ครูประยงค์บอกเล่าเรื่องชีวิตที่ผ่านมา..
ผมเกิดปี 2480 ในท้องที่อำเภอฉวาง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นถิ่นทุรกันดาร ห่างไกลความเจริญ และเติบโตมาในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นยุคข้าวยากหมากแพง จึงไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสือจบแค่ ป.4 แล้วก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำมาหากิน ส่งน้องๆ เรียน โตขึ้นจึงต้องยึดอาชีพเกษตรกรเหมือนพ่อแม่ แต่ผมสังเกตพบว่าเกษตรกรเมื่ออายุ 60-70 ปี แล้วยังต้องทำงานหนักตากแดดตากฝน หาเช้ากินค่ำอยู่อย่างลำบาก แต่ข้าราชการพออายุ 60 ปี ก็เกษียณอายุราชการ มีบำนาญกินอยู่อย่างสบาย ผมจึงคิดในใจว่าถึงแม้ผมเป็นเกษตรกร ในบั้นปลายชีวิตผมก็จะเกษียณอายุจากเกษตรกรด้วยเหมือนกัน แต่ก่อนหน้านั้นเราจะต้องสร้างบำนาญไว้ให้ตัวเองก่อน เพื่อจะได้มีกินมีใช้ไม่ลำบากเมื่อเวลานั้นมาถึง
ผมเริ่มก่อร่างสร้างตัว มีครอบครัวเมื่ออายุ 25 ปี พ.ศ.2505 จึงได้วางแผนที่จะต้องทำงานหนักสัก 30 ปี เพื่อสร้างบำนาญให้กับตัวเอง คาดว่าจะปลดเกษียณตัวเองเมื่ออายุ 55 ปี ราชการทำงานไม่หนักเขาเกษียณเมื่ออายุ 60 ปี แต่เกษตรกรทำงานหนัก 55 ปี ก็น่าจะพอเหมาะ ด้วยความมุ่งมั่นพยายามตลอดเวลา 30 ปี ผมประสบความสำเร็จในชีวิต มีอาชีพที่มั่นคง ครอบครัวมีความสุขตามอัตภาพ ลูก ๆ ทั้ง 5 คนสามารถพึ่งตนเองได้ ไม่มีหนี้สิน ผมจึงได้บอกปลดเกษียณตัวเองจากเกษตรกรกับลูกๆ เมื่อปี 2535 ซึ่งเป็นปีที่ผมอายุครบ 55 ปี ภรรยาผมอายุ 54 ปี ผมบอกกับลูกๆ ว่าต่อไปนี้พ่อกับแม่จะไม่เป็นที่พึ่งของลูกอีกต่อไป โดยจะเป็นเพียงที่ปรึกษา และจะให้ลูกเป็นที่พึ่งในบั้นปลายของชีวิต โดยมอบส่วนที่เป็นบำนาญของผมให้ลูกคนหนึ่งเป็นผู้ดูแล
ตั้งแต่ปี 2535 เป็นต้นมา ผมตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่าจะใช้เวลาในบั้นปลายชีวิตที่เหลืออยู่ ใช้ประสบการณ์ที่มีอยู่ทำประโยชน์ให้เกิดกับผู้อื่น ชุมชน สังคมหรือประเทศชาติ เพื่อเป็นการตอบแทนคุณแผ่นดิน โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ ทั้งสิ้น แม้แต่เกียรติยศ ชื่อเสียง หรือรางวัลต่างๆ ก็ปฏิเสธมาตลอด จนถึงปี 2547 ทางมูลนิธิรามอนแมกไซไซ ได้คัดเลือกให้ได้รับรางวัลแมกไซไซ สาขาผู้นำชุมชน ครั้งนี้ผมปฏิเสธไม่ได้เพราะเป็นเกียรติยศชื่อเสียงของชาติด้วย จึงเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชีวิตผมเปลี่ยนแปลงไป คือจากที่เคยทำทุกอย่างตามที่กำหนดเอง โดยจะต้องทำตามใจคนอื่นมากขึ้น จึงต้องไปเกี่ยวข้องกับภาคส่วนต่างๆ ที่หลากหลายขึ้น ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชน ตลอดจนสภาบันการศึกษาต่างๆ
เมื่อปลายเดือนกันยายน 2549 อยู่ ๆ ก็มีเพื่อนโทรศัพท์มาแสดงความยินดีที่ได้มีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พอรับทราบครั้งแรกก็ตกใจเหมือนกัน เพราะไม่เคยทราบล่วงหน้ามาก่อน และที่ผ่านมาก็พยายามหลีกเลี่ยงไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับการเมือง เนื่องจากไม่ถนัดและไม่เท่าทันแนวคิดแนวปฏิบัติของนักการเมือง แต่ก็รู้สึกว่าได้รับเกียรติที่สูงส่งมากในชีวิตนี้
หลังจากได้พิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ได้ข้อสรุปกับตัวเองว่า เป็นโอกาสที่เราได้เรียนรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้ ถึงแม้ว่าจะไม่ชอบการเมืองแต่เราก็ต้องเกี่ยวข้องกับการเมืองตลอดชีวิต ครั้งนี้ก็คิดว่าเราไม่ได้เป็นนักการเมือง เพราะไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่มีโอกาสเข้ามาทำหน้าที่ทางการเมือง จึงทำใจให้สงบแล้ววางแผนในการทำงานอย่างรัดกุมที่สุด เนื่องจากได้ตั้งเป้าหมายชีวิตไว้แล้วว่าจะไม่ยอมเป็นเครื่องมือใคร ถ้าเห็นอะไรที่ไม่ชอบมาพากลก็จะถอยห่างทันที แต่งานนี้อาจจะเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ทำงานแล้วต้องได้รับเงินเดือนเป็นค่าตอบแทน ซึ่งเงินเดือนก็สูง ถ้าเพียงเพื่อศึกษาเรียนรู้ก็ไม่คุ้มกับเงินเดือนที่ได้รับ การทำหน้าที่ในสภาก็ไม่ถนัดโดยเฉพาะการลุกขึ้นอภิปราย เพราะพูดไม่เก่ง จึงพยายามนั่งประชุมตลอดการประชุม และใช้สิทธิในการลงมติเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างอิสระและเป็นตัวของตัวเอง
สิ่งที่ทำให้ผมได้เรียนรู้ในครั้งนี้คือ การพูดการอภิปรายในสภาบางครั้งก็ไม่เกิดประโยชน์ และทำให้สภาต้องเสียเวลาโดยใช่เหตุ สำหรับตัวผมเองมีน้อยมากที่ผู้อภิปรายที่มีความเห็นที่ต่างจากความเห็นผม คำอภิปรายของเขาไม่สามารถลบล้างเหตุผลของผม และให้ผมกลับความเห็นด้วยกับเขา ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่สภาร่างรัฐธรรมนูญได้เสนอร่างฯ ขอความคิดเห็นจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ได้มีสมาชิกท่านหนึ่งขอให้ผมช่วยลงชื่อรับรองขอแปรญัติติเพิ่มเติม คำว่า ?พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ? ซึ่งผมขอปฏิเสธไม่เซ็นชื่อ โดยให้เหตุผลว่าผมนับถือศาสนาพุทธและบวชเรียนมาแล้ว 2 พรรษา เรียนสอบได้นักธรรมโท แต่ผมไม่เห็นด้วยที่จะใช้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ เพราะผมมีเหตุผลว่าศาสนาพุทธหรือพระสงฆ์เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สมควรแล้วที่จะต้องอยู่เหนือรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายทั้งปวง เพราะศาสนาพุทธหรือพระสงฆ์มีพุทธบัญญัติคือพระธรรมเป็นข้อปฏิบัติ มีพระวินัยเป็นข้อห้ามกำหนดอยู่แล้ว ถ้ามากำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอีกก็เท่ากับดึงเอาพระพุทธศาสนาและพระภิกษุสงฆ์ลงมาไว้ใต้รัฐธรรมนูญ ความศักดิสิทธิ์ก็จะลดลง เพราะรัฐธรรมนูญร่างโดยปถุชนคนธรรมดา ไม่ใช่พุทธบัญญัติ และต่อไปก็อาจจะมีผู้หวังดีต่อพระพุทธศาสนา ไปยกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยหมวดพระพุทธศาสนาขึ้นมา ก็จะยิ่งทำให้พระพุทธศาสนาลดความศักดิสิทธิ์ลงไปเรื่อยๆ ผมมีความเห็นว่าความเจริญหรือความเสื่อมของพระพุทธศาสนาอยู่ที่การปฏิบัติของผู้สืบทอด ไม่ได้อยู่ที่การเขียนกฎหมายแต่อย่างใด
หลังจากนั้นก็มีผู้อภิปรายสนับสนุนให้บรรจุคำว่า พุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติตั้งหลายท่าน โดยไม่มีผู้อภิปรายคัดค้านเลย แต่ก็ไม่สามารถลบล้างเหตุผลของผมได้ ในที่สุดผมก็ยังกดไม่เห็นด้วย จึงสรุปได้ว่าการอภิปรายที่ซ้ำซากได้ผลไม่มากนัก ผมจึงให้ความสำคัญกับคณะกรรมาธิการเป็นพิเศษ เพราะกรรมาธิการไม่ว่ากรรมาธิการสามัญหรือกรรมาธิการวิสามัญก็ตาม ลงรายละเอียดจนได้ข้อสรุปเป็นเรื่องๆ และบัญญัติออกมาเป็นกฎหมายได้ ถึงแม้ผมจะไม่มีความรู้เรื่องกฎหมาย แต่พอเข้าใจได้ว่าถ้ากฎหมายว่าไว้อย่างนี้ เวลาปฏิบัติจะมีผลอย่างไร จึงตัดสินใจสมัครเข้าอยู่ในคณะกรรมาธิการสามัญการเกษตรและสหกรณ์ เป็นผลต่อเนื่องไปจนถึงกรรมาธิการวิสามัญในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตรหลายฉบับ ถึงตอนนี้รู้สึกว่าคุ้มกับค่าตอบแทนที่ได้รับมากขึ้น และยังได้เรียนรู้ว่าสภาที่มาจากการแต่งตั้งก็มีส่วนดีอยู่มากเหมือนกัน คือสมาชิกทุกท่านมีอิสระไม่ต้องเป็นห่วงฐานคะแนนเสียง หรือไม่มีมติพรรคการเมืองใดๆ อยู่ข้างหลัง จึงทำให้ทุกท่านปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มความสามารถ
เนื่องจากก่อนที่จะมาทำหน้าที่ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ผมก็ได้ร่วมมือกับหลายๆ ฝ่ายทำกิจกรรมร่วมกับเครือข่ายชุมชนทั่วประเทศ ในฐานะประธานคณะกรรมการผู้นำชุมชนแห่งชาติ และในพื้นที่ของจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีกิจกรรมร่วมกันกับชุมชน หน่วยงานต่างๆ ตามยุทธศาสตร์พัฒนาจังหวัดของคณะกรรมการการพัฒนาจังหวัดแบบบูรณาการ โดยมีผู้ว่าราชการนครศรีธรรมราช (นายวิชม ทองสงค์) เป็นประธาน จึงต้องกำหนดวันทำงานที่แน่นอน คือ วันอังคาร พุธ พฤหัสบดี อยู่รัฐสภา ประชุมกรรมาธิการฯ และสภานิติบัญญัติฯ วันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์อยู่ในพื้นที่ วันจันทร์ถึงจะเดินทางขึ้นกรุงเทพฯ เพื่อสะดวกในการติดต่อประสานงาน
สุดท้ายนี้ผมขอภาวนาให้สถานการณ์วุ่นวายต่างๆ ที่เป็นอยู่ขณะนี้ จงคลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น ให้ทุกอย่างเป็นไปตามระบบสู่เป้าหมายที่ทุกคนคาดหวัง หน้าที่ของผมก็จะได้จบสิ้นตามกำหนด และผมก็จะได้กลับไปทำหน้าที่ในบทบาทที่เหมาะสม ประสบการณ์ครั้งนี้ก็ถือเป็นเกียรติประวัติสูงสุดในชีวิตที่ไม่คาดคิดมาก่อน จึงได้จารึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ชีวิต และตั้งใจแน่วแน่ที่จะทำแต่สิ่งที่ดีตลอดชีวิตนี้
?ชีวิต... คือการเรียนรู้
ต้องรู้...ในสิ่งที่จะทำ
และทำ...ในสิ่งที่รู้จริง?
[/color][/size]