|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #1 เมื่อ: กรกฎาคม 04, 2009, 10:20:14 PM » |
|
คนที่สำคัญที่สุดที่เป็นมันสมองของการปฏิวัติก็ คือ
(1) พันเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา อายุ 44 ปี
(2) พันเอกพระยาทรงสุรเดช อายุ 41 ปี
(3) พันตรีหลวงพิบูลสงคราม อายุ 35 ปี
(4) ดร.ปรีดี พนมยงค์ อายุ 32 ปี
คณะปฏิวัติได้เริ่มทำการตอนเช้าตรู่ของวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 ขณะที่รัชกาลที่ 7 กำลังทรงประทับอยู่ ณ พระราชวังไกลกังวล หัวหิน โดยนัดรวมพลกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า คณะปฏิวัติได้แยกย้ายกันไปเชิญตัวเชื้อพระวงศ์และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ มาคุมตัวไว้เป็นประกัน ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม เชื้อพระวงศ์ชั้นผู้ใหญ่ก็เช่นเจ้าฟ้ากรมพระนครสวรรค์ควรพินิต เจ้าฟ้ากรมพระนริศรานุวัตติวงศ์ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ก็เช่น พลโท พระยาสีหราชเดโชชัย เสนาธิการทหาร พลตำรวจโทพระยาอธิกรณ์ประกาศอธิบดีกรมตำรวจภูธร เป็นต้น ซึ่งการกระทำการในวันนั้นเกิดการบาดเจ็บเพียงรายเดียวคือ พลตรี พระยาเสนาสงครามผู้บัญชากองพลที่ 1 รักษาพระองค์ พยายามขัดขืนเมื่อถูกทหารฝ่ายปฏิวัติไปเชิญตัวและถูกยิงที่ขาบาดเจ็บ
ฝ่ายปฏิวัติหรือคณะราษฎร์ได้ตั้งคณะผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารขึ้นมาประกอบด้วย พ.อ.พระยาพหลพลพยุหเสนา พันเอกพระยาทรงสุรเดชและพันเอกพระยาฤทธิอัคเนย์ ซึ่งเวลามีประกาศหรือแถลงการณืทั้ง 3 ท่าน ก็ลงนามร่วมกันเป็นตัวแทนของคณะราษฎร์ทั้งหมด คณะราษฎร์ได้ส่งตัวแทนไปกราบบังคมทูลเชิญรัชกาลที่ 7 ให้เสด็จกลับกรุงเทพมหานคร โดยกราบทูลว่า คณะราษฎร์ไม่ประสงค์ที่จะแย่งชิงราชสมบัติเพียงแต่จะให้มีรัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดิน โดยให้รัชกาลที่ 7 เป็นกษัตริย์ต่อไป ภายใต้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินหรือที่จะเรียกต่อมาว่ารัฐธรรมนูญ รัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงคิดเรื่องจะพระราชทานรัฐธรรมนูญให้ประชาชนอยู่แล้วก็ไม่ได้คิดรวมคนเพื่อต่อสู้ ยอมเสด้จกลับมายังกรุงเทพมหานคร โดยถึงกรุงเทพ ตอน 1.00 น. ของวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2475
หลังจากที่รัชกาลที่ 7 ได้เสด็จกลับมาแล้วในวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475 คณะราษฎร์ก็ได้จัดให้มีรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนเพื่อรอร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรรัฐธรรมนูญชั่วคราวฉบับแรกนี้มีชื่อว่า ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พุทธศักราช 2475 ธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราวนี้ ทำให้อำนาจของพระมหากษัตริย์ในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชสิ้นสุดลง เพราะธรรมนูญชั่วคราวนี้ได้ การจัดตั้งอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารขึ้นมาโดยไม่ขึ้นกับพระมหากษัตริย์อีกต่อไป
กล่าวคือ ในฝ่ายนิติบัญญัตินั้นระบุว่าให้คณะราษฎร ซึ่งมีคณะผู้รักาาพระนครฝ่ายทหารเป้นผู้ใช้อำนาจแทนจัดตั้งผู้แทนราษฎรชั่วคราวขึ้นเป็นจำนวน 70 นาย
ส่วนฝ่ายบริหาร คือคณะรัฐบาลนั้นให้สภาเป็นผู้เลือกสมาชิกสภา 14 คนเพื่อเป็นกรรมการ โดยกรรมการ 14 คนนี้ ประธานคณะกรรมการราษฎรเลือกแล้วก็ต้องให้สภาเห็นชอบด้วย ประธานคณะกรรมการราษฎร์นี้ อำนาจก็เทียบเท่ากับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและกรรมการ 14 คนก็คือ รัฐมนตรี 14 คนนั่นเอง
หลังจากมีธรรมนูญการปกครองชั่วคราวและรัฐบาลชั่วคราวแล้ว คณะราษฎร์ก็ได้ตั้งอนุกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรขึ้นมา เมื่อเสร็จแล้วก็นำขึ้นทูล เกล้าถวายรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญถาวรฉบับแรกเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 ทั้งนี้รัฐบาลของพระยามโนฯ ได้ลาออก จากตำแหน่งเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2475
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกนี้เปลี่ยนชื่อประธานคณะกรรมการราษฎรเป็นนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการราษฎรเป็นคณะรัฐมนตรี
รัฐธรรมนูญฉบับถาวรฉบับแรกนี้ไม่เป็นประชาธิปไตยเต็มรูปใน 2 สาระสำคัญ คือ
1. สมาชิกสภานิติบัญญัตินั้นไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของราษฎรทั้งหมดแต่กำหนดให้มาจากการเลือกตั้งเพียงครึ่งเดียว
กล่าวคือ ในบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ กำหนดว่าเมื่อราษฎรผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งยังไม่จบประถมศึกษามากกว่ากึ่งจำนวนทั้งหมดก็ให้มีสมาชิกสภา 2 ประเภท ประเภทที่ 1 มาจากการเลือกตั้งของราษฎร และประเภทที่2 มาจาการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์ โดยสมาชิกทั้ง 2 ประเภทนี้มีจำนวนเท่ากัน
ทั้งนี้บทเฉพาะกาลได้กล่าวด้วยว่าการมีสมาชิกแต่งตั้งนี้จะมีได้ไม่เกิน 10 ปี นับตั้งแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญการปกครองแผ่นดินชั่วคราว คือวันที่ 27 มิถุนายน พ.ศ. 2475
การเขียนว่าให้สมาชิกประเภท 2 มาจากการแต่งตั้งของพระมหากษัตริย์นี้เป็นการเขียนที่กำกวมเพราะเมื่อถึงเวลาแต่งตั้งรัฐบาลก็ได้ถวายชื่อให้แก่รัชกาลที่ 7เพื่อทรงลงพระปรมาภิ?ธยแต่งตั้งเท่านั้น ไม่ใช่รัชกาลที่ 7 เป็นผู้เลือกสมาชิกประเภท 2 ด้วยพระองค์เอง
2.ไม่มีข้อกำหนดว่าให้ประชาชนมีเสรีภาพในการตั้งพรรคการเมืองที่ประหลาดอีกประการหนึ่งก็คือรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้กำหนดว่าจะให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภา ประเภทที่ 1 (ราษฎรเลือก) เมื่อใดแต่กลับมีบทเฉพาะกาลกล่าวว่า
ในระหว่าง ตั้งแต่ใช้รัฐธรรมนูญน้จนกว่าสมาชิกตามมาตรา 65 นั้นจะเข้ารับหน้าที่แล้ว ท่านว่าสภาผู้แทนราษฎรคงประกอบด้วยสมาชิกซึ่งมีอยู่แล้วโดยพระราชบัญญัติธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยามชั่วคราว พ.ศ.2475?
ซึ่งก็หมายความว่าให้สมาชิกแต่งตั้งชุดแรก 70 คนนั้น ทำหน้าที่เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติไปก่อนจนกว่าจะมีการเลือกตั้งซึ่งไม่กำหนดว่าเมื่อใด
เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับที่วันที่ 10 ธันวาคม ก็ได้มีประกาศพระบรมราชโองการ โปรดเกล้า ฯ ตั้งพระยามโนฯ เป็นนายกรัฐมนตรีอีก พระยามโนฯได้ตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ โดยมีตัวท่านเองเป็นนายกรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอีก 6 ท่าน ซึ่งมิใช่คณะผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และมีรัฐมนตรีลอยอีก 11 ท่าน ซึ่งเป็นคนของคณะผู้ก่อ การฯหรือคณะราษณ์ 9 คน ซึ่งใน 4 คนมีคนสำคัญ 4 คนอยู่ด้วยคือ พระยาพหลฯ พระยาทรงฯหลวงพิบูลฯ และหลวงประดิษฐ์ฯ
ในช่วงการเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 ของพระยามโนฯ นี้เอง ดร.ปรีดี พนมยงค์หรือหลวงประดิษฐ์มนูธรรม ได้เสนอเค้าโครงเศรษฐกิจขึ้นมา เค้าโครงเศรษฐกิจขึ้นมา เค้าโครงเศรษฐกิจนี้ถูกโจมตีว่าเป็นแนวความคิดของลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งประเทศรัสเซียได้นำไปใช้ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2460 (ค.ศ. 1917) ซึ่งดร.ปรีดี พนมยงค์ ได้ชี้แจงว่า ??โปลิซีของข้าพเจ้านั้นเดินแบบโซเซียลิสต์ ผสมลิเบอราล? ซึ่งหมายถึงว่านโยบายของท่านนั้นเป็นแบบสังคมนิยมผสมเสรีนิยม
เค้าโครงเศรษฐกิจของ ดร.ปรีดี พนมยงค์ นำไปสู่ความแตกแยกระหว่างรัฐบาลฝ่ายหนึ่งและคณะราษฎร์ ซึ่งขณะนั้น พระยาพหล ฯ และหลวงพิบูลฯ อยู่ข้างดร.ปรีดีฯ ส่วนพระยาทรงฯ นั้นโน้มเอียงไปทางพระยามโนฯ สมาชิกรัฐสภาก็มีความคิดแตกกันเป็น 2 ฝ่าย คือมีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับเค้าโครงเศรษฐกิจของดร.ปรีดีฯ
ในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2475 พระยามโนฯ ได้ออกพระราชกฤษฎีกาให้ปิดประชุมสภายุบคณะรัฐมนตรี จัดตั้งคณะรัฐบาลชุดใหม่ ในพระราชกฤษฎีกานี้ยังระบุด้วยว่าให้งดใช้รัฐธรรมนูญในนมาตราที่ขัดกับพระราชกฤษฎีกานี้
วันต่อมาจากที่ประกาศพระราชกฤษฎีกาคือวันที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2476 ก็ได้มีการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยคอมมิวนิสต์ ปี พ.ศ. 2476 ซึ่งระบุโทษแก่ผู้สนับสนุนการส่งเสริมความเป็นคอมมิวนิสต์ หรือสนับสนุนส่งเสริมลัทธิคอมมิวนิสต์มีด้วยวาจาหือลายลักษณ์อักษรหรือเอกสารตีพิมพ์หรืออุบายใด ๆ
ในวันที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2476 รัฐบาลของพระยามโนฯ ให้ดร.ปรีดี พนมยงค์เดินทางไปพักผ่อนอยู่ในประเทศฝรั่งเศส ซึ่งเท่ากับเนรเทศออกไปนอกประเทศนั่นเอง
ในวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2475 พระยาพหล ฯ ก็เป็นหัวหน้าคณะนายทหารกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีพ.ท. หลวงพิบูลสงครามเป็นกำลังสำคัญยึดอำนาจจากรัฐบาลพระยามโนฯซึ่งการยึดอำนาจครั้งนี้สรุปประเด็นสำคัญได้ดังนี้
1. คณะผู้ยึดอำนาจเรียกคณะของตนว่า คณะทหารบกทหารเรือและพลเรือน ไม่เรียกว่าคณะราษฎร และถือได้ว่าเป็นการรัฐประหารครั้งแรกและรัฐบาลของพระยามโนฯ ก็ยอมสละอำนาจแต่โดยดี
2. พระยาพหล ฯ ได้เป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลในวันรุ่งขึ้น ในคณะรัฐบาลชุดของพระยาพหลฯ ชุดนี้ไม่มีพระยาทรงฯ รวมอยู่ด้วยซึ่งเป็นการบ่งชี้ว่า พระยาทรงฯ เริ่มถูกกันออกนอกวงอำนาจ เพราะนอกจากไม่ได้เป็นรัฐมนตรีแล้ว พระยาทรงฯ และนายทหารฝ่ายพระยาทรงฯ อีก 2 คน คือพระยาฤทธิ์อัคเนย์ และพระประศาสน์พิทยายุทธก็ถูกลดอำนาจในทางทหารด้วย
3. ดร.ปรีดีฯ ได้เดินทางกลับประเทศเมื่อวันที่ 29 มิถุนายน และได้เข้าร่วมในคณะรัฐบาลของพระยาพหลฯ
การพยายามยึดอำนาจของพลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช 11-27 ตุลาคม พ.ศ. 2476 (ไม่สำเร็จ)
พลเอกพระองค์เจ้าบวรเดช สมัยก่อนเปลี่ยนแปลงการปกครองเคยดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงกลาโหม แต่ได้ทรงลาออกเสียเมื่อ พ.ศ. 2474 เนื่องจาก ไม่พอพระทัยว่าขอขึ้นเงินเดือนให้แก่ข้าราชการกระทรวงกลาโหมแล้วไม่ได้
คณะของพระองค์เจ้าบวรเดชประกอบด้วยนายทหารคุมกำลังในต่างจังหวัดทั้งทางภาคกลางและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ยกเข้ามายึดดอนเมืองไว้เมื่อวันที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2476 คณะของพระองค์เจ้าบวรเดชเรียกตนเองว่า ?คณะกู้บ้านเมือง? ได้เรียกร้องให้รัฐบาลปฏิวัติหลายข้อเช่นห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งการเมืองการแต่งตั้งและถอดถอนรัฐบาลต้องทำโดยรัฐธรรมนูญ การถือความสามารถเป็นหลักในการแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งการเลือกตั้ง ส.ส. ประเภท 2 ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเลือก นอกจากนั้น ?คณะกู้บ้านเมือง? เรียกร้องให้รัฐบาลพระยาพหลฯ ลาออกด้วย
พระยาพหลฯ ได้ตั้งให้ พ.ท.หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้อำนวยการปราบกบฏการสู้รบดำเนินอยู่จนถึงวันที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2476 ฝ่ายรัฐบาลก็ปราบ ?คณะกู้บ้านเมือง? ได้สำเร็จการพยายามยึดอำนาจของพระองค์เจ้าบวรเดชหรือที่เรียกว่ากบฏบวรเดชคราวนี้มีประเด็นสำคัญที่ควรกล่าวถึงดังนี้
1.มีทหารบาดเจ็บล้มตายและทรัพย์สินเสียหายมาก นายทหารชั้นผู้ใหญ่ท่านหนึ่งของฝ่ายกบฏถูกยิงตายในที่รบคือ พันเอกพระยาศรีสิทธิสงคราม
2.เหตุผลของฝ่ายกบฏเป็นเหตุผลที่ดีเช่นการห้ามข้าราชการประจำดำรงตำแหน่งทางการเมือง การแต่งตั้งและถอดถอนรัฐบาลต้องทำตามรัฐธรรมนูญ
3.ทหารเรือประกาศตัวเป็นกลางในการสู้รบ เมื่อการรบจบลงแล้วผู้บัญชาการทหารเรือถูกปลดจากตำแหน่งและรองผู้บัญชาการทหารเรือคือนาวาโทหลวงสุภชลาศัยก็คงถูกปลดจากราชการไปแล้ว เหตุการณ์ครั้งนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงความไม่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันระหว่างฝ่ายทหารกับฝ่ายทหารเรือ
4.รัฐบาลของพระยาพหลฯ จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกผู้แทนราษฎรตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 การเลือกตั้งมีขึ้นเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2476 มีสมาชิกสภาทั้งสิ้น 78 คน ส่วนส.ส. ประเภท 2 นั้น พระยาพหลฯ เป็นผู้นำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าให้รัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศเป็นพระราชกฤษฎีกาแต่งตั้ง เป็นส.ส. ประเภท 2 ก็คือคนที่ฝ่ายพระยา พหลฯเป็นผู้คัดเลือกทั้งสิ้น รัฐบาลของพระยาพหลฯ มีความขัดแย้งกับรัชกาลที่ 7 ในหลาย ๆ เรื่องประกอบกับรัชกาลที่ 7 มีปัญหาที่จะต้องรักษาดวงเนตรพระเนตร จึงได้เสด็จไปรับการรักษายังประเทศอังกฤษ โดยเดินทางออกจากประเทศไทยเมื่อวันที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2476 ระหว่างที่ทรงพำนักอยู่ ณ ประเทศอังกฤษนั้น รัชกาลที่ 7 ก็ได้เตรียมสละราชบัลลังก์ ซึ่งพอสรุปได้ว่าประเด็นใหญ่ที่สุดก็คือ ดูเหมือนว่าคณะราษฎรจะรวมอำนาจการปกครองที่เคยเป็นของพระมหากษัตริย์ไว้เสียเอง ไม่ได้ผ่านไปยังราษฎรดังที่กล่าวไว้แต่แรก ซึ่งวิธีการแต่งตั้ง ส.ส. ประเภท 2 ก็เป็นเครื่องชี้อันหนึ่งเพราะคณะราษฎรได้ตั้งบุคคลที่ร่วมอยู่ในคณะราษฎรถึง 47 คนจากจำนวน 78 คน ดังจะเห็นได้จากพระราชบันทึกของพระองค์ ลงวันที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2477 ตอน หนึ่งมีข้อความดังนี้
"ข้าพเจ้าได้ยินกล่าวกันว่าเพราะประเทศเรายังไม่คุ้นเคยกับการปรึกษาราชการในสภาฯ จึงควรให้มีสมาชิกประเภทที่ 2 ซึ่งเลือกตั้งโดยคุณวุฒิที่เป็นผู้มีวิชาสูงหรือเคยชินกับการงานแผ่นดิน เพื่อเป็นผู้นำทางแก่สมาชิกประเภทที่ 1 ที่ราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา หลักการอันนี้พอฟังได้ ถ้าได้ทำกันตามนั้นจริง แต่เมื่อตั้งกันขึ้นมาแล้วหาเป็นเช่นนั้นไม่ กลับกลายเป็นเลือกตั้งแต่พวกที่อยู่ในคณะผู้ก่อการเป็นส่วนมาก และความจริงหาได้มีคุณวุฒิหรือความเคยชินกับการงานดีไปกว่าสมาชิกประเภทที่ 1 เลยเมื่อการเป็นดั่งนี้ ก็จำเป็นอยู่เองที่จะมีผู้กล่าวว่าคณะรัฐบาลเลือกตั้งคนเหล่านนั้นเพื่อความประสงค์ที่จะกุมอำนาจไว้ให้ได้เท่านั้น แม้ราษฎรจะเห็นด้วยกับนโยบายของตนหรือไม่ก็ตามที ข้อความในมาตรา 2แห่งรัฐธรรมนูญก็เป็นหมันไปทันที เป็นการเขียนเพื่อตบตา เพื่อหลอกกันเล่นเท่านั้นเอง
ข้าพเจ้าเห็นว่าสมาชิกประเภทที่ 2 ยังควรมีอยู่จริงแต่ควรกำหนดให้บุคคลมีอายุไม่ต่ำกว่า 35 และเป็นผู้ที่เคยชินกับการงานมาแล้ว เช่นรับราชการในตำแหน่งสูง ๆ เป็นต้น การเลือกตั้งนั้น ถ้าอย่าให้เป็นบุคคลใดคนหนึ่งเลือกได้จะดีเพราะจะป้องกันไม่ให้มีเสียงได้ว่าเลือกพวกพ้อง เพราะฉะนั้นจำต้องให้ประชาชนเลือกหรือหรือให้บุคคลซึ่งเรียกว่ามีความรู้ ?Intelligentsia? เลือกโดยกำหนดเอาการศึกษาหรือถ้าจะให้ง่ายที่สุดก็ให้บุคคลที่เป็นข้าราชการ หรือเคยเป็นข้าราชการชั้นสัญญาบัตรเป็นผู้เลือก เพราะบุคคลที่ได้เป็นข้าราชการสัญญาบัตร โดยมากเป็นผู้ที่มีความรู้และเคยชินกับการงาน จะเรียกเป็น ?Intelligentsia? ของประเทศสยามก็จะไม่สู้ผิดนัก ข้าพเจ้าเห็นว่าหนทางนี้เป็นทางตัดข้อคฤหา และความไม่พอใจได้ แต่วิธีการจะเป็นอย่างอื่นใดก็ตาม แล้วแต่ใครจะมีปัญญาหาทางถ้ามีทางดีกว่านี้ ข้าพเจ้าก็จะยินดีรับ ขอแต่ให้พ้นไปจากคำติเตียนว่าเป็นการ ?ตั้งพวก? เพื่อยึดอำนาจไว้ให้จงได้เป็นการผิดหลักผิดทางของลัทธิ ?Democracy? โดยแท้"
รัฐบาลของพระยาพหลกับรัชกาลที่ 7 ได้มีหนังสือโต้ตอบกันหลายฉบับ แต่ในที่สุดรัชกาลที่ ก็ทรงสละราชสมบัติ เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ดังพระราชหัตเลขาของรัชกาลที่ 7 ดังต่อไปนี้
ปปร. บ้านโนลแครนลี ประเทศอังกฤษ
เมื่อพระยาพหลพยุหเสนากับพวก ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองโดยใช้กำลังทหารในวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2475 แล้วได้มีหนังสือมาอัญเชิญข้าพเจ้าให้ดำรงตำแหน่งพระมหากษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ ข้าพเจ้าได้รับคำอัญเชิญนั้นเพราะเข้าใจว่า พระยาพหลฯ และพวกจะสถาปนารัฐธรรมนูญ ตามแบบอย่างประเทศทั้งหลายซึ่งใช้ในการปกครองตามหลักนั้น เพื่อให้ประชาราษฎรได้มีสิทธิที่จะออกเสียงในวิธีดำเนินการปกครองประเทศและนโยบายต่าง ๆ อันจะเป็นผลได้เสียแก่ประชาชนทั่วไป ข้าพเจ้ามีความเลื่อมใสในวิธีการเช่นนั้นอยู่แล้ว และกำลังดำริจะจัดการเปลี่ยนแปลง การปกครองของประเทศสยามให้เป็นไปในรูปนั้น โดยมิให้มีการกระทบกระเทือนอันร้ายแรง เมื่อมามีเหตุรุนแรงขึ้นเสียก่อน และเมื่อผู้ก่อการรุนแรงนั้นอ้างว่ามีความประสงค์จะสถาปนารัฐธรรมนูญขึ้นเท่านั้น ก็เป็นอันไม่ผิดกับหลักการที่ข้าพเจ้ามีความประสงค์อยู่เหมือนกัน ข้าพเจ้าจึงเห็นควรโน้มตามความประสงค์ของผู้ก่อการยึดอำนาจนั้นได้เพื่อหวังความสงบราบคาบในประเทศ ข้าพเจ้าได้พยสยสมช่วยเหลือในการที่จะรักษาความสงบราบคาบเพื่อให้การเปลี่ยนแปลงอันสำคัญนั้นเป็นไปโดยราบรื่นั้สุดที่จะเป็นไปได้ แต่ความพยายามของข้าพเจ้าไร้ผล โดยเหตุที่ผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองหาได้กระทำให้บังเกิดความเสรีภาพในการเมืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นไม่ และมิได้ฟังความคิดเห็นของราษฎรโดยแท้จริง และจากรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ จะพึงเห็นได้ว่า อำนาจที่จะดำเนินนโยบายต่าง ๆ นั้น จะตกอยู่แก่คณะผู้ก่อการแลัผู้ที่สนับสนุนเป็นพวกพ้องเท่านั้นมิได้ตกอยู่แก่ผู้แทนซึ่งราษฎรเป็นผู้เลือก เช่นในฉบับชั่วคราวแสดงให้เห็นว่า ถ้าผู้ใดไม่ได้รับความเห็นชอบของผู้ก่อการ จะไม่ให้เป็นผู้แทนราษฎรเลย ฉบับถาวรได้มีการเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้น ตามคำร้องขอของข้าพเจ้า แต่ก็ยังให้มีสมาชิกซึ่งตนเองข้ากำกับอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรถึงครึ่งหนึ่ง การที่ข้าพเจ้ายินยอมที่จะมีสมาชิก 2 ประเภท ก็โดยหวังว่าสมาชิกประเภทที่2 ซึ่งข้าพเจ้าตั้งนี้ จะเลือกจากบุคคลที่รอบรู้การงาน และชำนาญในวิธีดำเนินการปกครองประเทศโดยทั่ว ๆ ไปไม่จำกัดว่าเป็นพวกใดคณะใด เพื่อจะได้ช่วยเหลือนำทางให้แก่สมาชิกซึ่งราษฎรเลือกตั้งขึ้นมา แต่ครั้นเมื่อถึงเวลาที่จะตั้งสมาชิกประเภทที่ 2 ขึ้น ข้าพเจ้าหาได้มีโอกาสแนะนำในการเลือกเลย และคณะรัฐบาลก็เลือกเอาแต่เฉพาะผู้ที่เป็นพวกของตนเองเกือบทั้งนั้น มิได้คำนึงถึงความชำนาญ นอกจากนี้คณะผู้ก่อการบางส่วนได้มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงโครงการเศรษฐกิจของประเทศอย่างใหญ่หลวง จึงเกิดแตกร้าวกันขึ้นเองในคณะผู้ก่อการและพวกพ้อง จนต้องมีการปิดสภาและงดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา โดยคำแนะนำของคณะรัฐบาลซึ่งถือตำแหน่งอยู่ในเวลานั้นทั้งนี้เป็นเหตุให้มีการปั่นป่วนในการเมือง ต่อมาพระยาพหลฯ กับพวกก็กลับเข้าทำการยึดอำนาจโดยกำลังทหารเป็นครั้งที่ 2 และแต่นั้นมาความหวังที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ เป็นไปโดยราบรื่นก็ลดน้อยลง
เนื่องจากเหตุที่คณะผู้ก่อการมิได้กระทำให้มีเสรีภาพในการเมืองอันแท้จริงและประชาชนไม่ได้มีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะดำเนินนโยบายอันสำคัญต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้มีการกบฏขึ้น ถึงกับต้องต่อสู้ฆ่าฟันกันเองระหว่างคนไทย
เมื่อข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญเสียให้เข้ารู้ประชาธิปำตยอันแท้จริงเพื่อเป็นที่พอใจแก่ประชาชน คณะรัฐบาลและพวกซึ่งกุมอำนาจอยู่บริบูรณ์ในเวลานี้ ไม่ยินยอม ข้าพเจ้าได้ร้องขอให้ราษฎรมีโอกาสออกเสียงก่อนที่จะเปลี่ยนหลักการและนโยบายอันสำคัญ มีผลได้เสียแก่พลเมือง รัฐบาลก็ไม่ยินยอมและแม้แต่การประชุมในสภาผู้แทนราษฎรในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องคำร้องขอต่าง ๆ ของข้าพเจ้า สมาชิกก็มิได้มีโอกาสพิจารณาเรื่องโดยถ่องแท้และละเอียดอ่อน เสียก่อน เพราะถูกเร่งรัดให้ลงมติอย่างรีบด่วนในวาระประชุมเดียว นอกจากนี้รัฐบาลได้ออกกฎหมายใช้วิธีปราบปรามบุคคล ซึ่งถูกหาว่าทำความผิดทางการเมืองในทางที่ผิดยุติธรรมของโลก คือ ไม่ให้โอกาสต่อสู้คดีในศาล มีการชำระโดยคณะกรรมการอย่างลับไม่เปิดเผย ซึ่งเป็นวิธีการไม่เคยใช้ในเมื่ออำนาจสิทธิขาดยังอยู่ในมือของข้าพเจ้าเอง และข้าพเจ้าได้ร้องขอให้เลิกใช้วิธีนี้รัฐบาลก็ไม่ยอม
ข้าพเจ้าเห็นได้ว่าคณะรัฐบาลและพวกพ้อง ใช้วิธีการในการปกครองซึ่งไม่ถูกต้องตามหลักการของเสรีภาพในตัวบุคคลและหลักความยุติธรรมตามความเข้าใจและยึดถือของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าไม่สามารถที่จะยินยอมให้ผู้ใดคณะใดใช้วิธีการอย่างนั้นในนามของข้าพเจ้าต่อไปได้
ข้าพเจ้ามีความเต็มใจที่จะสละอำนาจของข้าพเจ้าที่มีอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรโดยทั่วไป แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใด คณะใดโดยเฉพาะเพื่อใช่อำนาจนั้นโดยสิทธิขาดและโดยไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร
บัดนี้ ข้าพเจ้าเห็นว่า ความประสงค์ของข้าพเจ้าที่จะให้สิทธิออกเสียงในนโยบายของประเทศโดยแท้จริงไม่เป็นผลสำเร็จ และข้าพเจ้ารู้สึกบัดนี้เป็นอันหมดหนทางที่ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือ หรือให้ความคุ้มครองประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว ข้าพเจ้าขอสละราชสมบัติและออกจากตำแหน่งพระมหากษัตริย์แต่บัดนี้เป็นต้นไป ข้าพเจ้าขอสละสิทธิของข้าพเจ้าทั้งปวง ซึ่งเป็นของข้าพเจ้าอยู่ในฐานะพระมหากษัตริย์ แต่ข้าพเจ้าขอสงวนไว้ซึ่งสิทธิทั้งปวงอันเป็นของข้าพเจ้าแต่เดิมมาก่อนที่ข้าพเจ้าได้รับราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์
ข้าพเจ้าไม่มีประสงค์ที่จะบ่งนามผู้ใดผู้หนึ่ง ให้เป็นผู้รับราชสมบัติสืบสันตติวงศ์ต่อไป ตามที่ข้าพเจ้ามีสิทธิจะทำได้ตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์
อนึ่ง ข้าพเจ้าไม่มีความประสงค์ที่จะให้ผู้ใดก่อการไม่สงบขึ้นในประเทศ เพื่อประโยชน์ของข้าพเจ้า ถ้าหากมีใครอ้างใช้นามของข้าพเจ้า พึงเข้าใจว่ามิได้เป็นไปโดยความยินยอมเห็นชอบ หรือความสนับสนุนของข้าพเจ้า
ข้าพเจ้ามีความเสียใจเป็นอย่างยิ่ง ที่ไม่สามารถจะยังประโยชน์ให้แก่ประชาชนและประเทศชาติของข้าพเจ้าต่อไปได้ตามความตั้งใจและความหวัง ซึ่งรับสืบต่อกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ ยังได้แต่ตั้งสัตยอธิษฐานขอให้ประเทศสยามจงประสบความเจริญและขอให้ประชาชนชาวสยามจงได้มีความสุขสบาย
(พระปรมาภิไธย) ประชาชน ปก. ปร. วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เวลา 13 นาฬิกา 45 นาที
เมื่อรัชกาลที่ 7 สละราชสมบัติแล้ว รัฐธรรมนูญฉบับวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2475 มาตรา 9 ได้ระบุว่า การสืบราชสมบัติให้เป็นไปโดยนัยแห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 และประกอบด้วยความเห็นชอบของสภาผู้แทนราษฎร
สภาผู้แทนราษฎรได้ประชุมและได้ลงมติเห็นชอบให้สถาปนาพระองค์เจ้าอานันทมหิดลเป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 8 ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 ซึ่งเท่ากับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้แทนราษฎรมีโอกาสให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับการสถาปนาองค์พระมหากษัตริย์แต่ต้องเป็นไปตามกฏมณเฑียรบาล
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2468 เมื่อขึ้นครองราชย์พระชนมายุ 10 พรรษา จึงต้องมีคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ซึ่งรัฐบาลก็ตั้งบุคคล 3 คนขึ้นเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ประกอบด้วยกรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) โดยกรมหมื่นอนุวัตน์จาตุรนต์ทรงเป็นประธาน
ถึงตอนนั้นก็จะเห็นว่าคณะราษฎร์มีอำนาจอย่างมาก นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีหลายคนเป็นสมาชิกคณะราษฎร ส.ส. ประเภท 2 จำนวน 78 คนนั้นเป็นสมาชิกคณะราษฎรเสีย 47 คน พวกที่รับราชการทหารก็จะได้เลื่อนตำแหน่งราชการสูงขึ้นเร็ว จนถึงกับมีการกล่าวขวัญกันว่าในการเข้ารับราชการไม่มีอะไรดีกว่า ?ปริญญา ก.ก.? ถือถ้าเป็นผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครองก็ได้เลื่อนตำแหน่งขึ้นหน้าข้าราชการคนอื่น ๆ
กบฏนายสิบ
ประมาณเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2478 ได้มีคณะบุคคลคณะหนึ่งเป็นนายสิบทหารบกในกองพันต่าง ๆ คิดทำการยึดอำนาจ เหตุผลสำคัญของความคิดนี้ก็คือ (1) ไม่พอใจในการบริหารงานของรัฐบาลของพระยาพหลฯ (2) ผู้บังคับบัญชาของเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐบาล (3) ไม่พอใจที่รัฐบาลไม่เทิดทูนพระมหากษัตริย์เท่าที่ควร
คณะนายสิบได้กำหนดจะลงมือทำการตอนใกล้รุ่งของวันที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2478 โดยมีแผนจะสังหารคนชั้นนำของงรัฐบาลหลายคนรวมทั้งหลวงพิบูลสงครามแต่ความลับรั่วไหลและบรรดาผู้คบคิดได้ถูกจับกุมหมด เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2478 ได้ตัดสินลงโทษจำคุกนายสิบทั้งหมด 12 คน และลงโทษประหารชีวิต 1 คน ในจำนวนผู้จำคุกนั้น 8 คน ถูกจำคุกตลอดชีวิต 3 คน ถูกพิพากษาจำคุก 20 ปี ปละ 1 คนถูกพิพากษาจำคุก 16 ปี
หนังสือประวัติศาสตร์การเมืองไทยไม่ค่อยกล่าวถึงการเกิดกบฏนายสิบนี้จึงไม่ค่อยรู้รายละเอียดอาจจะมีข้อน่าสงสัยว่า นายสิบทหารจะคิดยึดอำนาจได้หรือ สำหรับผู้เขียนคิดว่าเป้นไปได้ อี้ดี้ อามิน อดีตประธานาธิบดีของอุการดา แซมมวลโด อดีตปรัธานาธิบดีไลบิเรีย และบาติสต้า อดีตประธานาธิบดีของคิวบา ก็เป็นทหารยศนายสิบตอนยึดอำนาจ (ทั้ง 3 คนถูกใช้กำลังขับไล่ออกจากตำแหน่ง ภายหลัง)
การจับกุมผู้ต้องสงสัยจะยึดอำนาจในเดือนมกราคม พ.ศ. 2481
พระยาพหลฯ เป็นนายกรัฐมนตรีติดต่อกันมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2476 จนถึงวันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2480 ก็จัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นครั้งที่ 2 โดยมีส.ส. จำนาน 91 คน หลังการเลือกตั้งพระยาพหลฯ ก็ได้รับมอบหมายจากสภาฯให้เป็นนายกรัฐมนตรีต่อมาอีก
วันที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2481 รัฐบาลของพระยาพหลฯ แพ้มติในสภาในบัญญัติข้อแก้ไขข้อบังคับของสภาผู้แทนราษฎร พระยาพหลฯ จึงได้ขอลาอออกต่อคณะผู้สำเร็จราชการเทนพระองค์ แต่คณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ไม่ยอมรับใบลาออกเนื่องจากมีปัญหามากทั้งภายในและภายนอกประเทศ พระยาพหลฯได้ทำการยุบสภาผู้แทนราษฎร และจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 ในวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2481สภาฯ ก็ได้ทำการซาวเสียงเพื่อเลือกตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และได้ลงมติเลือกหลวงพิบูลสงคราม ซึ่งตอนนั้นเป็นพันเอกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้เพราะพระยาพหลฯ ปฏิเสธไม่ยอมรับตำแหน่งอีกต่อไปอ้างว่าสุขภาพไม่ดี
หลวงพิบูลสงครามเป็นผู้ทรงอำนาจทางทหารที่ค้ำอำนาจนายกรัฐมนตรีของพระยาพหลฯ อยู่ หลวงพิบูลฯ เป็นผู้บัญชาการกองกำลังที่ทำหน้าที่ปราบปรามความพยายามจะยึดอำนาจของพระองค์เจ้าบวรเดช ระหว่างที่พระยาพหลฯยังเป็นนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น หลวงพิบูลสงคราถูกลอบสังหาร 3 ครั้ง ครั้งแรกถูกคนร้ายชื่อ นายพุ่ม ทับสายทอง ใช้ปืนยิงที่สนามหลวง เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2477 ครั้งที่ 2 ถูกยิงโดยนายลี บุญตา คนใช้ในบ้านเมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2481 และครั้งที่ 3 ถูกวางยาพิษ การถูกวางยาพิษนี้มีคำกล่าวหาเป็การสร้างเรื่องขึ้นมาเองแต่พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ เป็นผุ้หนึ่งที่ไปเยี่ยมหลวงพิบูล ฯ หลังถูกวางยาพิษและทรงเขียนไว้ว่า
?ในไม่ช้าก็มีข่าวมาว่ามีผู้พยายามจะปลงชีพหลวงพิบูลฯ อีก คราวนี้โดยการวางยาพิษ และปรากฏว่าภรรยาก็ถูกยาพิษด้วย ผู้เขียนไปเยี่ยม และได้พบในห้องนอนที่โรงพยาบาลทหารบก ดูท่านทั้งสองไม่สบายอย่างมากนอนครางอยู่เรื่อย จึงไม่เป็นของแปลกที่เมื่อหายสบายดีแล้ว ท่านทั้งสองจะไม่รับประทานอาหารหรือเครื่องดื่มอย่างใดนอกบ้านเลยอยู่เป็นเวลาชั่วขณะหนึ่ง?
เมื่อหลวงพิบูลฯ ได้ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2481 มีการกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยว่าคิดจะทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลฯด้วย ผู้ต้องสงสัย 51 คนถูกจับเมื่อตอนเช้ามืดของวันที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2481 รัฐบาลของหลวงพิบูลสงครามได้จัดตั้งศาลพิเศษขึ้นพิจารณาคดีอยู่หลายเดือน และในที่สุดศาลพิเศษนี้ก็ได้ตัดสินศาลพิเศษนี้ก็ได้ตัดสินลงโทษประหารชีวิตบุคคล 21 คน 3ใน 21 คนนี้ศาลได้ลดโทษให้เหลือเพียงจำคุกตลอดชีวิต เนื่องจากเคยทำดีมาแต่ก่อน คือ
1.พลโท พระยาเทพหัสดิน ณ อยุธยา
2.กรมขุนชัยนามนเรนทร
3.พันเอกหลวงชำนาญยุทธศิลป
ที่เหลืออีก 18 คนนั้นถูกประหารชีวิตตามคำพิพากษา ซึ่งใน 18 คนนี้มีบุตรของพลโทพระยาเทพหัสดินฯ 2 คน และอดีตรัฐมนตรี 1 คนคือ พันเอกพระสิทธิเรืองเดชพล ทั้ง 3 คนได้รับการลดโทษเพราะพลโท พระยาเทพหัสดินเป็นนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กรมขุนชัยนาทนเรนทรเป็นโอรสของพระบามสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 และพันเอกหลวงชำนาญยุทธศิลปเป็น 1 ในคณะผุ้ก่อการฯ ปี พ.ศ. 2475 กรมขุนชัยนาท ฯ นั้นถูกถอดจากฐานันดรศักดิ์ด้วย ศาลพิเศษที่พิจารณาคดีนี้มีพันเอกหลวงพรหมโยธี หนึ่งในคณะผู้ก่อการฯ ปี พ..ศ. 2475 เป็นประธานกรรมการ รัฐบาลสงสัยว่า พันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำในขบวนการจะยึดอำนาจคราวนี้มีประเด็นสำคัญสรุปไว้ดังนี้
1.ผู้ต้องสงสัยไม่ได้ทำการใช้กำลังยึดอำนาจ เป็นแต่มีการพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลฯ 2.จนบัดนี้ก็ยังเป็นที่สงสัยว่าบุคคลที่ถูกลงโทษทั้งหมดผิดจริงหรือไม่ เพราะผู้พิจารณาพิพากษาคดีเป็นศาลพิเศษ
3.พระยาทรงสุรเดช ซึ่งกล่าวหาว่าเป็นหัวหน้าคณะผู้คบคิดยึดอำนาจครั้งนี้ นับเป็นคนชั้นนำของคณะก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 ที่ต้องไปถึงแก่กรรมที่ต่างประเทศ
4.กรมขุนชัยนาท ฯ ถูกจำคุกอยู่จนถึงวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2486 ก็ได้รับการอภัยโทษจากรัฐบาลหลวงพิบูลฯ และได้รับฐานันดรศักดิ์คืนเมื่อวันที่ 1 สิงหาคมพ.ศ. 2487 ต่อมาเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ร่วมกับพระยามานวราชเสวี
5.การสังหารผู้ต้องหาว่าเป้นกบฏถึง 18 คนในคราวเดียวกัน เป็นเรื่องที่รุนแรง แต่หลังจากนั้นมาก็ไม่มีใครพยายามยึดอำนาจจากหลวงพิบูลฯ อีก จนกระทั่งหลวงพิบูลฯ หมดอำนาจครั้งแรกตอนปลายสงครามโลกครั้งที่ 2
ที่มา : การเมืองไทยการวิเคราะห์เชิงจิตวิทยา / ดร.ณรงค์ สินสวัสดิ์
|