|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 10:02:55 PM » |
|
มหาอาตมะคานธี มหาบุรุษแห่งอินเดียกล่าวไว้ว่า คนเรามีตาสองตา มีหูสองหูแต่มีลิ้นเพียงลิ้นเดียว เพราะฉะนั้นขอให้เราใช้ลิ้นพูดเพียงครึ่งหนึ่งของการใช้ตาดูและหูฟัง '
'เพียงคำบางคำ' ก็ช้ำทั้งชีวิต การพูดของคนเราแต่ละครั้ง สามารถกำหนดวิถีแห่งความคิดและการกระทำได้
มีเรื่องเล่าให้ฟัง... มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ฝ่ายชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อไปรบในสงคราม ทั้งสองต่างอาลัยต่อกัน และพร่ำพรรณาในความรักว่าจะรักกันตราบชั่วชีวิต จะซื่อสัตย์ต่อกัน ด้วยความรักอย่างสุดซึ้งใจมิมีวันเปลี่ยนแปลง ชายหนุ่มถูกส่งไปร่วมรบในสงครามเป็นเวลา 2 ปีจึงถูกส่งตัวกลับ หลังกลับจากสนามรบ ฝ่ายชายก็ส่งข่าวแจ้งการกลับบ้านให้ภรรยาทราบ ฝ่ายหญิงสาวเมื่อทราบข่าวการกลับมาของสามี ก็ให้ดีใจยิ่งนัก
พอถึงวันรับขวัญสามี เธอได้จูงมือเด็กน้อยผู้เป็นลูกชายไปรับด้วย พอเห็นหน้า ทั้งสองต่างกอดรัด แสดงความรักต่อกันและกัน จนลืมไปว่ายังมีเด็กน้อยพลางยื่นมือไปหมายจะกอดให้สมกับความคิดถึง แต่แทนที่หนูน้อยจะเดินเข้าไปในอ้อมกอด กลับแสดงอาการตกใจแทน เพราะตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อที่ป็นทหารเลย แต่ผู้เป็นพ่อก็มิได้ว่าอะไรเด็กน้อยตกไปกว่านั้น
ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ภรรยาขอตัวเข้าไปตลาดเพื่อซื้อข้าวของไปทำอาหารรับขวัญสามีที่จากไปนาน ชายหนุ่มจึงมีโอกาสที่อยู่กับลูกชาย เขาขออุ้มเจ้าตัวน้อยให้หายคิดถึง แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมให้อุ้ม เท่านั้นยังไม่พอ เด็กน้อยได้พูดคำที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวเขา
' น้าไม่ใช่พ่อหนู พ่อหนูมาหาแม่ทุกคืน พอแม่นั่ง พ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย พ่อจะมาหาแม่ทุกคืนเลย น้าไม่ใช่พ่อของหนู '
เพียงคำไม่กี่คำของเด็กน้อยที่ชายหนุ่มรับฟัง หัวใจของเขาแหลกสลายไปในพริบตา ความคิดต่างๆเกี่ยวกับภรรยาและเด็กน้อยถาโถมเข้ามาใน สำนึกของเขา จนทำให้เขาคิดว่า สิ่งที่คิดอยู่นั้นเป็นความจริง
ส่วนภรรยาหลังจากกลับมาจากซื้อของในตลาด เธอรู้สึกว่าบางอย่างเปลี่ยนไป เพราะสามี ไม่เพียงแสดงอาการรังเกียจเธอ แต่ยังมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกห่างเหิน และเหยียดหยามจนรู้สึกได้ แต่เธอก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้อยู่ลึกๆ
พอกลับถึงบ้าน เธอบรรจงทำอาหารเพื่อรับขวัญสามีสุดฝีมือ แต่ฝ่ายสามีกลับไม่แยแสในไมตรีจิตรที่เธอมอบให้ อาหารเลิศรสในวันนั้นจึงเป็นอาหารที่จืดสนิทในความรู ้สึกของคนทั้งสอง
ตกค่ำ ทั้งสองและลูกน้อยก็เข้านอน ในขณะที่ภรรยามีคำถามในใจว่า 'เกิดอะไรขึ้นในขณะที่เธอไปตลาด' สามีก็คิดว่า 'เธอยังเป็นผู้หญิงที่เขารักและบูชาอย่างหมดใจคนเดิมหรือเปล่า'
ต่างคนต่างตั้งคำถามต่อกันและกันในความมืดของค่ำคืน แต่เป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความวังเวง สับสน ไร้ซึ่งการตอบรับของทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งทีสัมผัสได้ก็คือความรู้สึกของฝ่ายชายที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ สามีแสดงอาการเย็นชาตั้งแต่วันแรกที่พบเจอจนถึงวันที่สาม ไม่มีการเจรจาถามไถ่ ไม่มีการโอบกอด เช่นวันแรกที่เจอกัน ไม่มีการร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ไม่มีแม้กระทั่งการปรายตามองกันตามประสาสามีและภรรยา
เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เธอมีความรู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะทนได้ ความอดกลั้นของเธอสิ้นสุดลง หญิงสาวรู้สึกว่าเธอมีความผิดเสียเต็มประดา จึงตัดสินใจจบชีวิตลงที่แม่น้ำสายหนึ่ง...
ทิ้งปมปัญหาที่ไม่มีใครตอบได้ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี
ข่าวการกระโดดน้ำตายของภรรยาดังมาถึงหูสามีของเธอ ชายหนุ่มต้องน้ำตานองหน้า เพราะความอาลัยรักในภรรยา เขารับศพภรรยากลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเภณีอย่างเงียบๆ ที่บ้านของตังเอง มีเพียงลูกชายเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเขา และคืนนั้นเองความลับทั้งปวงก็ได้รับการคลี่คลาย
ตะเกียงน้ำมันก๊าซที่จุดไว้บนโลงศพส่องประกายให้เกิด เป็นเงา ชายหนุ่รู้สึกสับสนในชีวิต จึงลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาด้วยความคิดถึงภรรยาผู้จากไป ขณะที่เดินไปมาอยู่นั้นเงาของเขา ก็ทาบกับฝาเรือน ฝ่ายเจ้าหนูน้อยที่นั่งอยู่ก็พลันทำลายความเงียบด้วย เสียงแห่งความดีใจ
' นั่นไงๆ...พ่อของหนูมาแล้ว พอแม่นั่งพ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย คนนั้นแหละพ่อของหนู '
ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อมองตามเสียงที่ลูกชายกล่าวถึง ซึ่งก็คือเงาของเขานั่นเอง ความลับที่ติดค้างคาใจ ได้เปิดเผยในบัดนั้น 'พ่อ'ที่ลูกชายกล่าวถึงก็คือ'เงา' ที่ปรากฏอยู่ข้างฝาเรือนนี่เอง ชายหนุ่มคิดต่อไปว่า
หญิงผู้เป็นภรรยาคงรักสามีและลูกของเธอมาก กลัวลูกจะเหงาที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วย จึงสมมติเอาเงาเป็นพ่อ ให้เด็กรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน ความจริงถูกเปิดเผยกระจ่างแจ้งแก่ชายหนุ่ม แต่เป็นความกระจ่างแจ้งที่เกินจะรับได้... เขาเข้าใจภรรยาผิดมาตลอด เพียงเพราะฟัง 'คำพูด' ของลูกชายตัวน้อย
ที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงได้ เขาเข้าใจตามความคิดของตัวเองโดยที่ไม่มีการ ถามความกระจ่างจากเมียรักแต่อย่างได
สุดท้าย...ชายหนุ่มจึงขอเอาแม่น้ำเป็นพยานรักที่เขามีต่อภรรยาเป็นคำพิพากษาตัวเอง เขากระโดดน้ำตายตามภรรยาโดยทิ้งลูกน้อยเผชิญชะตาแต่เพียงลำพังผู้เดียว
ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องนี้ ที่บางครั้งชอบตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ รับฟัง ซึ่งบางครั้งมีนัยยะต่างๆ แฝงอยู่ในนั้นมากมาย ยิ่งถ้าขาดปัญญาในการไต่สวนด้วยแล้ว ย่อมทำให้พลาดจากความจริงที่ควรจะเป็นอย่างน่าเสียดาย...
ฉะนั้น...เมื่อใดที่เราจะพูดหรือรับฟังแต่ละครั้ง พึงระวังไว้อยู่เสมอ ให้รู้จักคิดก่อนจะพูดอะไรออกไป และใคร่รับฟังด้วยใจที่มีสติก่อนจะปลงใจเชื่อ เพราะผลที่ตามมาโดยการไม่ยั้งคิดนั้นย่อมยากเกินกว่าที่จะรั้งกลับคืนมาให้งดงามได้ดังเดิม...
ที่มาจาก..คุณณัฐนันท์ กันงา
|