หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: "เพียงคำบางคำ" ก็ช้ำทั้งชีวิต  (อ่าน 1019 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: สิงหาคม 30, 2010, 10:02:55 PM »


มหาอาตมะคานธี มหาบุรุษแห่งอินเดียกล่าวไว้ว่า
คนเรามีตาสองตา มีหูสองหูแต่มีลิ้นเพียงลิ้นเดียว
เพราะฉะนั้นขอให้เราใช้ลิ้นพูดเพียงครึ่งหนึ่งของการใช้ตาดูและหูฟัง '

'เพียงคำบางคำ' ก็ช้ำทั้งชีวิต
การพูดของคนเราแต่ละครั้ง สามารถกำหนดวิถีแห่งความคิดและการกระทำได้

มีเรื่องเล่าให้ฟัง...
มีชายหนุ่มหญิงสาวคู่หนึ่งแต่งงานกันได้ไม่นาน ฝ่ายชายก็ถูกเกณฑ์ไปเป็นทหารเพื่อไปรบในสงคราม
ทั้งสองต่างอาลัยต่อกัน และพร่ำพรรณาในความรักว่าจะรักกันตราบชั่วชีวิต จะซื่อสัตย์ต่อกัน
ด้วยความรักอย่างสุดซึ้งใจมิมีวันเปลี่ยนแปลง
ชายหนุ่มถูกส่งไปร่วมรบในสงครามเป็นเวลา 2 ปีจึงถูกส่งตัวกลับ หลังกลับจากสนามรบ
ฝ่ายชายก็ส่งข่าวแจ้งการกลับบ้านให้ภรรยาทราบ ฝ่ายหญิงสาวเมื่อทราบข่าวการกลับมาของสามี
ก็ให้ดีใจยิ่งนัก

พอถึงวันรับขวัญสามี เธอได้จูงมือเด็กน้อยผู้เป็นลูกชายไปรับด้วย พอเห็นหน้า ทั้งสองต่างกอดรัด
แสดงความรักต่อกันและกัน จนลืมไปว่ายังมีเด็กน้อยพลางยื่นมือไปหมายจะกอดให้สมกับความคิดถึง
แต่แทนที่หนูน้อยจะเดินเข้าไปในอ้อมกอด กลับแสดงอาการตกใจแทน เพราะตั้งแต่เกิดมา
ยังไม่เคยเห็นหน้าพ่อที่ป็นทหารเลย แต่ผู้เป็นพ่อก็มิได้ว่าอะไรเด็กน้อยตกไปกว่านั้น

ในขณะที่เดินทางกลับบ้าน ภรรยาขอตัวเข้าไปตลาดเพื่อซื้อข้าวของไปทำอาหารรับขวัญสามีที่จากไปนาน
ชายหนุ่มจึงมีโอกาสที่อยู่กับลูกชาย เขาขออุ้มเจ้าตัวน้อยให้หายคิดถึง แต่เด็กน้อยก็ไม่ยอมให้อุ้ม
เท่านั้นยังไม่พอ เด็กน้อยได้พูดคำที่ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีอะไรเกิดขึ้นในครอบครัวเขา

' น้าไม่ใช่พ่อหนู พ่อหนูมาหาแม่ทุกคืน พอแม่นั่ง พ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย
พ่อจะมาหาแม่ทุกคืนเลย น้าไม่ใช่พ่อของหนู '

เพียงคำไม่กี่คำของเด็กน้อยที่ชายหนุ่มรับฟัง หัวใจของเขาแหลกสลายไปในพริบตา
ความคิดต่างๆเกี่ยวกับภรรยาและเด็กน้อยถาโถมเข้ามาใน สำนึกของเขา จนทำให้เขาคิดว่า
สิ่งที่คิดอยู่นั้นเป็นความจริง

ส่วนภรรยาหลังจากกลับมาจากซื้อของในตลาด เธอรู้สึกว่าบางอย่างเปลี่ยนไป เพราะสามี
ไม่เพียงแสดงอาการรังเกียจเธอ แต่ยังมองมาที่เธอด้วยความรู้สึกห่างเหิน และเหยียดหยามจนรู้สึกได้
แต่เธอก็เก็บความรู้สึกนั้นไว้อยู่ลึกๆ

พอกลับถึงบ้าน เธอบรรจงทำอาหารเพื่อรับขวัญสามีสุดฝีมือ แต่ฝ่ายสามีกลับไม่แยแสในไมตรีจิตรที่เธอมอบให้
อาหารเลิศรสในวันนั้นจึงเป็นอาหารที่จืดสนิทในความรู ้สึกของคนทั้งสอง

ตกค่ำ ทั้งสองและลูกน้อยก็เข้านอน ในขณะที่ภรรยามีคำถามในใจว่า 'เกิดอะไรขึ้นในขณะที่เธอไปตลาด'
สามีก็คิดว่า 'เธอยังเป็นผู้หญิงที่เขารักและบูชาอย่างหมดใจคนเดิมหรือเปล่า'

ต่างคนต่างตั้งคำถามต่อกันและกันในความมืดของค่ำคืน แต่เป็นคำถามที่เต็มไปด้วยความวังเวง สับสน
ไร้ซึ่งการตอบรับของทั้งสองฝ่าย แต่สิ่งหนึ่งทีสัมผัสได้ก็คือความรู้สึกของฝ่ายชายที่เปลี่ยนไปจากหน้ามือเป็นหลังมือ
สามีแสดงอาการเย็นชาตั้งแต่วันแรกที่พบเจอจนถึงวันที่สาม ไม่มีการเจรจาถามไถ่ ไม่มีการโอบกอด
เช่นวันแรกที่เจอกัน ไม่มีการร่วมรับประทานอาหารด้วยกัน ไม่มีแม้กระทั่งการปรายตามองกันตามประสาสามีและภรรยา

เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ เธอมีความรู้สึกอึดอัดเกินกว่าจะทนได้ ความอดกลั้นของเธอสิ้นสุดลง
หญิงสาวรู้สึกว่าเธอมีความผิดเสียเต็มประดา จึงตัดสินใจจบชีวิตลงที่แม่น้ำสายหนึ่ง...

ทิ้งปมปัญหาที่ไม่มีใครตอบได้ไว้เบื้องหลังอย่างไม่ใยดี

ข่าวการกระโดดน้ำตายของภรรยาดังมาถึงหูสามีของเธอ ชายหนุ่มต้องน้ำตานองหน้า
เพราะความอาลัยรักในภรรยา เขารับศพภรรยากลับมาบำเพ็ญกุศลตามประเภณีอย่างเงียบๆ
ที่บ้านของตังเอง มีเพียงลูกชายเท่านั้นที่อยู่เป็นเพื่อนเขา และคืนนั้นเองความลับทั้งปวงก็ได้รับการคลี่คลาย

ตะเกียงน้ำมันก๊าซที่จุดไว้บนโลงศพส่องประกายให้เกิด เป็นเงา ชายหนุ่รู้สึกสับสนในชีวิต
จึงลุกขึ้นเดินกลับไปกลับมาด้วยความคิดถึงภรรยาผู้จากไป ขณะที่เดินไปมาอยู่นั้นเงาของเขา
ก็ทาบกับฝาเรือน ฝ่ายเจ้าหนูน้อยที่นั่งอยู่ก็พลันทำลายความเงียบด้วย เสียงแห่งความดีใจ

' นั่นไงๆ...พ่อของหนูมาแล้ว พอแม่นั่งพ่อก็จะนั่งด้วย พอแม่ยืนพ่อก็จะยืนด้วย
คนนั้นแหละพ่อของหนู '

ชายหนุ่มผู้เป็นพ่อมองตามเสียงที่ลูกชายกล่าวถึง ซึ่งก็คือเงาของเขานั่นเอง ความลับที่ติดค้างคาใจ
ได้เปิดเผยในบัดนั้น 'พ่อ'ที่ลูกชายกล่าวถึงก็คือ'เงา' ที่ปรากฏอยู่ข้างฝาเรือนนี่เอง ชายหนุ่มคิดต่อไปว่า

หญิงผู้เป็นภรรยาคงรักสามีและลูกของเธอมาก กลัวลูกจะเหงาที่ไม่มีพ่ออยู่ด้วย จึงสมมติเอาเงาเป็นพ่อ
ให้เด็กรู้สึกอบอุ่นทุกครั้งที่ได้อยู่ด้วยกัน
ความจริงถูกเปิดเผยกระจ่างแจ้งแก่ชายหนุ่ม แต่เป็นความกระจ่างแจ้งที่เกินจะรับได้...
เขาเข้าใจภรรยาผิดมาตลอด เพียงเพราะฟัง 'คำพูด' ของลูกชายตัวน้อย

ที่ไร้เดียงสาเกินกว่าจะถือเป็นเรื่องจริงได้ เขาเข้าใจตามความคิดของตัวเองโดยที่ไม่มีการ
ถามความกระจ่างจากเมียรักแต่อย่างได

สุดท้าย...ชายหนุ่มจึงขอเอาแม่น้ำเป็นพยานรักที่เขามีต่อภรรยาเป็นคำพิพากษาตัวเอง
เขากระโดดน้ำตายตามภรรยาโดยทิ้งลูกน้อยเผชิญชะตาแต่เพียงลำพังผู้เดียว

ชีวิตของคนเราก็ไม่ต่างอะไรจากเรื่องนี้ ที่บางครั้งชอบตัดสินจากสิ่งที่มองเห็นและสิ่งที่ได้ รับฟัง
ซึ่งบางครั้งมีนัยยะต่างๆ แฝงอยู่ในนั้นมากมาย ยิ่งถ้าขาดปัญญาในการไต่สวนด้วยแล้ว
ย่อมทำให้พลาดจากความจริงที่ควรจะเป็นอย่างน่าเสียดาย...

ฉะนั้น...เมื่อใดที่เราจะพูดหรือรับฟังแต่ละครั้ง พึงระวังไว้อยู่เสมอ ให้รู้จักคิดก่อนจะพูดอะไรออกไป และใคร่รับฟังด้วยใจที่มีสติก่อนจะปลงใจเชื่อ เพราะผลที่ตามมาโดยการไม่ยั้งคิดนั้นย่อมยากเกินกว่าที่จะรั้งกลับคืนมาให้งดงามได้ดังเดิม...


ที่มาจาก..คุณณัฐนันท์ กันงา
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: