|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« เมื่อ: เมษายน 29, 2009, 11:57:01 PM » |
|
นายผี(อัศนี พลจันทร) เป็นบุตรพระมนูกิจวิมลอรรถ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ ก.ย. ๒๔๖๑ ที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี เรียในโรงเรียนประจำจังหวัด ถึงม. ๕ และศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบจนจบ ม. ๘ ในพ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต พ.ศ. ๒๔๘๓ แล้วบรรจะเป็นข้าราชการตำแหน่งอัยการกองคดีย้ายไปอยู่ปัตตานี สระบุรี อยุธยา กลับมากรุงเทพฯ และลาออกรับบำเหน็จใน พ.ศ. ๒๔๙๕ เริ่มมีผลงานเขียนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ใน เอกชนรายสัปดาห์ ถูกเซ็นเซอร์มากในช่วง ๒๔๘๗-๙๘ ใน สยามนิกร/สยามสมัย ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เผยแพร่ในอักษณสาส์นของสุภา ศิริมานนท์อีก หยุดเขียนหลังตุลาคม ๒๔๙๕ ชั่วคราว เพราะวิกฤตการณ์ทางการเมือง แล้วออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๒ จนสิ้นชีวิต แต่ยังส่งผลงานออกมาเผยแพร่ระหว่างที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทยอยกัน "เข้าป่า" ใน พ.ศ. ๒๕๑๗
ผลงานที่ชื่อ "เราชะนะแล้ว...แม่จ๋า" นั้น มีหมายเหตุผู้จัดพิมพ์บอกว่าเขียนจบในพ.ศ. ๒๕๑๗ อันเป็นปีที่จัดพิมพ์ปีแรก และระยะนั้นอัศนียังอยู่ในดินแดนไทย แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เดินทางไปยังต่างประเทศ พักอยู่ในจีน ลาว และเวียดนาม จนถึงวาระสุดท้าย
ประวุฒิ ศรีมันตระ ระบุไว้ในบทความที่รวมเล่มอยู่ในชีวิตและผลงาน : ตำนาน นายผี อัศนี พลจันทร์ ว่า อัศนีถึงแก่กรรมที่แขวงอุดมไชยในประเทศลาว และหลังจากนางวิมล พลจันทร์ ภรรยา ติดต่อสืบถามอยู่นาน จึงได้กระดูกสามีและสิ่งของบางอย่างจากทางการประเทศลาวกลับมาบำเพ็ยกุศลในเมืองไทยเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๔๐
ประวัติท่านมีอยู่ในเว็บนี้แล้วครับ ในส่วนของบุคคลสำคัญซึ่งเป็นประวัติโดยละเอียดครับ
ตัวอย่างบทกวี
.......อิศาน........
ในฟ้าบ่มีน้ำ..................ในดินซ้ำมีแต่ทราย น้ำตาที่ตกราย...............ก็รีบซาบบ่รอซึม
แดดเปรี้ยงปานหัวแตก.....แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม แผ่นอกที่ครางครึม..........ขยับแยกอยู่ตาปี
มหาห้วยคือหนองหาน......ลำมูลผ่านเหมือนลำผี ย้อมชีพคือลำชี...............อันชำแรกอยู่รีรอ
แลไปสดุ้งปราณ..............โอ! อิศาน, ฉะนี้หนอ... คิดไปในใจคอ.................บ่คอยดีนี้ดังฤา?
พี่น้องผู้น่ารัก,..................น้ำใจจักไฉนหือ? ยืนนิ่งบ่ติงคือ...................จะใครได้อันใดมา?
เขาหาว่าโง่เง่า..................แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา รักเจ้าบ่จาง ฮา!................แลเหตุใดมาดูแคลน...
เขาซื่อสิว่าเซ่อ.................ผู้ใดเน้อจะดีแสน ฉลาดทานเทียมผู้แทน........ก็เห็นท่าที่กล้าโกง
กดขี่บีฑาเฮา....................ใครนะเจ้า? จงเปิดโปง เที่ยววิ่งอยู่โทงโทง.............เที่ยวมาแทะให้ทรมาน
รื้อคิดยิ่งรื้อแค้น.................ละม้ายแม้นห่าสังหาร เสียตนสิทนทาน................ก็บ่ได้สะดวกดาย
ในฟ้าบ่มีน้ำ...................... ในดินซ้ำมีแต่ทราย น้ำตาที่ตกราย...................คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน
สองมือเฮามีแฮง...............เสียงเฮาแย้งมีคนยิน สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด, สู้ด้วยสองแขน!
พายุยิ่งพัดอื้อ....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน อิศานนับแสนแสน..............สิจะพ่ายผู้ใดเหนอ?
(สยามสมัย. ปีที่ ๕ ฉ. ๒๕๖, ๗ เม.ย. ๒๔๙๕)
?ค้ากำไรเกินควร? ซึ่งพูดถึง ?สงคราม? ได้เห็นภาพทีเดียว
?เหล็กคืบเดียวดูไปไม่มีค่า เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา
เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้ ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า ! เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา เออเอามาขายเล่นละเป็นรวย
อันเศษเหล็กรุงรังอยู่ตั้งเยอะ เออ,เอาเถอะทำอาวุธสุดจะสวย การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย อาจอำนวยในค่าของอาวุธ
ทุนหนึ่งบาทอาจขยายได้ตั้งร้อย ขายไม่น้อยนะหากมากที่สุด เมื่อรบไปยิ่งเปลืองเรื่องเร็วรุด ขายไม่หยุดรวยใหญ่ไปทีเดียว
ค้าความตายขายดีเป็นที่หนึ่ง เป็นสิ่งซึ่งสัตบุรุษสุดจะเสียว ทรชนชอบใจกันไปเที่ยว ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง
เกิดสงครามลามไล่ไปในโลก ล้วนเรื่องโศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง มือประชามาประชุมคุมกำลัง ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม?
|