หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กษัตริย์ไทยที่ได้รับสมญานาม "มหาราช"  (อ่าน 2255 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 11:46:24 PM »


กษัตริย์ไทยที่ได้รับสมญานาม "มหาราช"

?สารานุกรมไทยฉบับเยาวชนบอกไว้ว่า พระมหากษัตริย์ไทยที่ประชาชนถวายพระนามว่า "มหาราช" นั้นได้ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจอันยังประโยชน์อย่างเ ยี่ยมยอดแก่ชาติ เช่น ทรงกอบกู้อิสรภาพ ทรงปกครองช่วยเหลือประชาชนให้อยู่เย็นเป็นสุข ทรงทำนุบำรุงบ้านเมืองให้เจริญ ด้วยพระปรีชาสามารถของพระองค์และทรงส่งเสริมศิลปวัฒน ธรรมไทยให้วัฒนาถาวร ในหนังสือเล่มนี้ ระบุนามพระมหากษัตริย์ไทยที่มีคำว่า "มหาราช" ไว้ดังนี้

......พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ครองราชสมบัติ ตั้งแต่ พ.ศ.1822 ถึง 1842 รวม 20 ปี สร้างความเจริญรุ่งเรืองแก่ราชอาณาจักรไทยมากที่สุดพ ระองค์หนึ่ง ในผลงานขยายอาณาเขตประเทศไทยออกไปทุกทิศทางอย่างที่ไ ม่เคยมีมาก่อน ทรงประดิษฐ์อักษรไทย ส่งเสริมการค้าอย่างเสรี โดยไม่เก็บภาษีทั้งภายในและภายนอกประเทศ ส่งเสริมการเกษตร ทั้งการทำนา และการทำสวน ส่งเสริมอุตสาหกรรมเครื่องสังคโลกโดยนำวิธีการมาจากป ระเทศจีน ทรงส่งเสริมพุทธศาสนา โดยนำพุทธศาสนาลัทธิเถรวาท จากลังการมาเผยแพร่ในราชอาณาจักรสุโขทัยจนเป็นปึกแผ่ น ก่อให้เกิดความสุขสงบ มีศีลธรรมอันดีในหมู่พสกนิกรชาวไทยอย่างกว้างขวาง นอกจากนั้นยังก่อให้เกิดศิลปวัตถุที่งดงาม อันเนื่องมาจากพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท เป็นมรดกล้ำค่า ตกทอดมาจนถึงปัจจุบัน

......สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทรงกู้ชาติไทยให้กลับมีอิสรภาพจากพม่าเมื่อพ.ศ.2127 จากนั้นในปี 2135 เมื่อพม่าจัดทัพใหญ่ให้พระมหาอุปราชา รัชทายาทเสด็จนำเข้ามาปราบปรามไทย สมเด็จพระนเรศวรเสด็จนำทัพออกไปจากกรุงศรีอยุธยา รับทัพข้าศึกที่แขวงเมืองสุพรรณบุรี ทรงทำสงครามยุทธหัตถีกับพระมหาอุปราชาจนได้ชัยชนะ และทำให้พม่าเว้นเปิดศึกกับไทยเป็นเวลานาน ช่วงเวลาจากนั้นทรงออกรบเพื่อรักษาความมั่นคงของราชอ าณาจักรรวมเวลาแล้วกว่า 20 ปี

......สมเด็จพระนารายณ์มหาราช เป็นพระมหากษัตริย์ผู้เป็นที่เลื่องลือพระเกียรติยศใ นพระราโชบายทางคบค้าสมาคมกับชาวต่างประเทศ รักษาเอกราชของชาติให้พ้นจากการเบียดเบียนของชาวต่าง ชาติ และรับผลประโยชน์ทั้งทางวิทยาการและเศรษฐกิจที่ชนต่า งชาตินำเข้ามา นอกจากนี้ยังได้ทรงอุปถัมภ์บำรุงกวีและงานด้านวรรณคด ีอันเป็นศิลปะที่รุ่งเรืองที่สุดในยุคนั้น

.......สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ทรงกอบกู้เอกราชของชาติไว้ได้ในยามตกอับ หลังจากราชอาณาจักรศรีอยุธยาพ่ายแพ้แก่พม่าเมื่อปี พ.ศ.2310 โดยทรงใช้เวลาเพียงประมาณ 7 เดือน ขับไล่ทัพพม่าพ้นราชอาณาจักร และรวบรวมชุมนุมต่างๆได้แก่ พิษณุโลก พิมาย ฝาง หรือสวางคบุรี (ในบริเวณจังหวัดอุตรดิตถ์) และ นครศรีธรรมราชให้กลับมาเป็นปึกแผ่นอีกครั้ง มีศูนย์การปกครองอยู่ที่กรุงธนบุรี

.......พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงเป็นพระปฐมบรมมหากษัตริย์ แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ทรงสร้างกรุงเทพมหานครขึ้นเป็นราชธานี ทรงมีพระราชประวัติดีเด่นทั้งในราชการทหารและพลเรือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในราชการสงคราม ทรงป้องกันประเทศชาติ บ้านเมืองให้พ้นภัยจากอริราชศัตรู ตั้งแต่ทรงรับราชการอยู่ในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมห าราช แห่งกรุงธนบุรี ในรัชสมัยของพระองค์เอง ในด้านการศาสนาโปรดให้มีการสังคายนา ชำระพระไตรปิฏก พร้อมทั้งอรรถกถา ฎีกา ฯลฯ ณ วัดมหาธาตุ โปรดเกล้าฯให้สร้างหอมณเฑียรธรรมขึ้นในบริเวณวัดพระแ ก้ว พระบรมมหาราชวัง สำหรับเป็นที่เก็บคัมภีร์ ทางพระพุทธศาสนา และทรงจัดการปกครองคณะสงฆ์ให้เรียบร้อย

.....พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริยาธิราชรัชกาลที่ 5 ในพระบรมราชจักรีวงศ์ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เสด็จอยู่ในราชบัลลังก์เป็นเวลา 42 ปี ตลอดเวลาได้ทรงปรับปรุงทำนุบำรุง และเทิดเกียรติประเทศไทยให้มีฐานะสูงเทียมอารยประเทศ อันเป็นที่ยกย่อง พระราชกรณียกิจมีมากมายหลายด้านหลายประการ เช่น โปรดเกล้าฯให้เลิกทาสเพื่อชาวไทยได้เป็นพลเมืองที่มี เสรีเสมอภาคกันตามกฎหมาย ทรงพัฒนากิจการต่างๆ ทั้งโครงสร้างพื้นฐานและการศึกษา ทรงแก้ไขปรับปรุงการปกครองบ้านเมืองให้เหมาะกับสถานก ารณ์บ้านเมือง

......พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่ทรงครองราชย์ยาวนานที่สุดใน โลก เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติเมื่อวันที่ 9 มิ.ย. 2489 ขณะมีพระชนมพรรษา 18 พรรษาเศษ พระราชกรณียกิจของพระองค์ในหลายๆด้านเป็นที่ประจักษ์ ทั้งในหมู่ชาวไทยและชาวต่างชาติ
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: