หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: บทกวีของ อัศนี พลจันทร  (อ่าน 2032 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2179



« เมื่อ: เมษายน 29, 2009, 11:57:01 PM »

          นายผี(อัศนี พลจันทร)  เป็นบุตรพระมนูกิจวิมลอรรถ เกิดเมื่อวันที่ ๑๕ ก.ย. ๒๔๖๑ ที่อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี  เรียในโรงเรียนประจำจังหวัด ถึงม. ๕ และศึกษาต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบจนจบ ม. ๘ ในพ.ศ. ๒๔๗๙ ต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ได้ปริญญาธรรมศาสตร์บัณฑิต พ.ศ. ๒๔๘๓  แล้วบรรจะเป็นข้าราชการตำแหน่งอัยการกองคดีย้ายไปอยู่ปัตตานี สระบุรี อยุธยา กลับมากรุงเทพฯ และลาออกรับบำเหน็จใน พ.ศ. ๒๔๙๕ เริ่มมีผลงานเขียนตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๘๔ ใน เอกชนรายสัปดาห์ ถูกเซ็นเซอร์มากในช่วง ๒๔๘๗-๙๘ ใน สยามนิกร/สยามสมัย  ปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เผยแพร่ในอักษณสาส์นของสุภา ศิริมานนท์อีก หยุดเขียนหลังตุลาคม ๒๔๙๕ ชั่วคราว  เพราะวิกฤตการณ์ทางการเมือง  แล้วออกจากเมืองไปเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยเมื่อ ๒๒ มิถุนายน ๒๕๐๒ จนสิ้นชีวิต แต่ยังส่งผลงานออกมาเผยแพร่ระหว่างที่นักศึกษากลุ่มหนึ่งทยอยกัน "เข้าป่า" ใน พ.ศ. ๒๕๑๗

ผลงานที่ชื่อ "เราชะนะแล้ว...แม่จ๋า" นั้น มีหมายเหตุผู้จัดพิมพ์บอกว่าเขียนจบในพ.ศ. ๒๕๑๗ อันเป็นปีที่จัดพิมพ์ปีแรก และระยะนั้นอัศนียังอยู่ในดินแดนไทย  แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ได้เดินทางไปยังต่างประเทศ พักอยู่ในจีน ลาว และเวียดนาม จนถึงวาระสุดท้าย

ประวุฒิ ศรีมันตระ  ระบุไว้ในบทความที่รวมเล่มอยู่ในชีวิตและผลงาน : ตำนาน นายผี อัศนี พลจันทร์ ว่า อัศนีถึงแก่กรรมที่แขวงอุดมไชยในประเทศลาว และหลังจากนางวิมล พลจันทร์ ภรรยา ติดต่อสืบถามอยู่นาน จึงได้กระดูกสามีและสิ่งของบางอย่างจากทางการประเทศลาวกลับมาบำเพ็ยกุศลในเมืองไทยเมื่อพฤศจิกายน ๒๕๔๐

ประวัติท่านมีอยู่ในเว็บนี้แล้วครับ ในส่วนของบุคคลสำคัญซึ่งเป็นประวัติโดยละเอียดครับ

ตัวอย่างบทกวี

.......อิศาน........

ในฟ้าบ่มีน้ำ..................ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย...............ก็รีบซาบบ่รอซึม

แดดเปรี้ยงปานหัวแตก.....แผ่นดินแยกอยู่ทึบทึม
แผ่นอกที่ครางครึม..........ขยับแยกอยู่ตาปี

มหาห้วยคือหนองหาน......ลำมูลผ่านเหมือนลำผี
ย้อมชีพคือลำชี...............อันชำแรกอยู่รีรอ

แลไปสดุ้งปราณ..............โอ! อิศาน, ฉะนี้หนอ...
คิดไปในใจคอ.................บ่คอยดีนี้ดังฤา?

พี่น้องผู้น่ารัก,..................น้ำใจจักไฉนหือ?
ยืนนิ่งบ่ติงคือ...................จะใครได้อันใดมา?

เขาหาว่าโง่เง่า..................แต่เพื่อนเฮานี่แหละหนา
รักเจ้าบ่จาง ฮา!................แลเหตุใดมาดูแคลน...

เขาซื่อสิว่าเซ่อ.................ผู้ใดเน้อจะดีแสน
ฉลาดทานเทียมผู้แทน........ก็เห็นท่าที่กล้าโกง

กดขี่บีฑาเฮา....................ใครนะเจ้า? จงเปิดโปง
เที่ยววิ่งอยู่โทงโทง.............เที่ยวมาแทะให้ทรมาน

รื้อคิดยิ่งรื้อแค้น.................ละม้ายแม้นห่าสังหาร
เสียตนสิทนทาน................ก็บ่ได้สะดวกดาย

ในฟ้าบ่มีน้ำ...................... ในดินซ้ำมีแต่ทราย
น้ำตาที่ตกราย...................คือเลือดหลั่ง! ลงโลมดิน

สองมือเฮามีแฮง...............เสียงเฮาแย้งมีคนยิน
สงสารอิศานสิ้น................อย่าซุด, สู้ด้วยสองแขน!

พายุยิ่งพัดอื้อ....................ราวป่าหรือราบทั้งแดน
อิศานนับแสนแสน..............สิจะพ่ายผู้ใดเหนอ?

(สยามสมัย. ปีที่ ๕ ฉ. ๒๕๖, ๗ เม.ย. ๒๔๙๕)  

?ค้ากำไรเกินควร? ซึ่งพูดถึง ?สงคราม? ได้เห็นภาพทีเดียว

?เหล็กคืบเดียวดูไปไม่มีค่า
เหล็กบ้าบ้าบัดสีมีสนิม
ลองกลึงกลมกลองกลางให้บางริม
อาบยาอิ่มเออนี่มีราคา

เป็นลำกล้องปืนกลแยบยลแท้
ฆ่าคนแน่-นอนกระไรให้พับผ่า !
เป็นของดีมีคุณอุ่นอุรา
เออเอามาขายเล่นละเป็นรวย

อันเศษเหล็กรุงรังอยู่ตั้งเยอะ
เออ,เอาเถอะทำอาวุธสุดจะสวย
การเงินทรุดหยุดชะงักตะหวักตะบวย
อาจอำนวยในค่าของอาวุธ

ทุนหนึ่งบาทอาจขยายได้ตั้งร้อย
ขายไม่น้อยนะหากมากที่สุด
เมื่อรบไปยิ่งเปลืองเรื่องเร็วรุด
ขายไม่หยุดรวยใหญ่ไปทีเดียว

ค้าความตายขายดีเป็นที่หนึ่ง
เป็นสิ่งซึ่งสัตบุรุษสุดจะเสียว
ทรชนชอบใจกันไปเที่ยว
ค้าเต็มเหนี่ยวหน้าด้านค้านไม่ฟัง

เกิดสงครามลามไล่ไปในโลก
ล้วนเรื่องโศกเศร้ากระไรเลือดไหลคั่ง
มือประชามาประชุมคุมกำลัง
ย่อมอาจยั้งหยุดบ้าค้าสงคราม?


 
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: