|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« เมื่อ: เมษายน 30, 2009, 11:36:30 PM » |
|
สุจิตต์ วงศ์เทศ เริ่มมีชื่อเสียงในการขีดเขียนในช่วงที่เรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัยศิลปากรประมาณปี ๒๕๐๗-๒๕๑๓ งานกวีนิพนธ์ที่เด่นๆในช่วงนั้นคือ กุเป็นนิสิตนักศึกษา ซึ่งตีพิมพ์รวมเล่มปี ๒๕๑๒
เมื่อเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลาคม ๒๕๑๖ สุจิตต์ วงศ์เทศ และเพื่อนๆ เริ่มต้นทำหนังสือ ประชาชาติ รายสัปดาห์ (พ.ย. ๒๕๑๖)และ ประชาชาติรายวัน (ก.ค. ๒๕๑๗) หนังสือทั้ง ๒ ฉบับเป็นหนังสือพิมพ์แนวหน้าในการเสนอข่าวและความคิดเห็นในยุคเสรีภาพของประเทศไทยจาก ๒๕๑๖ - ๒๕๑๙ เป็นอย่างดี และก็โดนปิดเมื่อเกิดรัฐประหาร ๖ ต.ค. ๒๕๑๙
งานกวีนิพนธ์ของ สุจิตต์ วงศ์เทศ ในช่วงนั้นจึงสะท้อนความเป็นไปของสังคมได้เป็นอย่างดี อาทิ
ดอกโสนบานเช้า......................ดอกคัดเค้าบานเย็น ออกพรรษามาตระเวณ............ที่อนุสาวรีย์ทูน ไม่มีร่างเจ้าขุนทอง..................มีแต่รัฐธรรมนูญ แม่กับพ่อก็อาดูร......................แต่ภูมิใจลูกชายเอย
เจ้าขุนทอง , ๒๕๑๖
หรือ
ทำนาหาข้าวเลี้ยงประเทศ ข้าวก็ดีวิเศษสดใส รายได้ขายข้าวรวยกำไร แต่ตกเป็นของใครก็ไมรู้
ขี่ม้าออกจากเมือง , ๒๕๑๗
หรือ
เมื่อพูดกันไม่ได้ก็ไม่พูด จะทำปากให้เป็นตูดพูดไม่ได้ จะได้รู้กันว่าประเทศไทย เป็นของคนหัวใสสองสามคน
ถ้าความจนถูกหาว่าขบถ เพื่อให้ความรวยกดกลางถนน กุก็พร้อมจะขบถรดน้ำมนต์ กราบพระออกปล้นความเป็นธรรม
กุจะเป็นขบถ , ๒๕๑๗
มาอ่านงานเต็มๆ ของสุจิตต์ วงศ์เทศ สักหนึ่งบทครับ
สวัสดี : ปีขาล
วัวลำพองก้องท้องสนามหลวง ลำพองควงคูเขาเข้าเข่นเขี้ยว บางวัววิ่งกราดดูปราดเปรียว บางวัวลดเลี้ยวโลดลำพอง
คุควันหวั่นไหวในสนาม วู่วามอุตลุดสุดสยอง โอ้-ฉลูชูเขาก้าวคะนอง กระทั่งหมองไปทั้งกรุงทุ่งพระเมรุ
หนีฉลูชูเขานี่เข้าขาล จะต้องสู้เสือผ่านมาผกเผ่น หรือจะเป็นมิตรตายคลายลำเค็ญ มองไม่เห็นสิ่งใดได้แต่มอง
อยากให้เป็นเสือสู้ทรราช เหมือนฟันเฟือง-กนกฟาดศัตรูหมอง จะได้ช่วยประชาขนทั้งเมืองทอง ประชาชาติจะได้ร้องโศลกทิพย์
ถ้าขาลเป็นเช่นผู้ฉลูบ้า เหมือนที่เคยปากว่าตาขยิบ ประเทศไทยก็จะถอยไปลิบลิบ เพราะผู้คนสิบทิศต้องตกตาย
โอ้-ขาลเอ๋ยเคยขานกันเสมอ อย่าเผลอเรอเลี้ยวลดให้หมดหมาย สิ้นคาวีมีหลวิชัยชาย คงช่วยชุบชูร้ายให้กลายดี
หากคบกันไม่ได้ก็ไม่คบ คงต้องรบกันให้ตายไปเป็นผี เพื่อสร้างบ้านสร้างเมืองเรืองฤทธี เป็นเมืองดีปีใหม่เมืองไทยเอย ๚
สุจิตต์ วงศ์เทศ , ๒๕๑๗
|