หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อโยธยาศรีรามเทพนคร  (อ่าน 2396 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: มิถุนายน 09, 2009, 01:10:30 AM »

อยุธยาสยามประเทศ 1

                กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณที่เป็นชุมทางแม่น้ำหลายสาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำน้อย แม่น้ำลพบุรี และแม่น้ำป่าสัก ซึ่งล้วนแต่เป็นเส้นทางคมนาคมติดต่อกับบ้านเมืองภายในทั้งทางตะวันตกเฉียงเหนือ ทางเหนือ และทางตะวันออกเฉียงเหนือทั้งสิ้น

               ลำน้ำเหล่านี้ได้มารวมกันกับลำน้ำเจ้าพระยาตรงบริเวณที่ตั้งพระนคร กลายเป็นลำแม่น้ำใหญ่ไหลลงใต้มาออกอ่าวไทย จึงเป็นเส้นทางน้ำใหญ่ที่เรือสินค้าต่างประเทศแล่นเข้ามาถึงกรุงศรีอยุธยาได้ เหตุนี้กรุงศรีอยุธยาจึงตั้งอยุ่ในทำเลที่เป็นเมืองท่าภายในที่สำคัญ ที่ติดต่อค้าขายและคมนาคมได้ทั้งภายในและภายนอกประเทศ จึงมีสภาพเป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ การเมือง และวัฒนธรรมได้ดีกว่าบรรดาเมืองอื่นๆ ในขณะนั้น

               ก่อนการสร้างพระนคร บริเวณนี้เคยมีเมืองเก่ามาแล้ว ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของตัวเมืองปัจจุบัน มีชื่อว่า อโยธยา หรืออยุธยาเช่นเดียวกัน ซากเมืองที่ยังเหลือร่องรอยให้เห็นบ้างจากแนวคูน้ำคันดิน และบรรดาศาสนสถานที่ได้รับการเสริมแต่งต่อเติมเรื่อยมา อาทิ วัดอโยธยา (วัดเดิม) วันมเหยงค์ วัดเจ้าพญาไท หรือวัดใหญ่ชัยมงคล และวันพนัญเชิง โดยเฉพาะวัดพนัญเชิงนั้น เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปขนาดใหญ่แบบอู่ทอง ที่พงศาวดารระบุว่าสร้างขึ้นก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยา 26 ปี โบราณสถานและศาสนสถานดังกล่าวนี้คือประจักษ์พยานที่เด่นชัดว่าบริเวณนี้มีความรุ่งเรืองจึงขึ้นเป็นนครใหญ่มาช้านานแล้ว
 
               นครอโยธยานี้มีการกล่าวถึงในศิลาจารึกสุโขทัยว่า "อโยธยาศรีรามเทพนคร" หรือ นครพระราม ที่คู่กันมากับเมือง ศรีสุพรรณภูมิ บนฝั่งแม่น้ำท่าจีนทางตะวันออก

                คำเรียกชื่อพระนครว่า อโยธยา อยุธยา หรือศรีรามเทพนครดังกล่าวนี้ นอกจากแสดงให้เห็นว่าเป็นการนำเอาชื่อและความหมายที่สัมพันธ์กับพระราม ในคัมภีร์รามายณะของอินเดียโบราณมาใช้ให้เป็นเอกลักษณ์ ของเมืองสำคัญและรัฐที่แต่กต่างไปจากเมืองและรัฐอื่น ๆ แล้ว ยังทำให้ทราบได้ว่า นครอโยธยาหรืออยุธยานี้ เป็นเมืองสำคัญในรัฐละโว้หรือลวรัฐ ที่ดำรงอยู่มาแต่สมัยทวารวดีในพุทธศตวรรษที่ 12

                แต่ก่อนเมืองละโว้หรือลวปุระคือเมืองหลวงของรัฐ เป็นศูนย์กลางศิลปวัฒนธรรมที่รุ่งเรืองมาหลายสมัย จนถึงตอนกลางพุทธศตวรรษที่ 18 จึงค่อยคลายความสำคัญลง ความเจริญเปลี่ยนมาอยู่ที่เมืองอโยธยาแทน เพราะอยู่ในตำแหน่งที่เป็นศูนย์กลางทางคมนาคม และเศรษฐกิจได้ดีกว่าการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นเมื่อบรรดารัฐและบ้านเมืองในภูมิภาคนี้เปลี่ยนมานับถือศาสนาพุทธ เถรวาท ลัทธิลังกาวงศ์ เป็นระบบความเชื่อที่สำคัญ เมื่องอโยธยาจึงเหมาะแก่การที่จะสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ ที่สัมพันธ์กับพุทธศาสนานี้ได้ดี ดังนั้น จึงเห็นได้ว่าบรรดาศาสนาสถานและศาสนวัตถุที่เกิดขึ้นในเมืองนี้ล้วนแต่เป็นของที่เกิดในสมัยหลังกว่าบรรดาศาสนสถานในลัทธิพุทธศาสนามหายาน ที่พบที่เมืองละโว้ หรือลพบุรี ได้มีการนำเอารูปแบบศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมแบบ ลพบุรี อาทิปราสาทแบบขอม

                 มาดัดแปลงให้เป็นพระปรางค์และพระเจดีย์ขึ้นหลายรูปแบบ เกิดคติการสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ขึ้นเป็นศาสนสถานอย่างที่มีในประเทศลังกาแพร่หลาย เช่นเดียวกันกับบรรดารัฐอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียง เช่น เมืองอโยธยามีพระพุทธรูปพระแงพนัญเชิง และพระประธานวัดธรรมมิกราช (เหลือแต่พระเศียร ปัจจุบันอยู่ในพิพิธภัณฑสถารแห่งชาติเจ้าสามพระยา อยุธยา) ที่เมืองสุพรรณภูมิมีพระพุทธรูปประธานที่วัดป่าเลไลยก์ ที่เมืองสุโขทัยมีพระพุทธรูปยืนกลางอรัญญิกและพระพุทธรูปประธานวันศรีชุม เป็นต้น

                 การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งเมืองสำคัญจากกรุงละโว้มายังเมืองอโยธยา และการสร้างศาสนสถานที่เนื่องในพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ตามที่กล่าวมานั้น คงสัมพันธ์กันกับการเปลี่ยนแปลงวงศ์กษัตริย์ไปด้วย ความสัมพันธ์ในทางเครือญาติกับกรุงกัมพูชาลดน้อยลง กษัตริย์ที่ครองอโยธยาหันมามีความสัมพันธ์กับทางสุพรรณภูมิ และนครศรีธรรมราชแทน ความเชื่อทางพุทธศาสนาที่เข้ามาใหม่ทำให้เกิดการยอมรับกฎของกรรมขึ้น ผู้ที่จะเป็นษัตริย์คือผู้มีบุญที่สะสมในแต่ปางก่อน ไม่จำเป็นที่จะต้องสืบมาจากสันตติวงศ์ เพราะฉะนั้น จึงเปิดโอกาสให้เกิดมีการเปลี่ยนกษัตริย์จากราชวงศ์หนึ่งมายังราชวงศ์หนึ่งได้
สิ่งสำคัญก็คือ เปิดช่องให้บุคคลจากภายนอกเข้ามาผสมผสานเป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมืองได้ ดังจะเห็นได้ว่า ในยุคนี้ซึ่งเป็นระยะที่มีการค้าติดต่อกับจีนเป็นพิเศษ ทำให้ชาวจีนเข้ามาตั้งหลักแหล่งและแต่งงานกับชาวพื้นเมืองทุกชั้นทุกระดับ ตำนานพงศาวดาร หลายฉบับทีเดียวที่กล่าวถึงการแต่งงานของกษัตริย์หรือราชบุตรธิดาของเจ้าบ้านผ่านเมืองกับคนจีน ดังเช่นในประวัติวัดพนัญเชิงที่กล่าวถึงเรื่องพระเจ้าสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก และเรื่องราวของพระเจ้าอู่ทอง ที่ว่าเป็นบุตรของขุนนางที่เป็นชาวจีน เป็นต้น

                 เพราะฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า เมืองอโยธยาที่มีมาก่อนหน้าการสร้างพระนครศรีอยุธยานั้นคือเมืองหลวงของรัฐละโว้ ที่มีกษัตริย์วงศ์ใหม่ ๆ ที่นับถือพุทธศาสนาลัทธิลังกาวงศ์ครองอยู่ ได้อ้างความสืบเนื่องมาแต่สมัยที่เมืองหลวงของรัฐยังอยู่ทีละโว้ การต่อเนื่องของรัฐนี้ที่มีมาแต่เดิมอีกอยางหนึ่งก็คือ การเรียกพระนามของพระมหากษัตริย์และเจ้านายพระองค์สำคัญ ๆ ได้แก่ สมเด็จพระรามาธิบดี และพระราเมศวร ซึ่งล้วนแต่สะท้อนให้เห็นถึงความสอดคล้องกับชื่อพระนคร และเมืองที่ลอกเลียนมาจากคัมภีร์รามายณะของอินเดีย

                การย้ายจากเมืองอโยธยาเดิมทางด้านตะวันออกมาสร้างพระนครศรีอยุธยาขึ้นใหม่นั้น มีสาเหตุมาจากการเกิดอหิวาตกโรคระบาด เจ้านาย ขุนนาง และผู้คนคงเสียชีวิตกันมาก เพราะในพระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาเองก็ระบุว่า เมื่อสร้างพระนครใหม่แล้ว สมเด็จพระรามาธิบดีโปรดให้ขุดศพเจ้าแก้วเจ้าไทยซึ่งเป็นอหิวตกโรคสิ้นพระชนม์ขึ้นพระราชทานเพลิง ณ วัดป่าแก้ว การเกิดโรคระบาดทำให้สมเด็จพระรามาธิบดีต้องย้ายพระราชฐานมาสร้างพระราชวังที่ประทับชั่วคราว ณ เวียงเล็ก คือบริเวณที่ต่อมาได้สร้างเป็นวัดพุทธไธสวรรย์ขึ้น ทรงเลือกบริเวณหนองโสนซึ่งเป็นที่ดอนอันเกิดจากการทับถมของลำน้ำเจ้าพระยาและแม่น้ำลพบุรีเป็นที่สร้างพระนครใหม่
 
                อันที่จริงแล้ว บริเวณนี้เป็นส่วนหนึ่งของการขยายตัวของเมืองอโยธยามาแต่เดิมแล้ว เพราะการย้ายไปทางตะวันออกนั้นติดลำน้ำและที่ราบลุ่มต่ำ ส่วนทางด้านตะวันตกนั้นนอกจากเป็นที่ดอนแล้ว ยังมีลำน้ำลพบุรีและแม่น้ำเจ้าพระยาไหลโอบทางด้านเหนือ ด้านตะวันตก และด้านใต้ ทำให้เป็นคูเมืองธรรมชาติและเส้นทางคมนาคมในเวลาเดียวกัน

               หลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าได้มีการขยายเขตชุมชนมาทางด้านตะวันตกนี้ก็คือ มีร่องรอยวัดเก่าก่อนหน้าการสร้างพระนครศรีอยุธยาหลายวัด เช่น วัดธรรมิกราช วัดขุนเมืองใจ วัดมหาธาตุ เป็นต้น นอกจากนี้ ในบริเวณที่จะสร้างพระราชวังก็ขุดหอยสังข์ทักษิณาวัตรซึ่งเป็นของที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาของชุมชนในบริเวณนี้มาก่อนอีกด้วย

               การสร้างพระนครศรีอยุธยาในระยะแรกนั้น ให้ความสำคัญในการใช้ที่ดินบริเวณรอบ ๆ หนองโสน หรือปัจจุบันเรียกว่าบึงพระรามกว่าบริเวณอื่น มีการสร้างพระราชวังขึ้นบริเวณตอนเหนือของหนองน้ำ และบูรณะวัดเก่าซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของหนองโสนขึ้นเป็นวัดมหาธาตุอันเป็นวัดสำคัญของเมือง อาศัยลำน้ำลพบุรีและลำน้ำเจ้าพระยาเป็นคูพระนครทางด้านเหนือ ด้านตะวันตกและด้านใต้ส่วนด้านตะวันออกนั้นคงมีการขุดคูขึ้นโดยให้คูเมืองด้านตะวันออกของเมืองอโยธยาเก่าที่เรียกว่า คูขื่อหน้า เป็นคูเมืองด้านนอก เมื่อสร้างพระนครแล้วก็ได้มีการสร้างและบูรณะวัดสำคัญ ๆ ขึ้นหลายวัด ได้แก่ วัดพระราม เป็นวัดใกล้พระราชวัง วัดพุทธไธสวรรย์ วัดธรรมิกราช วัดสามปลื้ม วัดขุนเมืองใจ เป็นต้น
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #1 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2009, 01:11:22 AM »

อยุธยาสยามประเทศ 2  

             ในระยะเริ่มต้นของพระนครตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) มาจนถึงรัชกาลสมเด็จพระรามราชาธิราชนั้นคงยังไม่มีการก่อสร้างมากมาย อีกทั้งบริเวณตัวเมืองเองก็ยังไม่มีการขยายให้กว้างขวางออกไปไกลจากบริเวณรอบ ๆ หนองโสน

              จนกระทั้งรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราธิราช เป็นระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยาเริ่มเป็นศูนย์กลางของราชอาณาจักรอย่างแท้จริง มีอาณาเขตกว้างขวางอันเนื่องจากการรวมสุพรรณภูมิและสุโขทัยเข้ามาไว้ในอำนาจ การติดต่อค้าขายกันภายนอกเฉพาะกับจีนโดยการนำของพระมหากษัตริย์แห่งราชวงศ์สุพรรณภูมินั้น ทำให้กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางของการค้าขายทั้งภายในและภายนอกประเทศ มีการรับและการเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ ๆ มาจากภายนอก มีการผลิตสินค้า สังคโลกและเครื่องปั้นดินเผาส่งไปค้าขายกับต่างประเทศตามหมู่เกาะที่ใกล้เคียง เช่น อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย นับเป็นสิ่งใหม่ ๆ ที่นอกเหนือไปจากการส่งสินค้าป่าประเภทต่าง ๆ เป็นสินค้าออก ในระยะนี้เมืองบางเมืองในราชอาณาจักรได้กลายเป็นเมืองอุตสาหกรรม เช่นในเมืองในเขตอำเภอชันสูตร จังหวัดสิงห์บุรี เมืองสุโขทัย ศรีสัชชนาลัย และพิษณุโลก เป็นต้น

                  การผลิตเครื่องปั้นดินเผาไปขายต่างประเทศตามที่กล่าวมาแล้ว น่าจะริเริ่มในสมัยสมเด็จพระนครินทราชาธิราชก็เป็นได้ เพราะในสมัยที่ยังดำรงพระยศเป็นเจ้านครอินทร์หรือสมเด็จพระอินทราชา ณ เมืองสุพรรณภูมินั้นได้เคยเสด็จไปเมืองจีน เมื่อเสวยราชย์แล้วก็ยังทรงติดต่อกับประเทศจีน ทรงขอช่างปั้นจีนมาสอนและทำเครื่องถ้วยชามในเมืองไทย โดยเหตุที่พระองค์ทรงเป็นใหญ่เหนือรัฐสุโขทัยด้วยในขณะนั้น คงทรงเลือกเมืองสุโขทัยและศรีสัชชนาลัยเป็นแหล่งอุตสาหกรรม เพราะเป็นแหล่งที่มีดินดีเหมาะแก่การทำเครื่องสังคโลก เหตุนี้ตำนานพงศาวดารจีนเรียกพระองค์ว่าเป็นพระร่วงที่เคยเสด็จไปเมืองจีน และนำช่างจีนเข้ามาสอนการทำสังคโลกในเมืองไทย

                    กรุงศรีอยุธยาในรัชสมัยสมเด็จพระนครินทราชาธิราชมีความมั่งคั่งอันเนื่องมาจากการค้าขายกับต่างประเทศ ผลของความั่นคงทำให้เกิดการซื้อขายสินค้าสุรุ่ยสุร่ายจากต่างประเทศเข้ามา ที่สำคัญได้แก่ ผ้าแพร ผ้าต่วน เครื่องประดับ เครื่องใช้สอย และอื่นๆ สี่งที่เห็นได้ชัดเจนคือเครื่องปั้นดินเผาเคลือบชนิดต่างๆ ที่สวยงามจากจีนในสมัยราชวงศ์เหม็ง มีใช้แพร่หลายทั้งในราชสำนักและตามบ้านเมืองในชนบทที่อยู่ในขอบขัณฑสีมาของกรุงศรีอยุธยา

                นอกจากนี้แล้ว งานช่างศิลปกรรมก็มีความรุ่งเรือง มีการสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามที่สำคัญตามเมืองอื่นๆ ที่อยู่ภายในราชอาณาจักร เช่น ที่เมืองสุพรรภูมิหรือสุพรรณบุรีก็มีการสร้างพระปรางค์วัดมหาธาตุขึ้น เป็นต้น การสร้างพระปรางค์เป็นพระเจดีย์ประธานคงเกิดขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นนี้เอง และแพร่หลายทั่วไปทั้งในเขตพระนครและหัวเมืองสำคัญ เช่น ราชบุรี เพชรบุรี สุพรรณบุรี สิงห์บุรี สวรรคโลก ฯลฯ การใช้เครื่องปั้นดินเผาเคลือบมาเป็นเครื่องประดับสถาปัตยกรรมทางศาสนา เข่น กระเบื้องมุงหลังคา ช่อฟ้าบราลี ตลอดจนกระเบื้องปูพื้นโบสถ์วิหารที่พบตามวัดสำคัญต่าง ๆ ในเมืองสุโขทัย ศรีสัชชนาลัย และที่อื่น ๆ ก็เกิดขึ้นในระยะนี้ รวมทั้งงานจิตรกรรมฝาผนักที่เขียนขั้นตามผนังในโบสถ์วิหาร ในพระสถูปเจดีย์ ก็เริ่มแพร่หลาย ล้วนแต่เป็นสิ่งที่ได้รับอิธิพลทางการช่างและศิลปกรรมของจีนทั้งสิ้น

ความรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการรวมทั้งความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของบ้านเมืองที่เกิดมาแต่รัชการของสมเด็จพระนครินทราชาธิราชนั้น
 
                    มีหลักฐานปรากฏอย่างชัดเจนจากสิ่งต่าง ๆ ที่มีในวัดราชบูรณะซึ่งเป็นวันที่สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) โปรดให้สร้างขึ้นในการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนครินทราชาธิราชซึ่งเป็นพระราชบิดา แม้ว่าวัดนี้จะได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์และมีการก่อสร้างเพิ่มเติ่มในสมัยหลัง ๆ ต่อมาก็ตาม แต่พระปรางค์ขนาดใหญ่นั้นเป็นของเก่าที่ชี้ให้เห็นถึงความใหญ่โตและแข็งแรงของสถาปัตยกรรมในสมัยรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช

               ภายในพระปรางค์มีกรุที่บรรจุเครื่องราชกุธภัณฑ์ของสมเด็จพระนครินฯ มีพระแสงดาบอาชาสิทธิ์ พระมงกุฎ เครื่องสูง และเครื่องประดับอื่นๆ รวมทั้งหุ่นจำลองประปรางค์วัดราชบูรณะที่ทำด้วยทองคำด้วย รอบๆ กรุมหาสมบัติมีภาพเขียนสีสวยงาม มีภาพของคนจีน พระพุทธรูป ดอกไม้ และนก ซึ่งนับว่าเป็นภาพจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญในยุคต้นอยุธยาแห่งหนึ่ง การพบภาพคนจีนนั้นแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดว่ามีความสัมพันธ์กับจีนอย่างแน่นแฟ้น ยิ่งกว่านั้น ยังพบพระพิมพ์ที่ทำด้วยชิน (โลหะผสมระหว่างเงิน ดีบุก และตะกั่ว) เป็นจำนวนมากที่มีอักษรจีนประทับไว้ข้างหลัง สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นถึงความมั่งคั่งของกรุงศรีอยุธยาทั้งสิ้น

              อย่างไรก็ตาม สมเด็จพระนครินทราชาธิราช หาได้ทรงสร้างความเป็นปึกแผ่นให้แก่กรุงศรีอยุธยาในด้านการค้าขายกับต่างประเทศ และความเจริญรุ่งเรืองทางศิลปวิทยาการแต่เพียงอย่างเดียวไม่ หากยังทรงเริ่มต้นการสร้างความมั่นคงและความยิ่งใหญ่ในทางการเมือง ให้แก่พระนครด้วย ดังเห็นได้ว่า ทรงพยายามผนวกกรุงสุโขทัยและสุพรรณภูมิให้เข้ามาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกรุงศรีอยุธยา โดยโปรดให้พระราชโอรสองค์ใหญ่คือ เจ้าอ้ายพระยา ไปครองเมืองสุพรรณภูมิ เจ้ายี่พระยาครองเมืองแพรกศรีราชา และเจ้าสามพระยา ครองเมืองชัยนาท คือเมืองสองแควพิษณุโลกในสมัยต่อมา

                 โดยการเฉพาะการส่งเจ้าสามพระยาไปครองเมืองพิษณุโลกซึ่งเป็นเมืองสำคัญของ แคว้นสุโขทัยขณะนั้น พระองค์ ถือสิทธิ์จากความสัมพันธ์ทางเครือญาติ อันเกิดจากการแต่งงานระหว่างกษัตริย์สุพรรณภูมิ กับสุโขทัยเป็นสำคัญ และเจ้าสามพระยาก็คือราชโอรสที่เกิดจากพระมเหสีที่เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์ สุโขทัย การสร้างหรือบูรณะพระสถูปเจดีย์สำคัญๆ ตามเมืองต่างๆ นั้น ก็ล้วนแต่เป็นการแสดงความเป็นพระจักรพรรดิของพระองค์ ในเรื่องนี้สมเด็จพระนครินทราชาธิราชทรงรักษาอุดมคติของพระมหากษัตริย์แห่ง สุพรรณภูมิที่มีมาแต่เดิม ดังเห็นได้จากพระนามของพระมหากษัตริย์และเจ้านาย สำคัญ ๆ ที่เรียกว่า สมเด็จพระบรมราชา มหาจักรพรรดิราช และพระอินทราชาธิราช เป็นต้น

                    อุดมคติในเรื่องการเป็นพระจักรพรรดิราชนี้ แสดงออกให้เห็นทั้งในรัชกาลของพระองค์เองและรัชกาลต่อๆ มา อย่างเช่นจารึกลานทองอักษรขอมภาษาบาลีที่พบในกรุพระปรางค์วัดมหาธาตุสุพรรณบุรี กล่าวถึงพระมหากษัตริย์ทรงพระนามว่า จักรพรรดิผู้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่กว่าพระราชาทั้งหลายในอโยธยา ได้ทรงสร้างพระสถูปองค์นี้ขึ้นต่อมาทรุดโทรมลง พระราชโอรสของพระองค์ผู้เป็นพระราชาของพระราชาทั้งหลายจึงโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์พระสถูปนี้ให้คืนดี

                     อุดมคติในเรื่องพระจักรพรรดิราชนี้ มักสัมพันธ์กับพระอินทร์ผู้เป็นพระราชาของทวยเทพเบื้องบน พระนามของเจ้านายที่สำคัญจึงเรียกว่า อินทราชา หรือเจ้านครอินทร์ นอกจากนั้นยังสัมพันธ์กับพระราชพิธีเนื่องในโอกาสพิเศษ เช่น พระราชพิธีอินทราภิเษก เป็นต้น เป็นพระราชพิธีที่อุปมาเหมือนการอภิเษกพระอินทร์กลับเข้าไปปกครองบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เหนือยอดเขาพระสุเมรุอันเป็นแกนของโลก ในสมัยเมื่อทวยเทพปราบปรามความกำเริบของพวกมารได้แล้ว พระราชพิธีนี้ได้มีกล่าวในพงศาวการกรุงศรีอยุธยาว่า ได้กระทำขึ้นในสมัยของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ซึ่งเป็นหลานของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช

                    หลังรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราช กรุงศรีอยุทธยามั่งคั่งและมั่นคง พระราชโอรสของพระองค์คือ สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) ทรงขยายพระราชอำนาจไปตีกรุงกัมพูชาซึ่งรุ่งเรืองขึ้นมาแข่งบารมี ภายใต้การนำของกษัตริย์ราชวงค์อู่ทอง ซึ่งถูกสมเด็จพระนครินทราชาธิราชขจัดออกจากกรุงศรีอยุธยาไป ครั้งนั้นกองทัพกุรงศรีอยุธยายึดได้เมืองพระนครหลวงและขนทรัพย์สมบัติของมีค่า กลับมา เป็นผลให้เมืองพระนครหมดสภาพการเป็นนครหลวงของกัมพูชาไป

                  เมื่อสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 สวรรคตแล้ว สมเด็จพระราเมศวร ราชโอรสซึ่งเกิดแต่พระราชมารดาที่เป็นพระราชธิดาของกษัตริย์สุโขทัยได้ขึ้นครองราชย์ในพระนามว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ พระองค์ทรงเป็นพระมหากษัตริย์ที่มีสิทธิธรรมสมบูรณ์ทั้งฝ่ายเมืองเหนือและเมืองใต้ เป็นระยะเวลาที่กรุงศรีอยุธยามีขอบขัณฑสีมากว้างขวาง มีประชากรหนาแน่น มีการติดต่อเกี่ยวข้องกับบ้านเมืองภายนอกอย่างสม่ำเสมอ ทั้งในด้านการค้าขาย การรับและแลกเปลี่ยนศิลปวิทยาการ ซึ่งเป็นเวลาที่ต้องมีการปรับปรุงบ้านเมืองให้ทันสมัย ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การศาสนา และศิลปวัฒนธรรม

                   สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเป็นพระราชาธิบดีที่เป็นปราชญ์ ทรงรอบรู้ทั้งรัฐประศาสนศาสตร์และศิลปศาสตร์เป็นอย่างยิ่งในสมัยนั้น จึงโปรดให้ปฏิรูปลักษณะการปกครองและบริหารราชการบ้านเมืองขึ้นให้มีประสิทธิภาพ

                    ก่อนรัชกาลของพระองค์ กรุงศรีอยุธยายังมิได้เป็นศูนย์รวมอำนาจในการปกครองแผ่นดินอย่างแท้จริง หากกระจายกันอยู่ตามบรรดาเจ้าเมืองสำคัญๆ โดยเฉพาะบรรดาเจ้าเมืองลูกหลวงและหลานหลวงที่พระมหากษัตริย์ทรงแต่งตั้งพระญาติพระวงศ์ไปปกครอง ทำให้เครื่อข่ายของความสำพันธ์ทางอำนาจจำกัดอยู่เพียงแค่ระบบเครือญาติซึ่งไม่มีอะไรจีรัง เมื่อสิ้นรัชกาลของพระมหากษัตริย์ผู้เป็นใหญ่แล้ว มักเกิดการแย่งชิงราชสมบัติและความเป็นใหญ่กันเองระหว่างบรรดาเจ้านายที่เป็นเจ้าเมืองใหญ่ๆ เหล่านั้น ดังเช่นเมื่อสิ้นสมัยรัชกาลของสมเด็จพระนครินทราชาธิราชแแล้ว เจ้าอ้ายพระยาผู้ครองเมืองสุพรรณบุรียกกองทัพเข้ามายังกรุงศรีอยุธยา ทรงชนช้างแย่งราชสมบัติกับเจ้ายี่พระยาพระอนุชาผู้เป็นเจ้าเมืองแพรกศรีราชาถึงแกพิราลัย ขาดคอช้างด้วยกันทั้งคู่ ทำให้ราชสมบัติตกอยู่กับเจ้าสามพระยาผู้ขึ้นครองราชเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2

                สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงดึงอำนาจในการปกครองแผ่นดินมาไว้ส่วนกลาง ณ ราชธานี ด้วยการยกเลิกการแต่งตั้งเจ้านายในพระราชวงศ์ให้ไปปกครองเมืองสำคัญดังแต่ก่อน ออกกฎข้อบังคับให้บรรดาเจ้านายอยู่ในพระนคร โดยตั้งให้มีตำแหน่ง ชั้นยศศักดิ์และสิทธิลดหลั่นกันลงมา เพื่อแสดงความแตกต่างในเรื่องฐานะและสิทธิพิเศษของแต่ละบุคคล

                 ส่วนในเรื่องการปกครองหัวเมืองนั้น โปรดให้มีการแต่งตั้งขุนนางจากส่วนกลางไปปกครองเจ้าเมือง ขุนนาง และคณะกรรมการเมืองแต่ละเมืองมีตำแหน่งยศชั้น ราชทินนาม และศักดินากำกับในลักษณะที่สอดคล้องกับขนาดและฐานะความสำคัญของแต่ละเมือง ถ้าเป็นเมืองใหญ่ก็เป็นเมืองชั้นเอก เจ้าเมืองมียศถาบรรดาศักดิ์สูงเป็นชั้นพระยาหรือออกญาขึ้นไป ส่วนเมืองขนาดรองลงมาก็ได้แค่เมืองชั้นโท และชั้นตรีที่มีเจ้าเมืองตั้งแต่ชั้นพระยา หรือออกญา และออกพระ ลงมาบรรดาเจ้าเมืองเหล่านี้ไม่มีสิทธิขาดในการปกครองและการบริหารอย่างเต็มที่อย่างแต่ก่อน แต่จะต้องขึ้นอยู่กับการควบคุมของเจ้าในสังกัดใหญ่ในพระนครหลวงซึ่งประกอบไปด้วยฝ่ายทหารและพลเรือน
ฝ่ายทหาร มีสมุหพระกลาโหมเป็นผู้รับผิดชอบ มีการแบ่งเป็น กรม กอง ในด้านจาตุรงคเสนา อันได้แก่ กรมช้าง กรมม้า กรมทหารราบและพวกทหารช่างต่างๆ มีตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ เช่นสีหราชเดโชและท้ายน้ำ เป็นต้น
ส่วนฝ่ายพลเรือนมีสมุหนายก เป็นรู้รับผิดชอบ แบ่งส่วนราชการออกเป็นจตุสดมภ์อันได้แก่ กรมเวียง วัง คลัง และนา ทำหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะแต่ละเรื่องๆ ไป

                 บรรดาขุนนางข้าราชการทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคนี้มีตำแหน่งยศชั้น บรรดาศักดิ์ และ ราชทินนามกำกับในลักษณะให้มีความรับผิดชอบลดหลั่นกันลงไป ความสำคัญและสิทธิพิเศษของแต่ละคนมีศักดินาเป็นเครื่องแสดงออกเช่น ตำแหน่งสมุหนายกและสมุหพระกลาโหม ถือศักดินาคนละ 10000 ไร่ ขุนนางชั้นผู้น้อยที่มียศเป็นขุนหรือหมื่น มีศักดินาเพียงแค่ 400-200 ไร่ เป็นต้น การกำหนดให้มีศักดินาเช่นนี้ก็เท่ากับเป็นเครื่องควบคุมความประพฤติของบรรดาเจ้านายและขุนนาง ให้พยายามสร้างความดีความชอบเพื่อขยับฐานะของตนขึ้นไป ในขณะเดียวกันก็ต้องระมัดระวังไม่ทำความผิดเพราะอาจจะถูกลดชั้นบรรดาศักดิ์ลงได้ พระมหากษัตริย์ทรงไว้ซึ่งพระราชอำนาจในการพระราชทานยศถาบรรดาศักดิ์แก่ขุนนางผู้กระทำความดีความชอบ และทรงลงโทษลดชั้นและศักดินาแก่ผู้กระทำผิด
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #2 เมื่อ: มิถุนายน 09, 2009, 01:12:12 AM »

อยุธยาสยามประเทศ 3 

                  การสร้างระบบขุนนางศักดินาขึ้นดังกล่าวนี้ ทำให้ทุกคนมุ่งมองอยู่ที่พระมหากษัตริย์ในฐานะศูนย์กลางแห่งอำนาจ เป็นเจ้าชีวิตที่จะกำหนดอนาคตของตน จึงเป็นระบบที่ใช้ในการสร้างความจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์โดยตรง
นอกจกการสร้างระบบขุนนางศักดินาที่มีผลทำให้อำนาจในการปกคองและบริหารราชการแผ่นดินมารวมศูนย์อยู่ที่องค์พระมหากษัตริย์ในเมืองหลวงแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังทรงตระหนักถึงสภาพสังคมของบ้านเมืองในยุคนั้นด้วย

                กรุงศรีอยุธยาในตอนนั้นเริ่มเป็นที่รวมของชนหลายชาติหลายภาษา เพราะพระนครเป็นศูนย์กลางการค้าขายและคมนาคม อีกทั้งการทำสงครามขยายพระราชอาณาเขตก็มีผลทำให้การกวาดต้อน ผู้คนต่างเผ่าพันธุ์จากที่อื่น ๆ มาทำให้เกิดความแตกต่างกันในทางวัฒนธรรมของประชาชนภายในราชอาณาจักร จำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดบูรณาการในทางสังคมขึ้น จึงทรงกำหนดให้ระบบศักดินามีความหมายที่ครอบคลุมไปถึงไพร่ฟ้าประชาชนด้วย นั่นก็คือการให้พวกไพร่และทาสถือศักดินาคนละ 25 ไร่ ส่วนทาสซึ่งถือว่าเป็นชนชั้นที่ต่ำสุดในสังคมถือศักดินา 5 ไร่ การกำหนดเช่นนี้เท่ากับเป็นการจัดแบ่งชนชั้นและกำหนดสิทธิของแต่ละชั้นในสังคมไทยอย่างแท้จริง เพื่อให้เป็นที่ยอมรับและปฏิบัติกัน

              สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ตราเป็นพระราชบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรแพร่หลายไปทั่วทุกเมืองและหมู่บ้าน ในระดับหมูบ้านนั้น บรรดาเอกสารที่เป็นกฎหมายและพระราชบัญญัติเหล่านี้ ชาวบ้านที่รู้หนังสือมักจะคัดลอกไว้ หรือไม่ก็เก็บไว้ตามวัดวาอารามของท้องถิ่น ชาวบ้านชาวเมืองรู้จักกฎหมายและพระราชบัญญัติที่สืบกันมาแต่สมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ จนถึงมีการสังคายนาขึ้นใหม่ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ว่า กฎหมายตราสามดวง
เมื่อพิจารณาให้ดีแล้ว จะเห็นได้ว่า การสร้างระบบศักดินาขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น ก็คือการกำหนดลักษณะชนชั้นและสิทธิหน้าที่ต่างๆ ของคนในสังคมไทย ทั้งลักษณะที่เป็นแนวตั้งและแนวนอน
ลักษณะที่เป็นแนวตั้ง ก็คือการแสดงให้เห็นถึงความลดหลั่นกันลงมา ตั้งแต่พระมหากษัตริย์ เจ้านายในพระราชวงศ์ ขุนนาง ข้าราชการ จนถึงไพร่ฟ้าข้าทาส ในลักษณะนี้จะแลเห็นได้ว่า สังคมไทยประกอบด้วยชน 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มผู้ปกครอง อันได้แก่พระมหากษัตริย์ พระราชวงศ์ และขุนนางข้าราชการ ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือ กลุ่มผู้ถูกปกครอง อันได้แก่ ไพร่ฟ้า ประชาชน และข้าทาส

              ลักษณะที่เป็นแนวนอน นั้นคือการกำหนดความแตกต่างในสิทธิที่สัมพันธ์กับหน้าที่ความรับผิดชอบของแต่ละบุคคลในแต่ละชนชั้น ตัวอย่างเช่น บุคคลที่เป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่ ถึงแม้ว่าจะมีศักดินาเท่ากันในระดับ 10000 ไร่ก็ตาม แต่ตำแหน่งฐานะอาจแตกต่างกันได้ เช่น ตำแหน่งสมุหนายกย่อมใหญ่กว่า ตำแหน่งของพระนครบาลและเกษตราธิบดี ขุนนางที่มียศชั้นระดับขุนนางหรือหมื่นอาจมีศักดินามากกว่าขุนหรือหมื่นผู้อื่น เช่น ขุนทิพย์โอสถถือศักดินา 600 ไร่ แต่ขุนกุมารแพทย์มีศักดินาเพียงแค่ 400 ไร่ เป็นตัวอย่าง

                  ระบบศักดินาตลอดจนพระราชกำหนดกฎหมายต่างๆ ที่กำหนดชนชั้นและการแยกประเภทหน้าที่ความรับผิดชอบของบุคคลในสังคมทุกผู้ทุกเหล่าที่เกิดขึ้นในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น เป็นเสมือนการวางรากฐานความมั่นคงในการสร้างบูรณาการทางสังคมและการปกครองของประเทศสยาม เป็นสิ่งที่พระมหากษัตริย์องค์ต่อ ๆ มาในสมัยหลัง ๆ ทรงยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ และแก้ไขเพิ่มเติมเรื่อยมาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์

                  นอกจากการปฏิรูปบ้านเมืองในด้านการปกครองและการบริหารแล้ว สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถยังทรงพยายามทำให้พระนครศรีอยุธยามีความสง่างามในฐานะที่เป็นเมืองหลวงของราชอาณาจักร โดยการปรับปรุงพระราชฐานและศาสนสถานให้เหมาะสมกับกาลเวลา ทรงย้ายพระราชวังที่ประทับซึ่งสร้างมาแต่รัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1 (พระเจ้าอู่ทอง) ไปสร้างใหม่ทางเหนือตอนติดกับกำแพงและแม่น้ำลพบุรีซึ่งทำหน้าที่เป็นคูเมืองด้านเหนือ ทำให้มีบริเวณกว้างขวางที่จะจัดสรรให้เป็นพระราชวังที่มีทั้งชั้นนอกและชั้นใน ซึ่งแยกออกได้เป็นบริเวณเพื่อการรักษาความปลอดภัยรอบนอก บริเวณที่ใช้เป็นสถานที่ว่าราชการตลอดจนประกอบพระราชพิธีของบ้านเมือง และบริเวณรโหฐานอันเป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์ฝ่ายใน

                แต่ก่อนพระราชวังของพระมหากษัตริย์มีขอบเขตไม่กว้างขวางอีกทั้งอาคารเป็นอาคารที่ประทับก็มักสร้างด้วยไม้ในลักษณะที่เรียกว่าเรือนจันทร์ ไม่นิยมสร้างด้วยวัสดุที่คงทนถาวร เพราะเมืองแต่เดิม ๆ มีขนาดเล็กซึ่งมีคูน้ำและกำแพงล้อมรอบเหมาะแก่การรักษาความปลอดภัยอยู่แล้ว ผู้คนที่อยู่ในเมืองมีจำนวนน้อย ส่วนมากเป็นพวกขุนนางข้าราชการเท่านั้น ไม่ใคร่มีใครแปลกปลอม ตัวเมืองหรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเวียงในสมัยก่อนจึงมีสภาพเท่ากับวังในสมัยหลังๆ ลงมานั้นเอง แต่ในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ กรุงศรีอยุธยาไม่ใช่เมืองหรือเวียงขนาดเล็ก แต่กำลังเติบโตเป็นพระนครที่มีพ่อค้าวาณิชและคนหลายกลุ่มเคลื่อนย้ายเข้ามา เป็นศูนย์กลางการค้า การคมนาคมติดต่อ ย่อมมีผู้คนพลุกพล่าน ยากแก่การถวายความปลอดภัยแก่พระมหากษัตริย์และพระราชวงศ์จำเป็นต้องปรับปรุงและขยับขยายให้เหมาะสมอย่างยิ่งกว่านี้ การย้ายพระราชวังไปอยู่ใกล้แม่น้ำลพบุรีทางตอนเหนือของพระนครนั้น ก็ยิ่งเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่พระมหากษัตริย์ในด้านคมนาคม เพราะง่ายต่อการเสด็จชลมารคไปยังเมืองอื่นๆ ที่อยู่ทางเหนือในยามที่บ้านเมืองเกิดภาวะฉุกเฉินไม่ปลอดภัยได้
 
               อย่างไรก็ตาม การย้ายพระราชวังไปทางเหนือนั้นไม่ได้หมายความว่าทอดทิ้งบริเวณที่เป็นพระราชวังเดิม เป็นแต่เพียงขยับขยายให้กว้างขวางขึ้น บริเวณที่เป็นของเดิมนั้นยังนับอยู่ในพระราชวังเปลี่ยนแต่เพียงว่าถวายให้เป็นที่วัด โดยการสร้าง วัดพระศรีสรรเพชญ์ ขึ้นมาเป็นวัดในพระราชฐาน

                 แต่ก่อนไม่ปรากฏว่าวัดเป็นส่วนหนึ่งของพระราชวัง เพราะศูนย์กลางของเมืองคือวัด โดยเฉพาะวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเมืองสุโขทัย นครศรีธรรมราช เพชรบุรี ราชบุรี สุพรรณบุรี และลพบุรี ล้วนแต่มีวัดพระศรีรัตนมหาธาตุเป็นหลักของนครทั้งสิ้น สมัยก่อนรัชกาลของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ หลักของพระนครศรีอยุธยาคือวัดมหาธาตุ มีพระปรางค์ประธานสูงใหญ่รายล้อมด้วยพระเจดีย์รายใหญ่น้อยทั้งภายในและภายนอกระเบียงคด นอกจากเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุแล้ว ยังเป็นที่สถิตของพระพุทธรูปและรูปเคารพที่สำคัญทางพระศาสนาที่มีมาแต่ก่อนๆ ซึ่งได้เคลื่อนย้ายมาจาก
 
               เมืองโบราณที่เคยเป็นนครมาก่อนบ้าง หรือจากการทำสงครามชนะบ้านเมืองใกล้เคียงบ้าง อย่างเช่น พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่กว่าคนประทับนั่งห้อยพระบาทแบบทวารวดี ซึ่งปัจจุบันประดิษฐานอยู่ ณ วิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ ริมฝั่งแม่น้ำลพบุรีทางตอนเหนือของตัวเมือง เป็นต้น นอกจากนั้นพระพุทธรูปหินมากมายหลายขนาด เป็นศิลปะแบบลพบุรีที่มีมาก่อนการสร้างพระนครศรีอยุธยาตามพระระเบียงคด เมื่อครั้งสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2 (เจ้าสามพระยา) เสด็จไปตีเมืองพระนครหลวงของกรุงกับพูชาได้นั้น ได้ทรงนำรูปเทวรูปและสิงห์สำริดเป็นจำนวนมากจากเทวสถานที่นครวัดมาถวายเป็นพุทธบูชา ณ วัดนี้ ยิ่งกว่านั้น วัดพระมหาธาตุยังเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทุกรัชกาลต้องทรงดูแลปฏิสังขรณ์ สร้างพระสถูป และวิหารเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้แก่พระราชวงศ์ที่ล่วงลับ หรือเพื่อพระองค์เองอยู่เสมอ เหตุนี้จึงเป็นที่รวมของรูปแบบศิลปสถาปัตยกรรมทางศาสนาหลายยุคหลายสมัยและหลายแบบอย่างด้วย ความสำคัญของวัดพระมหาธาตุในฐานะที่เป็นหลักของพระนครนี้ อยู่ในความคิดและความทรงจำของคนไทยทุกบ้านเมืองในยุคนั้น ดังปรากฏกล่าวถึงในวรรณกรรมต่าง ๆ เช่น ในโคลงนิราศหริภุญชัย

                การที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงสร้างวัดพระศรีสรรเพชญ์ขึ้น ณ บริเวณที่เคยเป็นพระราชวังมาแต่เดิมนั้น ได้ลดความสำคัญของวัดพระมหาธาตุลงไม่มากก็น้อย เพราะวัดนี้ต่อมาได้กลายเป็นวัดสำคัญของราชสำนักและอาณาจักร เป็นที่ประกอบพระราชพิธีสำคัญ มีการสร้างพระสถูปเจดีย์ วิหาร โบสถ์ ทั้งใหญ่โตและสวยงาม เป็นที่สถิตของพระพุทธรูปขนาดใหญ่และสำคัญหลายองค์ เช่น เจดีย์สามองค์ซึ่งเป็นพระเจดีย์ประฐาน พระพุทธรูปศรีสรรเพชญดาญาณซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนหุ้มทองคำขนาดใหญ่ และพระโลกนาถซึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนเช่นกัน วัดพระศรีสรรเพชญ์นี้เป็นแบบอย่างวัดในเขตพระราชฐานที่ทางกรุงเทพมหานครเอาเยี่ยงอย่างมาสร้างวัดพระศรีรัตนศาสดารามขึ้นเมื่อแรกสร้างพระนคร

                 การให้ความสนใจในการสร้างสิ่งสำคัญทางพระศาสนานี้นับได้ว่าเป็นพระราโชบายหลักอย่างหนึ่งของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเพราะสะท้อนให้เห็นจากการเรียกพระนามของพระองค์เองว่า บรมไตรโลกนาถ เป็นสิ่งที่แตกต่างไปจากพระนามที่สัมพันธ์กับพระรามาอวตารกษัตริย์ในราชวงศ์อู่ทอง และกับพระบรมราชามหาจักรพรรดิราชของกษัตริย์ในราชวงศ์สุพรรณภูมิแต่ก่อน เป็นการประกาศพระองค์เองในลักษณะที่เป็น พุทธราชา อันเนื่องมาจากการพระองค์เองทรงเป็นที่รวมของพระมหากบัตริย์หลายราชวงค์ โดยเฉพาะราชวงศ์พระร่วงซึ่งมีบทบาทในการเป็นพระธรรมราชาเป็นสำคัญ

                การที่เป็นพุทธราชาหรือธรรมราชาของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้น ก็คือการประกาศพระองค์เป็นองค์อัครศาสนูปถัมภกนั่นเอง การทะนุบำรุงพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่เกื้อหนุนการปกครองแผ่นดินให้สงบร่มเย็นเป็นอย่างยิ่ง เพราะเป็นการลดหย่อนความตรึงเครียดและความเหินห่างของพระมหากษัตริย์และขุนนางที่มีต่อประชาชน อันเนื่องมาจากระบบราชการและระบบศักดินาที่ประกาศไว้เป็นกฎหมายลายลักษณ์อักษร แต่ในมุมกลับก็มีส่วนที่เสริมอำนาจของพระมหากษัตริย์ให้ยิ่งใหญ่กว่าพระมหากษัตริย์ในภูมิภาคอื่น ๆ ของโลก เพราะพระมหากษัตริย์ไทยทรงปกครองทั้งอาณาจักรและศาสนจักรในเวลาเดียวกัน

                อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะทรงพยายามสร้างกรุงศรีอยุธยาให้เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจแห่งราชอาณาจักรสยามอย่างมั่นคง แต่ก็หาได้สำเร็จลุล่วงเป็นผลดีในรัชสมัยชองพระองค์ไม่ มีการขัดแย้งขึ้นบ่อยๆ เพราะการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองและบริหารอาณาจักรจากระบบเก่ามาเป็นระบบใหม่นั้น ไม่ใช่ของที่กระทำได้ง่ายในระยะเวลาอันสั้น เจ้านายและขุนนางปรับตัวเข้าสู่ระบบใหม่ยาก โดยเฉพาะเกิดผู้ที่เสียประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงนี้ ได้แก่บรรดาเจ้านายทางฝ่ายสุโขทัยที่เคยปกครองหัวเมืองสำคัญๆ และมีอำนาจมาก่อน จึงเกิดขัดแย้งและเอาใจออกห่างจากรุงศรีอยุธยาหันไปเข้ากับอาณาจักรล้านนา ซึ่งเวลานั้นพระเจ้าติโลกราชกำลังมีอำนาจปราบปรามและรวบรวมเมืองต่างๆ เข้าเป็นอาณาจักรล้านนาโดยมีเมืองเชียงใหม่เป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจ การกระทำดังกล่าวนี้ทำให้กรุงศรีอยุธยาต้องเผชิญหน้ากับนครเชียงใหม่ พระเจ้าติโลกราชส่งกองทัพมายึดเมืองศรีสัชชนาลัย ทุ่งยั้ง และสุโขทัย ซึ่งตอนนั้นเป็นเมืองสำคัญของเมืองพิษณุโลกไว้ได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องเสด็จขึ้นไปประทับอยู่ ณ เมืองพิษณุโลกถึง 7 ปี เท่ากับการย้ายราชธานีมาอยู่ที่พิษณุโลก ทำให้ราชอาณาจักรอยุธยาต้องแบ่งราชธานีออกเป็นเมืองเหนือและเมืองใต้

               เมืองใต้นั้นคือกรุงศรีอยุธยา โปรดให้สมเด็จพระบรมราชาพระราชโอรสปกครอง และทรงรับผิดชอบราชการบ้านเมืองไปถึงหัวเมืองทางใต้ เช่น นครศรีธรรมราชและเมืองอื่นๆ ในแหลมมาลายู ส่วนเมืองเหนือนั้นได้แก่แค้วนสุโขทัยเดิม

              แต่ก่อนที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถจะเสด็จขึ้นมานั้น เมืองพิษณุโลกยังไม่ได้เรียกว่าพิษณุโลก เรียกว่าเมืองสองแควตามที่ปรากฏในศิลาจารึกบ้าง และเมืองชัยนาทตามพงศาวดารและวรรณกรรมบ้าง โดยเฉพาะลิลิตยวนพ่ายซึ่งแต่งขึ้นหลังรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถนั้นเรียกเมืองนี้ว่าชัยนาท เมื่อสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเสด็จประทับอยู่ที่นั้น ได้ทรงตกแต่งขยายขอบเขตเมืองใหม่ให้คลุมทั้งสองฝั่งแม่น้ำน่าน และสร้างกำแพงและป้อมปราการเมืองใหม่ให้สมกับเป็นราชธานีของกรุงสยามฝ่ายเหนือว่าพิษณุโลก การก่อกำแพงเมืองและสร้างเมืองนี้ให้สำคัญ มีกล่าวถึงในลิลิตยวนพ่าย

                ยิ่งกว่านั้น ในระยะที่ประทับอยู่ที่เมืองพิษณุโลกนั้น ก็ได้มีการปรับปรุงบ้านเมืองทางเหนือใหม่ เมืองใดที่อยู่ในตำแหน่งที่ง่ายแก่การโจมตีของข้าศึก หรือไว้ใจไม่ได้ ก็โปรดให้กวาดต้อนผู้คนและครัวเรือนมาไว้ในที่เหมาะสม และได้สร้างเมืองใหม่ขึ้น เช่น เมืองพิชัยในเขตจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นเมืองหน้าด่านที่ป้องกันการรุกล้ำของพวกล้านนาให้แก่เมืองพิษณุโลก การขัดแย้งกับกรุงล้านนาทำให้สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถต้องประทับอยู่เมืองพิษณุโลกถึง 7 ปี ในที่สุดก็สามารถตีเมืองเชียงชื่นหรือศรีสัชชนาลัย เมืองสุโขทัย และเมืองอื่นๆ ที่กรุงล้านนายึดครองอยู่กลับคืนมาได้ สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถและพระราชโอรสองค์หนึ่งได้ออกผนวช ณ เมืองพิษณุโลกชั่วระยะเวลาหนึ่ง ได้สร้างวันจุฬามณีที่เมืองพิษณุโลกเป็นที่ประทับ นับเป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์แรกที่ออกผนวชในระหว่างครองราชย์

                การออกผนวชของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถเป็นที่เลื่องลือและยอมรับกันในบรรดารัฐและอาณาจักรใกล้เคียง กษัตริย์มอญและแม้กระทั้งพระเจ้าติโลกราชซึ่งเป็นคู่สงครามก็ส่งทูตมาร่วมในพระราชพิธีผนวชด้วย นับเป็นการยุติศึกสงครามและสร้างไมตรีกับเพื่อนบ้านอย่างได้ผลดียิ่ง

               การสงครามและการเผชิญหน้าระหว่างกรุงศรีอยุธยาและกรุงล้านนานั้น มีผลทำให้อาณาจักรที่เป็นคู่สงครามทั้งสองต้องเอาใจใส่ในการปรับปรุงบ้านเมืองเพื่อรับสถานการณ์ คือมีการแสวงหาและเรียนรู้ทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เกี่ยวกับการรบ ที่เห็นได้ชัดก็คือ การสร้างกำแพงเมืองสำคัญด้วยอิฐหรือศิลาแลงให้มั่นคง แทนการสร้างกำแพงด้วยดินหรือปักไม้ระเนียดข้างบนกำแพงอย่างแต่ก่อน มีการนำอาวุธเช่น ปืน มีทั้งปืนใหญ่และปืนเล็กเข้ามาใช้ ความรู้ทั้งสองอย่างนี้อาจได้รับมาจากชาวอาหรับ หรือชาวจีนที่มาค้าขายติดต่อด้วยในขณะนั้น

                เมื่อสิ้นรัชกาลสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถแล้ว บ้านเมืองสงบรุ่งเรือง กระนั้นก็ดี ยังไม่ไว้ใจสถานะการณ์เพราะอาจเกิดความขัดแย้งขึ้นอีกได้ จากความไม่พอใจของเจ้านายที่เป็นเชื้อกษัตริย์ราชวงศ์พระร่วงแต่เดิม เมืองพิษณุโลกจึงยังคงความสำคัญในฐานะราชธานีฝ่ายเหนืออยู่ โดยสมเด็จพระราเมศวรพระราชโอรสของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถที่เกิดจากพระราชมารดาที่เป็นเชื่อสายกษัตริย์สุโขทัยปกครอง ส่วนทางกรุงศรีอยุธยานั้น สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 พระราชโอรสพระองค์ใหญ่ทรงปกครอง เมื่อสวรรคตแล้วสมเด็จพระราเมศวรจึงเสด็จกลับยังเมืองพิษณุโลกมาเสวยราชสมบัติ ณ พระนครศรีอยุธยาทรงพระนามว่า สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 แต่ทางเมืองพิษณุโลกก็ยังคงโปรดให้พระราชโอรสปกครองสืบมา ถือเป็นประเพณีสืบทอดมาถึงรัชกาลต่อ ๆ มาด้วย

                สมัยรัชกาลสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 อาจกล่าวได้ว่ากรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองและมีความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจอันเกิดจากการค้าขายทางทะเลกับบ้านเมืองภายนอก ในระยะนี้ได้เกิดวรรณกรรมสำคัญเรื่องหนึ่งคือ กำสรวลสมุทร หรือที่รู้กันทั่วไปว่า กำสรวลศรีปราชญ์ ซึ่งเป็นพระราชนิพนธ์ของสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 3 ทรงแต่งขึ้นเนื่องในการเสด็จประพาสชลมารคตามลำน้ำเจ้าพระยา จากกรุงศรีอยุธยาไปยังหัวเมืองชายทะเลแถวปากแม่น้ำ พระราชนิพนธ์นี้ได้กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของกรุงศรีอยุธยา

                ตั้งแต่รัชกาลของสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2 ลงมากรุงศรีอยุธยาเข้าสู่ยุคทองของศิลปะวิทยาการ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ประกอบกับด้วยความสงบสุขภายใน ทำให้เกิดการสร้างวัดวาอารามขึ้นทั้งภายในเมืองหลวงและหัวเมืองต่างๆ วัดที่สำคัญในยุคนี้คือวัดพระศรีสรรเพชญ์ เป็นการต่อเติมจากรัชสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ได้มีการสร้างสถูปและพระวิหารเพิ่มเติม สร้างพระพุทธรูปยืนบุด้วยทองคำคือ พระศรีสรรเพชญ์ขึ้นเป็นประธานของวัด นับเป็นที่เลื่องลือกันของชาวไทยแล้วชาวต่างประเทศที่เข้ามาในกรุงศรีอยุธยาสมัยนั้น โปรตุเกสส่งทูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีและเจรจาเกี่ยวกับเมืองมะละกาซึ่งกรุงศรีอยุธยาถือว่าเป็นขอบขัณฑสีมา นับเป็นครั้งแรกที่ชาวยุโรปเข้ามาทำไมตรีด้วย

               ผลที่ตามมาของความสัมพันธ์นี้ก็คือ เริ่มมีการสร้างวัดและเผยแพร่คริสต์ศาสนา และในขณะเดียวกันก็มีการนำวิทยาการใหม่ๆ มาเผยแพร่ โดยเฉพาะความรู้เกี่ยวกับการสร้างป้อมปราการและการสร้างอาวุธปืน และวิทยาการที่เกี่ยวกับการสงคราม เกิดระบบการจัดการทางทหารและการสำรวจสารบาญชีพล การเขียนและการเรียนรู้ตำราพิชัยสงครามขึ้น นับเป็นความก้าวหน้าที่ทำให้กรุงศรีอยุธยามีอำนาจทางการทหารเหนือบ้านเมืองอื่น ๆ ที่อยู่ภายใน เช่น ล้านนา ล้านช้าง เป็นต้น
 
                 ครั้นถึงรัชกาลสมเด็จพระไชยราชาธิราช พระองค์ทรงเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง กรุงศรีอยุธยามีทั้งกองทหารที่เข้มแข็งและกองทหารอาสาชาวต่างชาติ โดยเฉพาะพวกโปรตุเกสและลูกหลานชาวโปรตุเกส มาเป็นทหารช่างที่มีความรู้ความสามารถทั้งการสร้างป้อมปราการและการทำการใช้อาวุธปืน ทำให้บ้านเมืองมีความมั่นคงและมีแสนยานุภาพ สามเด็จพระไชยราชาธิราชทรงรวบรวมบ้านเมืองให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ เลิกการมีกษัตริย์หรือเจ้านายครองเมืองเหนือคือพิษณุโลกอย่างแต่ก่อน กรุงศรีอยุธยาเป็นศูนย์กลางแห่งอำนาจอย่างแท้จริง และสามารถแผ่อิทธิพลครอบคลุมไปถึงล้านนาประเทศด้วย

             ความรุ่งเรืองของพระนครศรีอยุธยาสมัยสมเด็จพระไชยราชาธิราชนั้น สะท้อนให้เห็นจากการสร้างพระพุทธรูปสำริดขนาดใหญ่ ที่ปัจจุบันยังถือว่าใหญ่ที่สุดในประเทศไทยคือ พระมงคลบพิตร เป็นพระนั่งปางมารวิชัย ลักษณะศิลปกรรมเป็นแบบอู่ทองและสุโขทัยผสมกัน พระพุทธรูปองค์นี้ได้รับการทะนุบำรุงเรื่อยมาจนทุกวันนี้
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: