็ได้ และ 4. การกำหนดวาระตายตัวให้แก่ผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้ง ผู้ลงคะแนนเสียงไม่สามารถถอดถอนผู้แทนก่อนถึงวาระเลือกตั้งครั้งใหม่ หรือการถอดถอนทำได้ด้วยความยากลำบาก
ระบอบ ประชาธิปไตยแบบนี้ดำเนินมาจนกระทั่งผู้ลงคะแนนเสียงมีทางเลือกในการเลือกผู้ สมัครรับเลือกตั้งจากคนกลุ่มเล็ก ๆ หน้าเดิม ๆ เพียงหยิบมือหนึ่งเท่านั้น โดยที่คนกลุ่มนี้มีความแตกต่างทางนโยบายน้อยมาก และล้วนแต่เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นสูง การออกไปกาบัตรในคูหาเลือกตั้งทุก 4 ปี จึงเป็นแค่การไปเซ็นชื่อรับรองสถานภาพเดิม ๆ ทางสังคมและเศรษฐกิจ พร้อมลงชื่อในเช็คเปล่าให้คนที่จะมาเป็นรัฐบาลเอาเงินภาษีของเราไปใช้อะไรก็ ได้ตามใจชอบ
ปรัชญากรีกของเพลโตยังฝังหัวผู้คนให้งมงายกับแนวคิดในเรื่อง "ราชาปราชญ์" เราเฝ้าแต่มองหาอัศวินขี่ม้าขาวที่คิดว่าจะช่วยแก้ปัญหาให้เราทั้งหมด พวกเราจะได้กาบัตรเลือกตั้ง แล้วกลับบ้านไปนอนดูทีวี ความงมงายในเรื่อง "ราชาปราชญ์" "อัศวินขี่ม้าขาว" เมื่อผนวกกับวิธีคิดของพุทธศาสนาที่ชมองเห็นแต่ตัวบุคคล แต่มองไม่เห็นปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้เกิดตรรกะอันผิดเพี้ยนขึ้นมาในสังคมไทยว่า "หาคนดีมาปกครองบ้านเมือง" "รวยแล้วจะไม่โกง" "นักการเมืองที่ดีต้องมีความจริงใจกับประชาชน" "ปัญหาอยู่ที่คน ไม่ใช่ที่ระบบ" ตรรกะทำนองนี้ตั้งอยู่บนความเชื่อที่ว่า ถ้าเลือกตัวบุคคลได้ถูกต้อง ปัญหาทุกอย่างจะได้รับการแก้ไข
แต่ในความเป็นจริงทางการเมือง การเป็นคนดีกับการเป็นนักการเมืองที่ดี ไม่มีอะไรที่เกี่ยวข้องกันเลย เมื่อนักการเมืองคนหนึ่งก้าวเข้าสู่การบริหารประเทศ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับปัญหาที่ซับซ้อน การตัดสินใจไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยจุดยืนทางจริยธรรมใด ๆ ทั้งสิ้น แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายทุกครั้ง เกิดขึ้นภายใต้แรงกดดันของกลุ่มผลประโยชน์ฝ่ายต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ระหว่างเกษตรกรเลี้ยงโคนมกับเกษตรกรปลูกข้าว ระหว่างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนรถยนต์กับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์
เมื่อต้องตัดสินใจบางอย่างที่เป็นผลดีต่อฝ่ายหนึ่งและเป็นผลเสียต่ออีกฝ่ายหนึ่ง ทั้งสองฝ่ายก็อ้างตัวว่าเป็นผลประโยชน์ของชาติด้วยกันทั้งคู่ ผลลัพธ์ของการตัดสินใจมักขึ้นอยู่กับว่า กลุ่มผลประโยชน์ไหนมีพลังในการกดดันมากกว่า มีช่องทางชงเรื่อง ชงข้อเท็จบ้างจริงบ้างขึ้นไปให้ผู้ตัดสินนโยบายได้มากกว่า การตัดสินใจในการบริหารประเทศ จึงไม่เกี่ยวกับการเป็นคนดี หลาย ๆ ครั้งไม่เกี่ยวกับการเป็นคนเก่งด้วยซ้ำไป
ดังนั้น วิธีการเดียวที่จะเป็นหลักประกันให้ผลประโยชน์ของสามัญชน เบียดเข้าไปเป็นวาระแห่งชาติได้ก็คือ เราต้องสร้างพลังกดดันของประชาชนขึ้นมา แต่ปัญหาสำคัญที่สุดอยู่ตรงนี้ กล่าวคือ เรายังมีประชาชนน้อยเกินไป เรายังไม่ได้สร้างประชาชนขึ้นมา เรายังไม่ได้กลายเป็นประชาชน
ทุกวันนี้ มนุษย์ทุกคนเกิดมา พร้อมกับถูกยัดเยียดให้เป็นคนชาติใดชาติหนึ่ง แล้วก็ถูกบังคับให้เป็นพลเมืองที่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติและไม่ปฏิบัติอะไร บ้างในอาณาเขตอำนาจของรัฐใดรัฐหนึ่ง เราเป็นคนไทย เป็นพลเมืองไทยโดยอัตโนมัติตั้งแต่เกิด แต่การเป็นประชาชนนั้น ไม่ได้เป็นโดยอัตโนมัติ เราจะกลายเป็นประชาชนได้ด้วยหนทางเดียวเท่านั้น เราต้องต่อสู้เพื่อให้ได้มันมา
คำว่า "ประชาชน" เป็นพหูพจน์ในตัวมันเอง เราที่เกิดมาเป็นปัจเจกบุคคลจะกลายเป็นพหูพจน์ได้อย่างไร? เราจะเป็นได้ต่อเมื่อผ่านการจัดตั้งร่วมกับคนอื่น แม้เพียงสองคนขึ้นไปก็ได้แล้ว การจัดตั้งหมายถึงอะไร? การจัดตั้งหมายถึง การทำการเมืองให้เป็นชีวิตประจำวัน การปฏิบัติการเมืองในชีวิตประจำวัน
เรามักเข้าใจ ผิดว่า การเดินขบวนครั้งใหญ่ ๆ เช่น 14 ตุลา, 6 ตุลา หรือพฤษภาทมิฬ เป็นการแสดงพลังประชาชน อันที่จริงเหตุการณ์ใหญ่ ๆ เช่นนั้น เป็นแค่การรวมตัวของมวลชน ไม่ใช่ของประชาชน พลังของมวลชนที่กระทำไปตามกระแสความรู้สึกและการโน้มน้าวของผู้นำคนใดก็ตาม เพื่อให้บรรลุวาระเฉพาะกิจเฉพาะหน้าอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงที่สุดแล้ว พลังมวลชนเช่นนี้ไม่สามารถทำให้วาระและเจตจำนงของสามัญชนเข้าไปมี อิทธิพลอย่างแท้จริงต่อการตัดสินใจทางนโยบายในระยะยาว
กล่าวอีกด้าน หนึ่ง พลังมวลชนแบบนี้แทบไม่แตกต่างเลยกับมวลชนที่ถูกระดมออกมาเลือกตั้ง เพียงแต่มวลชนแบบแรก ออกมาเพื่อล้มล้างใครบางคนหรือวาระบางอย่าง ส่วนมวลชนแบบหลังออกมาเพื่อกาบัตรรับรองใครบางคนหรือวาระบางอย่าง ใครบางคนหรือวาระบางอย่างนั้น อาจเป็นคน ๆ เดียวกันหรือวาระเดียวกันก็ได้ และพลเมืองคนหนึ่งสามารถเป็นหนึ่งในมวลชนที่วันนี้ออกมาล้มล้าง แล้ววันรุ่งขึ้นออกมารับรองก็ได้
มวลชนจะสร้างวีรชนขึ้นมา 3 ประเภท ประเภทแรก คือ วีรชนที่ต้องสูญเสียชีวิตหรือพิการ ยังความโศกเศร้าให้คนใกล้ชิดและครอบครัวอย่างไม่จำเป็น แล้วค่อย ๆ ถูกสังคมหลงลืมไปอย่างไร้ค่า
ประเภทที่สอง คือ วีรชนที่รอดชีวิตมา แล้วคอยออกมาด่าว่าพวกเราสมองกลวงทุกเดือนตุลา หรือออกมาวิพากษ์รัฐบาลด้วยถ้อยคำที่พาดหัวหนังสือพิมพ์ได้ในวันรุ่งขึ้น การมีวีรชนประเภทนี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่เป็นแค่ความเท่ที่กินไม่ได้
ส่วนวีรชนประเภทสุดท้าย คือ ประเภทที่เลวร้ายที่สุด นั่นคือ วีรชนที่เข้าร่วมรัฐบาลและกลายเป็นชนชั้นสูงเสียเอง
ส่วนประชาชนที่แท้จริงจะสร้างรัฐบุรุษที่แท้จริงขึ้นมา รัฐบุรุษที่แท้จริงคือคนที่อยู่ใต้อุ้งเท้าของประชาชน คนที่ประชาชนโบยตี และบีบคั้นให้ต้องทำตามวาระและเจตจำนงที่ประชาชนมอบหมายให้ ไม่ว่าเขาหรือเธอคนนั้นจะเต็มใจหรือไม่ก็ตาม หลังจากโบยตีจนพอใจและบรรลุวาระแล้ว ประชาชนจะสร้างอนุสาวรีย์ให้เป็นรางวัลแก่รัฐบุรุษคนนั้น จะเป็นอนุสาวรีย์ที่ลูกหลานมากราบไหว้ หรือมีไว้ให้นกเกาะและขี้ใส่ก็ตามที
ในเมื่อประชาธิปไตยแบบผู้แทนเสียงข้างมากเป็นแค่หน้าฉากของอำนาจนิยม ไม่ได้ประกันสิทธิเสรีภาพของสามัญชน ไม่ได้เป็นตัวแทนเจตจำนงของประชาชน และปล้นเอาการตัดสินใจไปจากเรา เราจึงต้องช่วยกันแสวงหาระบอบใหม่ ในประวัติศาสตร์มนุษย์มีความหลากหลายและน่าประหลาดใจให้ค้นหาเสมอ
ประชาธิปไตย ไม่ได้มีเพียงแค่แบบผู้แทนเสียงข้างมาก แต่ยังมีประชาธิปไตยทางตรง ซึ่งการตัดสินใจในนโยบายใดก็ตามอยู่ใกล้ผู้รับผลกระทบมากที่สุด ประชาธิปไตยแบบตัวแทนผู้รับมอบอำนาจ ซึ่งเราถอดถอนตัวแทนออกเมื่อไรก็ได้ และผู้รับมอบอำนาจไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจนอกเหนือจากมติที่เรามอบหมายให้เขาไป ประชาธิปไตยแบบมติเอกฉันท์ ที่ตั้งอยู่บนสันติวิธี ไม่ใช่อำนาจนิยม สังคมนิยมก็ไม่ได้มีแค่สังคมนิยมแบบรวมศูนย์อำนาจ แต่ยังมีสังคมนิยมแบบกระจายอำนาจ หรือสังคมนิยมสหการนิยม ที่เคยเกิดขึ้นจริงมาแล้วในประวัติศาสตร์ เพียงแต่เราต้องค้นหา ไม่ปล่อยให้รัฐศาสตร์กระแสหลักปิดกั้นความรู้และจินตนาการของเราไว้
การปฏิบัติการ ทางการเมืองในชีวิตประจำวัน ไม่จำเป็นต้องเป็นปฏิบัติการขนาดใหญ่ มันอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัว เช่น การจับกลุ่มศึกษาค้นคว้าและรณรงค์เผยแพร่ข้อมูลความรู้ในบางประเด็น ปัญหาของระบบโซตัสในมหาวิทยาลัย ฯลฯ เป็นต้น สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การตั้งคำถามต่อความคิดความเชื่อทั้งหมดที่อยู่รอบตัวเรา คำถามจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้า เดินไปด้วยเท้าของเราเอง ไม่ใช่นั่งนิ่งอยู่บนขบวนรถไฟสายเสรีนิยมใหม่ที่พาเราไปไหนก็ได้ตามใจชอบ และสุดท้ายอาจพาเราไปสิ้นสุดที่สถานีที่เราไม่ต้องการลง
การเดินอาจไม่ทำให้เราค้นพบคำตอบ แต่กลับเจอคำถามใหม่ ๆ เข้ามาอีก และยิ่งเราถาม เราก็จะก้าวไปเรื่อย ๆ โดยไม่หยุดนิ่ง ชีวิตไม่เคยเป็นเรื่องง่าย และความหมายของชีวิตอาจไม่ใช่การพบคำตอบ แต่ความหมายของชีวิตคือการไม่หยุดนิ่ง เพราะการหยุดนิ่งหมายถึงสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชีวิต นั่นคือความตาย
ภัควดี วีระภาสพงษ์ 17 ธันวาคม 2548
****************
บรรณานุกรม ข้อวิจารณ์ต่อลัทธิเสรีนิยมใหม่และตลาดเสรี
Bob Jessop, "Regulationist and Autopoieticist Reflections on Polanyi's Account of Market Economies and the Market Society,"http://www.comp.lancs.ac.uk/sociology/papers/Jessop-Regulationist-and-Autopoieticist-Reflections.pdf
Deirdre McCloskey, The Secret Sins of Economics, Chicago: Prickly Paradigm Press, 2002.
Karl Polanyi, The Great Transformation, Boston: Beacon Press, 2001.
Richard Mcintyre, "Revolutionizing French Economics: Interview with Gilles Raveaud," Challenge, vol. 46, no. 6,
November/December 2003
ซูซาน ยอร์จ, รายงานลูกาโน, โครงการจัดพิมพ์คบไฟ, 2545.
สุธน หิญ, "เศรษฐศาสตร์หลังยุคออทิสติก" http://www.nokkrob.org/
ข้อวิจารณ์ต่อระบอบประชาธิปไตยแบบกรีก
David Graeber, Fragments of an Anarchist Anthropology, Chicago: Prickly Paradigm Press, 2004.
Walden Bello, "The Global Crisis of Legitimacy of Liberal Democracy," http://focusweb.org/
ที่มา : มหาลัยเที่ยงคืน
|