|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« เมื่อ: กันยายน 24, 2009, 11:39:29 PM » |
|
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา อาณาจักรที่รุ่งเรืองที่สุดอีกยุคสมัยหนึ่งของไทยเรา พบว่า มีการตราบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุดคือ โทษประหารชีวิตเอาไว้ในพระไอยการกระบถศึก ซึ่งเป็นกฎหมายที่ตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 และมีการแก้ไขเพิ่มเติมในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ก่อนจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมอีกครั้งในสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ แต่กฎหมายฉบับนี้มิได้มีการแก้ไขในบทลงโทษความผิดขั้นประหารชีวิตและวิธีการประหารชีวิตเลยแม้แต่น้อย คือ ยังคงลักษณะเดิมไว้แต่ครั้งการตราขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 ทุกประการ
วิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก บันทึกและอธิบายเอาไว้อย่างละเอียดถึงวิธีการลงโทษประหาร 21 วิธีหรือ 21 สถาน ดังนี้
- สถาน 1 คือ ให้ต่อยกระบานศีศะ (กบาลศีรษะ) เลิกออก (เปิดออก) เสียแล้ว เอาคีมคีบก้อนเหล็กแดงใหญ่ใส่ลงไปในมันสะหมอง (มันสมอง) ศีศะพลุ่งฟู่ขึ้นดั่งม่อ (หม้อ) เคี่ยวน้ำส้มพะอูม
- สถาน 2 คือ ให้ตัดแต่หนังจำระ (จาก) เบื้องหน้าถึงไพรปากเบื้องบนทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้างเป็นกำหนด ถึงเกลียวคอชายผมเบื้องหลังเป็นกำหนด (หนังบริเวณคอถึงท้ายทอย) แล้วให้มุ่นกระหมวดผมเข้าทั้งสิ้น (ม้วนเข้าหากัน) เอาท่อนไม้สอดเข้าข้างละคน โยกคลอนสั่นเพิกหนังทั้งผมนั้นออกเสียแล้วเอากรวดทรายหยาบขัดกระบานศีศะชำระให้ขาวเหมือนพรรณศรีสังข์
- สถาน 3 คือ ให้เอาขอเกี่ยวปากให้อ้าไว้ แล้ให้ตามประทีบ (ดวงไฟ) ไว้ในปาก ไนยหนึ่ง (นัยหนึ่ง) เอาปากสิวอันคมนั้นแสะแหวะผ่าปากจนหมวกหู (ใบหู) ทั้งสองข้าง แล้วเอาขอเกี่ยวให้อ้าปากไว้ให้โลหิตไหลออกเต็มปาก
- สถาน 4 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันให้ทั่วร่างกายแล้วเอาเพลิงจุด
- สถาน 5 คือ เอาผ้าชุบน้ำมันพันนิ้วทั้งสิบนิ้วแล้วเอาเพลิงจุด
- สถาน 6 คือ เชือดเนื้อให้เป็นแรงเป็นริ้วอย่าให้ขาดจากกัน ตั้งแต่ใต้คอลงไปถึงข้อเท้าแล้วเอาเชือกผูกจำ ให้เดินเหยียบริ้วเนื้อริ้วหนังแห่งตน ให้ฉุดคร่าตีจำให้เดินไปกว่าจะตาย
- สถาน 7 คือ เชือดเนื้อให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร่งเป็นริ้ว ตั้งแต่ใต้คอลงมาถึงเอวและให้เชือดตั้งแต่เอวให้เนื่องด้วยหนังเป็นแร้งเป็นริ้วลงมาถึงข้อเท้ากระทำหนังเบื้องบนให้คลุมลงมาเหมือนนุ่งผ้า
- สถาน 8 คือ ให้เอาห่วงเหล็กสวมข้อศอกทั้งสองข้าง ข้อเข่าทั้งสองข้างให้มั่นแล้วเอาหลักสอดในวงเหล็กแย่งขึงตรึงลงไว้กับแผ่นดินอย่าให้ไหวตัวได้ แล้วเอาเพลิงรน (ลน) ให้รอบตัวจนกว่าจะตาย
- สถาน 9 คือ ให้เอาเบ็ดใหญ่ที่มีคมสองข้างเกี่ยวทั่วร่างเพิก (เปิด) หนังเนื้อและเอ็นน้อยใหญ่ให้หลุดขาดออกมาจนกว่าจะตาย
- สถาน 10 คือ ให้เอามีดที่คมเชือดเนื้อให้ตกออกจากกายแต่ทีละตำลึง(นำเนื้อมาชั่งให้ได้น้ำหนักหนึ่งตำลึง:มาตราวัดสมัยโบราณ) จนกว่าจะสิ้นมังสา (เนื้อ)
- สถาน 11 คือ ให้แล่สับทั่วร่างแล้ว เอาแปรงหวีชุบน้ำแสบกรีดครูดขูดเสาะหนังและเนื้อแลเอ็นน้อยใหญ่ให้ลอกออกให้สิ้นให้อยู่แต่ร่างกระดูก
- สถาน 12 คือ ให้นอนลงโดยข้างๆ หนึ่งแล้วให้เอาหลาวเหล็กตอกลงไปโดยช่องหูให้แน่นกับแผ่นดินแล้วจับขาทั้งสองข้างหมุนเวียนไปดังบุคคลทำบังเวียน (เวียนเทียน)
- สถาน 13 คือ ทำมิให้หนังพังหนังขาด แล้วเอาลูกสีลา (ลูกหิน) บดทุกกระดูกให้แหลกย่อย แล้วรวบผมเข้าทั้งสิ้น ยกขึ้นหย่อนลงกระทำให้เนื้อเป็นกองเป็นลอม แล้วพับห่อเนื้อหนังกับทั้งกระดูกนั้นทอดวางไว้ดั่งตั่งอันทำด้วยฟางซึ่งเอาไว้เช็ดเท้า
- สถาน 14 คือ ให้เคี่ยวน้ำมันให้เดือดพลุ่งพล่าน แล้วลาดสาดลงมาแต่ศีศะ (ศีรษะ) จนกว่าจะตาย
- สถาน 15 คือ ให้กักขังสุนัขร้ายทั้งหลายไว้ อดอาหารหลายวันให้เต็มอยากแล้วปล่อยให้กัดทึ้งเนื้อหนังกินให้เหลือแต่ร่างกระดูกเปล่า
- สถาน 16 คือ ให้เอาขวานผ่าอกทั้งเป็นแหกออกดั่งโครงเนื้อ
- สถาน 17 คือ ให้แทงด้วยหอกทีละน้อยๆ จนกว่าจะตาย
- สถาน 18 คือ ให้ขุดหลุมฝังเพียงเอว แล้วเอาฟางปกลงคลุมร่างก่อนคลอกด้วยเพลิงพอหนังไหม้แล้วไถด้วยไถเหล็ก ให้เป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่เป็นริ้วน้อยริ้วใหญ่
- สถาน 19 คือ ให้เชือดเนื้อล่ำออกทอดด้วยน้ำมัน เหมือนทอดขนมให้กินเนื้อตัวเองจนกว่าจะตาย
- สถาน 20 คือ ให้ตีด้วยตะบองสั้นตะบองยาวจนกว่าจะตาย
- สถาน 21 คือ ตีด้วยหวายที่มีหนามจนกว่าจะตาย
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ตั้งโอ๋
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 12:05:30 PM » |
|
อยากรู้ว่า แล้วเวลาลงโทษประหาร เขาทำตามบันทึกนี้จริงๆหรือเปล่า ตามวิธีการประหารชีวิตตามพระไอยการกระบถศึก ทั้งโหด ทั้งสยอง แบบนี้ ไม่น่าคนสมัยก่อนถึงอบอุ่น ธรรมะธรรมโม ร่มเย็น ไม่เหมือนสมัยนี้ (เกี่ยวกันไหม..ไม่รู้)
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: กันยายน 25, 2009, 04:48:21 PM » |
|
มีจริงครับ การลงโทษประหารชีวิตมีบันทึกในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา และบันทึกในพงศาวดารกรุงศรีอยุธยา ฉบับวัน วลิต พ.ศ. 2182 แปลและเรียบเรียงจาก The Story History of the King of Siam ของ ดร.เลียวนาร์ด แอนดายา (Dr.Leonard Andaya) ที่ได้แปลจากต้นฉบับเดิมภาษาฮอลันดาของ เยรามีส ฟาน ฟลีต และมีจริงจากกฎหมาย "พระอัยการขบถศึก" จุลศักราช 796 (พ.ศ. 1978) แต่ยกเลิกใช้สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่5) โดยประมวลกฎหมาย ลักษณะอาญา ร.ศ.127 (พ.ศ. 2451) ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
ศรัณรัชน์ มณฑกุล
บุคคลทั่วไป
|
 |
« ตอบ #3 เมื่อ: ตุลาคม 29, 2009, 03:55:36 PM » |
|
อยากทราบว่าแล้วในสมัยของกรุงธนบุรีนั้น มีการประหารอย่างไรบ้างคะ รบกวนช่วยให้คำตอบด้วยนะคะ ต้องการมากค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
พีรชยา
บุคคลทั่วไป
|
 |
« ตอบ #4 เมื่อ: ตุลาคม 30, 2009, 03:38:32 PM » |
|
ขอบคุณค่ะ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #5 เมื่อ: พฤศจิกายน 02, 2009, 01:16:55 AM » |
|
ตอบคุณ ศรัณรัชน์ มณฑกุล ครับ
ด้วยในสมัยของพระเจ้าตากสินมหาราช สมัยกรุงธนบุรี ในสมัยนั้นตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์ยังคงทำศึกกับพม่าเพื่อรวมชาติและรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จึงยังใช้การลงโทษสมัยอยุธยาเป็นแบบแผนในการปฏิบัติอยู่ครับ
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
สุทธิดา
บุคคลทั่วไป
|
 |
« ตอบ #6 เมื่อ: มกราคม 24, 2010, 08:03:44 PM » |
|
อยากรู้ว่า ทำไมถึงยกเลิกไปหรอคะ
จะเอาไปทำรายงานอ่าค่ะ ขอบคุณมากๆๆๆค่ะ^ ^
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #7 เมื่อ: มกราคม 25, 2010, 11:43:05 PM » |
|
ตอบคุณ สุทธิดา ครับ
เพื่อให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ผมคัดลอกมาจากกรมราชทัณฑ์ เรื่องประวัติการลงโทษของไทยสรุปดังนี้ครับ
วิวัฒนาการการลงโทษผู้กระทำผิดในทุกประเทศ มีลักษณะที่คล้ายคลึงกันคือ เริ่มจากการลงโทษอย่างโหดร้ายเพื่อตอบแทนให้สมแค้น เพื่อข่มขู่ยับยั้งให้เกรงกลัวและเข็ดหลาบ แล้วคลี่คลายลงมาเป็นการฟื้นฟูอบรมแก้ไขให้คืนดี รูปแบบการลงโทษในแต่ละยุคสมัยก็เปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการปกครอง และสังคมเป็นสำคัญ การราชทัณฑ์ของประเทศไทย อาจแบ่งวิวัฒนาการเป็น 3 ยุค คือ 1. ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 2. ยุคแห่งการปรับปรุงในสมัยรัชกาลที่ 5 3. ยุคปัจจุบัน เริ่มตั้งแต่สมัยการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ยุคก่อนสมัยรัชกาลที่ 5
สมัยกรุงศรีอยุธยา
แม้กฎหมายเก่าในสมัยกรุงศรีอยธยาจะสูญหายไปมาก แต่จากกฎหมายตราสามดวง ซึ่งได้ประมวลไว้ในสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกฯ สามารถแสดงให้เห็นเค้าโครงการลงโทษในสมัยกรุงศรีอยุธยาได้ว่า เป็นการลงโทษเพื่อแก้แค้น ตอบแทน และข่มขู่ยับยั้ง เพราะมุ่งลงโทษที่ตัวผู้กระทำผิดอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะโทษประหารชีวิตในพระอัยการขบถศึก อันว่าด้วยโทษทวะดึงษ์กรรมกรณ์ 32 ประการ ได้กำหนดวิธีการประหารชีวิตหลายรูปแบบอย่างน่าสยดสยอง
การลงโทษสมัยอยุธยา พอจะประมวลได้ ดังนี้ 1. การประหารชีวิต ปกติใช้วิธีตัดศรีษะด้วยดาบ แต่ใน กรณีกบฏได้มีบทบัญญัติในลักษณะที่โหดร้ายทารุณอย่างยิ่ง ซึ่งเข้าใจว่ามุ่งหมายข่มขู่ให้เกรงกลัว และในกรณีลงโทษพระ ราชวงศ์ก็มีวิธีประหารชีวิตแตกต่างจากสามัญชน 2. การลงโทษร่างการให้เจ็บปวดทรมาน โดยปกติใช้เฆี่ยน ด้วยหวาย หรือทวนด้วยลวดหนัง จองจำหรือพันธนาการด้วย ขื่อ คา พวงคอ ล่ามโซ่ ตรวน ขึ้นขาหย่าง บั่นทอนอวัยวะด้วยการตัดมือ ตัดเท้า ตอกเล็บ ควักนัยตา แหวะปาก ตัดลิ้น 3. ประจาน ได้แก่ สักหน้าหรือตัว แหวะหน้าผากหรือแก้ม พร้อมทั้งจำเครื่องพันธนาการ มีคนตีฆ้อง ร้องประกาศความชั่วตระเวนไปรอบเมือง 4. ปรับตามลักษณะความร้ายแรงของความผิดและตามฐานันดรศักดิ์ 5. ริบทรัพย์ มักคู่กับโทษประหารชีวิต เรียกว่า ริบราชบาตรคือถูกริบทั้งหมดทั้งทรัพย์สินเงินทอง รวมทั้งลูกเมีย 6. โทษจำคุก ไม่มีกำหนดยาวนานเท่าใด แล้วแต่พระเจ้าอยู่หัวจะโปรดพระราชทานอภัยโทษ หรือมีพระบรมราชโองการสั่งให้เป็นอย่างใด สมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์
หลักการและแนวความคิดในการลงโทษก็ไม่แตกต่างกับสมัยอยุธยามากนักการเรือนจำในกรุงเทพฯมี 2 อย่าง คือ "คุก" ใช้เป็นสถานที่จำขัง ผู้ร้ายที่มีกำหนดโทษสูง 6 เดือนขึ้นไป ส่วนผู้ต้องขังที่มีการกำหนด โทษตั้งแต่ 6 เดือนลงมาก็ให้ขังไว้ใน "ตะราง" ซึ่งมีอยู่หลายตะรางด้วยกัน สังกัดกระทรวง ทบวง กรม ที่บังคับบัญชากิจการนั้นๆ ส่วนการเรือนจำในหัวเมืองชั้นนอกอยู่ในความรับผิดชอบของผู้ว่าราชการเมือง มี สถานที่คุมผู้ต้องโทษ เรียกว่าตะรางประจำเมืองถ้าเป็นกรณี ความผิดฉกรรจ์มหันตโทษ ผู้ว่าราชการเมืองต้องส่งตัวผู้กระทำผิดมายังกระทรวงเจ้าสังกัด การคุมขังนักโทษในสมัยนั้นมิได้มีกฎข้อบังคับไว้โดยเฉพาะ ให้แล้วแต่ผู้ว่าราชการ เมืองจะกำหนดขึ้นใช้เองตามแต่จะเห็นควร ยุคแห่งการปรับปรุงสมัยรัชกาลที่ 5
นับเป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงงานราชทัณฑ์ของไทย ให้ก้าวหน้าขึ้น ทรงจัดระเบียบการคุกตะรางใหม่ เมื่อ ร.ศ.110 โดยได้มีการยกเลิกจารีตนครบาลอันโหดร้าย และประกาศใช้พระราชบัญญัติลักษณะเรือนจำ ร.ศ. 120 เพื่อใช้บังคับกิจการเรือนจำ เป็นการเฉพาะ ทรงวางระเบียบข้อบังคับเรือนจำให้ เป็นบรรทัดฐานเดียวกัน ด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 ซึ่งมีหลักการและวิธีการ ลงโทษที่ได้ผ่อนคลายความทารุณโหดร้ายลงไปมาก กับได้บัญญัติวิธีการลงโทษผู้กระทำผิดอาญาแผ่นดินต้องผ่านกระบวนการยุติธรรม คือ ตำรวจ อัยการ ศาล และเรือนจำ ครั้นถึงสมัยรัชกาลที่ 6 จึงได้ประกาศตั้งกรมราชทัณฑ์ขึ้นเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ.2458 โดยรวมกิจการเรือนจำ ทั่วราชอาณาจักรไว้ในสังกัดกรมราชทัณฑ์กระทรวงนครบาล การปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้เป็นไปตาม ระเบียบกฎข้อบังคับอันเดียวกัน นับว่าการราชทัณฑ์ไทยได้พัฒนาไปสู่แนวทางที่มีเหตุผลยิ่งขึ้น
ยุคปัจจุบัน
หลังจากการเปลี่ยนแปลงการปกครองในปี พ.ศ.2475 การราชทัณฑ์ไทยได้วิวัฒนาการการเข้าสู่ยุคปัจจุบัน เริ่มจากการสร้างเรือนจำกลางบางขวางให้เป็นเรือนจำที่ทันสมัย ในปี พ.ศ.2477 แก้ไขเปลี่ยนแปลงวิธีประหารจากการประหารชีวิตด้วยดาบ มาเป็นการประหารชีวิตโดยใช้ปืน มีการกำหนดนโยบายอาญาและหลักทัณฑปฏิบัติให้สอดคล้องกับภาวะการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทยและตามหลักการของอารยะประเทศยิ่งขึ้น ประกาศใช้พระราชบัญญัติราชทัณฑ์พุทธศักราช 2479 กำหนดหลักการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังให้สอดคล้องกับมาตรฐานขั้นต่ำสำหรับปฏิบัติต่อผู้ต้องขังขององค์การสหประชาชาติ และข้อเสนอแนะที่เกี่ยวข้อง โดยคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชน และมุ่งในเรื่องการฟื้นฟูอบรมแก้ไขผู้กระทำผิดให้กลับตนเป็นพลเมืองดีต่อไป
|
|
|
|
|
บันทึกการเข้า
|
|
|
|
|