หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: กุหลาบ สายประดิษฐ์ สุภาพบุรุษ มนุษยภาพ "ศรีบูรพา"  (อ่าน 1355 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*****
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2179



« เมื่อ: เมษายน 16, 2009, 01:30:00 AM »


         กุหลาบ สายประดิษฐ์ เกิดเมื่อปีมะโรง วันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๘ ที่กรุงเทพมหานคร ในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ บิดาชื่อนายสุวรรณ เป็นเสมียนเอก ทำงานอยู่กรมรถไฟ มารดาชื่อนางสมบุญ เป็นชาวนาอยู่จังหวัดสุพรรณบุรี พี่น้องทางแม่มีอาชีพ ทำนา แต่นางสมบุญคนเดียวที่ไม่ชอบทำนา เมื่อโตเป็นสาวจึงเข้ามาอยู่กับญาติที่ กรุงเทพมหานคร เคยอยู่ในวังเจ้าฟ้ากรมหลวง นครราชสีมา หรือ "วังสวนกุหลาบ" ที่ถนนประชาธิปไตย จนได้พบกับ นายสุวรรณ และได้แต่งงานกัน ต่อมาได้ไปอาศัยอยู่ที่บ้าน พ่อของนายสุวรรณ ซึ่งเป็นหมอยาแผนโบราณ มีบ้านเป็น เรือนแฝดสองหลังอยู่ในตรอกพระยาสุนทรพิมล ใกล้ ๆ หัวลำโพง นายสุวรรณกับนางสมบุญ ได้ให้กำเนิดบุตรสองคน คนโตเป็นหญิง ชื่อจำรัส นิมาภาส (แต่งงานกับนายกุหลาบ นิมาภาส) ส่วนคนเล็กเป็นชายชื่อกุหลาบ สายประดิษฐ์ ภายหลังต่อมา สี่ชีวิตพ่อแม่ลูกได้แยกครอบครัวมาเช่าห้องแถว ที่เป็นของพระยาสิงหเสนีอยู่แถว ๆ หัวลำโพง

         เมื่ออายุสี่ขวบ กุหลาบเริ่มต้นเรียนหนังสือครั้งแรกที่โรงเรียนวัดหัวลำโพง จนถึงชั้นประถม ๔ นายสุวรรณได้ ช่วยสอน หนังสือให้ลูกชายคนเดียวก่อนเข้า โรงเรียนด้วย เนื่องจากทำงานอยู่กับผู้จัดการฝรั่งที่กรมรถไฟ     นายสุวรรณ จึงพอพูดภาษาอังกฤษได้ เข้าใจว่ากุหลาบคงจะได้อิทธิพลเรื่องการเรียนรู้ภาษา อังกฤษมาจากพ่อของเขาไม่มากก็น้อย แต่พ่อของกุหลาบอายุสั้น ป่วยเป็นไข้ เสียชีวิตแต่เมื่ออายุเพียงแค่ ๓๕ ปี ตอนนั้นกุหลาบเพิ่งอายุหกขวบ    แม่และพี่สาว ได้เลี้ยงดูเขาต่อมา   โดยแม่รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าและส่งพี่สาวไปฝึกเล่นละครรำ และละครร้อง เพื่อหาเงิน มาช่วยจุนเจือ และส่งเสียให้กุหลาบได้เรียนหนังสือ โดยไม่ติดขัด เมื่อจบชั้นประถม ๔ แม่ก็ได้เอากุหลาบไปฝากเข้าเรียนต่อ ที่โรงเรียนทหารเด็ก ของกรมหลวงนครราชสีมา โรงเรียนแห่งนี้เป็น โรงเรียนประจำสอนทั้งวิชาทั่วไปและวิชาทหาร กุหลาบได้เรียน อยู่ที่โรงเรียนนี้สองปี แม่ก็รู้สึกสงสาร เพราะเห็นว่าลูกชายต้องอยู่เวรยามแบบทหารและ เห็นว่าอยากให้กุหลาบ ได้เรียนวิชาทั่วไปมากกว่า ดังนั้นจึงเอาออกจากโรงเรียนทหารให้มาอยู่ที่ โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ โดยเริ่มต้นเรียน ในชั้นมัธยม ๒    และได้เรียนเรื่อยมาจนจบชั้นมัธยม ๘ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๘ กุหลาบได้เห็นชีวิตลูกผู้ดี และลูกชาวบ้าน ที่โรงเรียนนี้ รักการเขียนหนังสือมาตั้งแต่อยู่โรงเรียนนี้ เมื่ออยู่มัธยมชั้นสูง ได้ทำหนังสืออ่านกันใน ชั้นเรียน ออกหนังสือชื่อ "ดรุณสาร" และ "ศรีเทพ" มี มจ.อากาศดำเกิงและเพื่อนคนอื่นอีกทำร่วมด้วย

          ภาพชีวิตในช่วงอายุ ๑๗-๒๓ ปีของกุหลาบ สายประดิษฐ์ ว่าเต็มไปด้วยพลังมุ่ง มั่นที่ต้องการจะเป็นนักเขียน นักประพันธ์และต้องการฝึกฝนตนเองอย่างเข้มงวด เริ่มต้นตั้งแต่การออกหนังสือพิมพ์ในห้องเรียน การเขียนบทกวี เรื่องสั้น นวนิยาย เขียนเรื่องจากภาพยนตร์ กลอนเซียมซี กลอนลำตัด แปลหนังสือ และเริ่มชีวิตวัยหนุ่ม ในฐานะ นักหนังสือพิมพ์อาชีพ ขณะเดียวกันก็ "ทดลองเรียนกฎหมาย" และฝึกฝน "การต่อยมวย" ไปพร้อมกันด้วย พ.ศ. ๒๔๖๕ อายุ ๑๗ ปี เริ่มฝึกหัดการแต่งหนังสือ และทำหนังสือ โดยใช้พิมพ์ดีด พ.ศ. ๒๔๖๖ อายุ ๑๘ ปีเริ่มเขียนบทกวีและ เขียนเรื่องจากภาพยนตร์ ส่งไปให้หนังสือพิมพ์ภาพยนตร์สยาม มีข้อมูลเกี่ยวกับนามปากกาที่เคยใช้ในช่วงนั้น อย่างเช่น "ดาราลอย", "ส.ป.ด. กุหลาบ", "นางสาวโกสุมภ์", "หนูศรี", "ก. สายประดิษฐ์", "นายบำ เรอ" และ "หมอต๋อง"

          กุหลาบ สายประดิษฐ์เริ่มต้นใช้นามปากกา "ศรีบูรพา" เป็นครั้งแรก โดยเขียนงานชื่อ "แถลงการณ์" ลงตีพิมพ์ใน หนังสือพิมพ์ทศวารบรรเทิง ในช่วงนั้น กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้มาทำงานเป็นครูสอน ภาษาอังกฤษ อยู่ที่โรงเรียน รวมการสอนและเป็นนักประพันธ์อยู่ในสำนักรวมการแปล ของนายแตงโม จันทวิมพ์แล้วและเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในปีนี้ คือได้พบกับนักเขียนรุ่นพี่ ชื่อบุญเติม โกมลจันทร์ (ซึ่งต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "โกศล") บุญเติม หรือ โกศลทำหน้าที่เป็น ผู้จัดการอยู่ที่สำนักทั้งสองนี้ มีชื่อเสียงเป็นนักแปล และนักเขียนกลอนลำตัดในรุ่นนั้น และเป็นผู้เริ่มใช้นามปากกา ที่มีชื่อว่า "ศรี" นำหน้า กุหลาบ   สายประดิษฐ์ เด็กหนุ่มอายุ ๑๘ ผู้ใฝ่ฝันอยากเป็นนักประพันธ์   จึงได้มาฝึกการประพันธ์ อยู่ที่สำนักพิมพ์นี้ ด้วยความมุ่งหวังอยากเรียนร้ และหารายได้จากงานเขียนไปจุนเจือครอบครัว ที่มีฐานะค่อนข้างยากจน พร้อมกันนั้นก็ ได้ชักชวนเพื่อนร่วมรุ่น อีกสองคน คือ ชะเอม    อันตรเสนและสนิท     เจริญรัฐให้มาช่วยกันที่ สำนักรวมการแปลด้วย   บุญเติม หรือ โกศล   โกมลจันทร์เจ้าสำนักแห่งตระกูล "ศรี" มีนามปากกาเริ่มต้นตระกูล "ศรี" ของตนเองว่า "ศรีเงินยวง" ส่วนบรรดารุ่นน้อง ที่มาเข้าสำนัก เช่น ชะเอม อันตรเสน ได้นามปากกาว่า "ศรีเสนันตร์" สนิท เจริญรัฐ ได้นามปากกาว่า "ศรีสุรินทร์" และ กุหลาบ    สายประดิษฐ์ ได้นามปากกาว่า "ศรีบูรพา"

          พ.ศ. ๒๔๖๗ อายุ ๑๙ ปี เรียนอยู่ชั้นมัธยม ๘ กุหลาบ   สายประดิษฐ์ ได้ใช้นามจริงของตัวเองเป็นครั้งแรก ในการเขียนกลอนหกชื่อ ต้องแจวเรือจ้าง พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือพิมพ์ของโรงเรียนชื่อ แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ หนังสือพิมพ์โรงเรียนเล่มนี้ มีหลวงสำเร็จวรรณกิจ (บุญ เสขะนันท์) ซึ่งเป็นครูวิชาภาษาไทยของเขาเป็นบรรณาธิการ ครูภาษาไทยคนนี้ได้สร้างความประทับใจและแบบอย่างที่ดีให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์สืบต่อมาจนเมื่อเขาเขียน นวนิยายเรื่อง แลไปข้างหน้า (๒๔๙๗, ๒๕๐๐) ตัวละครที่เป็นครูชื่อ "ขุนวิบูลย์วรรณวิทย์" แห่งโรงเรียนเทเวศร์สฤษดิ์ นั้นก็ได้จำลองแบบมาจาก ครู "หลวงสำเร็จวรรณกิจ" แห่งโรงเรียนวัดเทพศิรินทร์คนนี้ นอกจากนั้น งานเขียนกลอนหก เรื่อง ต้องแจวเรือจ้าง ที่ตีพิมพ์อยู่ใน แถลงการณ์ศึกษาเทพศิรินทร์ เมื่อปี ๒๔๖๙ เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่เปี่ยมไป ด้วยความรักในแรงงานของมนุษย์ที่หล่อเลี้ยงโลก    ขณะที่ยังเรียนอยู่ชั้นมัธยม ๘ โรงเรียนวัดเทพศิรินทร์ กุหลาบก็ได้เริ่มใช้นาม ปากกา "ศรีบูรพา" เขียนบทประพันธ์ขายอย่างเป็นเรื่องเป็นราว

        พ.ศ.๒๔๖๘ อายุ ๒๐ กุหลาบ    สายประดิษฐ์เรียนจบชั้นมัธยม ๘ ได้ทดลองเรียนกฏหมายอยู่พักหนึ่ง ที่โรงเรียนกฎหมายของกระทรวงยุติธรรม (เวลานั้นยังไม่เป็นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง ที่กุหลาบสอบได้ ธรรมศาสตร์บัณฑิตในภายหลัง) พร้อมกับ ได้ออกทำงานโดยทำหนังสือพิมพ์กับเพื่อน   เริ่มชีวิตการเป็นบรรณาธิการ ครั้งแรกในทันที เป็นหัวหน้าออกหนังสือรายทสชื่อ สาส์นสหาย แต่ออกมาได้ ๗ เล่มก็ 'หมดกำลัง' " หนังสือรายทส (รายสิบวัน) ที่ชื่อ สาส์นสหาย นี้ นายแตงโม จันทวิมภ์เป็นผู้ออกทุนให้ ทั้งนี้เพื่อหารายได้ ให้แก่ครูผู้สอนที่มาสอนเด็ก ในโรงเรียนรวมการสอนและ สำนักรวมการแปล ซึ่งคุณโกศล โกมลจันทร์เป็นผู้จัดการ แต่ในที่สุดก็ต้องเลิกไปพร้อมกับ สำนักทั้งสอง เพราะ "หมดกำลัง"

          ต่อมาเมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ กุหลาบได้เข้าทำงานที่กรมยุทธศึกษาฯ โดยเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการ หนังสือพิมพ์เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ โดยมีตำแหน่งเป็น "เจ้าพนักงานโรงวิทยาศาสตร์" ได้เงินเดือนเดือนละ ๓๐ บาท การที่กุหลาบไปเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการที่เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ เพราะสืบเนื่องมาจากเคยส่งเรื่องไป ลงพิมพ์ที่นี่จนเป็นที่พอใจของพ.ท. พระพิสิษฐพจนาการ (ชื่น อินทรปาลิต) ผู้เป็นบรรณาธิการในขณะนั้น ซึ่งต้องการ "ผู้ช่วย" ที่มีความรู้ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษไปทำงาน

          พ.ศ. ๒๔๖๙ อายุ ๒๑ เริ่มเขียนงานประพันธ์อีกหลายชิ้น ได้ลงตีพิมพ์ที่เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ (รายเดือน), สมานมิตร บรรเทิง (รายปักษ์), มหาวิทยาลัย (รายเดือน), สวนอักษร (รายปักษ์), สาราเกษม (รายปักษ์), ปราโมทย์นคร (รายสัปดาห์), ดรุณ เกษม (รายปักษ์), เฉลิมเชาว์ (รายเดือน), วิทยาจารย ์(รายเดือน) ฯลฯ ขณะเดียวกันก็ได้ไปช่วยเพื่อนทำหนังสือพิมพ์ ธงไทย ราย สัปดาห์ และหนังสือพิมพ์ ข่าวสด ซึ่งออกในงานรื่นเริงของ โรงเรียนมัธยมวัดเทพศิรินทร์ หนังสือพิมพ์ ธงไทย มีเฉวียง เศวตะทัตเพื่อนร่วมรุ่นของกุหลาบเป็นหัวเรือใหญ่ เป็นหนังสือว่าด้วย "กลอนลำตัด" ออกอยู่ได้ ๒๐ เล่มก็เลิกไป ปัจจุบันถือเป็นหนังสือเก่า "หายาก" ประเภทหนึ่งเพราะ ในรุ่นเก่าก่อนเมื่อประมาณ ๗๐-๘๐ ปี หนังสือ "กลอนลำตัด" ถือว่าจัดอยู่ในจำพวกขายได้ แต่เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป จึงหมดความนิยม และได้ออกเรื่องสั้นชื่อ อะไรกัน ? พิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ศัพท์ไทย ประจำเดือน มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๖๙ ใช้นามปากกา "ศรีบูรพา"

          ขณะที่กุหลาบ สายประดิษฐ์ได้ทำงานเป็นผู้ช่วยบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ ของโรงเรียนนายร้อย อยู่ประมาณสองปีเศษจนได้เงินเดือนเต็มขั้น ขึ้นอีกไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นนายทหารได้มี เหตุการณ์ที่ทำให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ตัดสินใจเลิกคิดที่จะเอาดีทางรับราชการ และได้เบนชีวิตหันมาประกอบ อาชีพนักเขียน นักหนังสือพิมพ์โดยอิสระเพียงอย่างเดียว ระหว่างทำงานอยู่ที่นั่นก็ได้พบท่าทีวางเขื่องของ นายทหารสมัยนั้นต่อผู้ทำงานที่เป็นพลเรือน "ระหว่างเงินเดือนถูกกดเพราะไม่ได้เป็นนายทหาร คุณกุหลาบได้สมัครสอบ เป็นผู้ช่วยล่ามที่กรมแผนที่ สอบได้ที่หนึ่งแต่ถูกเรียกไปต่อรองเงินเดือน จากอัตราที่ประกาศไว้ โดยเจ้าหน้าที่กรมแผนที่ อยากจะให้คนอื่นที่สอบได้ที่ ๒ ซึ่งเป็นลูกของผู้ดีมีบรรดาศักดิ์ หรือนายทหารชั้นผู้ใหญ่ได้ตำแหน่งนี้ เมื่อถูกต่อรอง เป็นครั้งที่ ๒ คุณกุหลาบก็แน่ใจว่าเป็นการกีดกันและเล่นพรรคพวก ตั้งแต่นั้นก็ไม่คิดจะทำราชการอีก

เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ ได้ถือกำเนิด หนังสือพิมพ์สุภาพบุรุษรายปักษ์ออกฉบับปฐมฤกษ์ ปีที่ ๑ ฉบับที่ ๑ จัดพิมพ์ที่โรงพิมพ์อักษรนิติ บางขุนพรหม ของนายวรกิจบรรหาร ออกจำหน่ายทุกวันที่ ๑ และ ๑๕ ของเดือน มีกุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นบรรณาธิการ และเจ้าของ มี"ห้องสมุดไทยหนุ่ม" เป็นเอเยนต์ ใช้"ห้องเกษมศรี หน้าวัดชนะสงคราม" เป็นสำนักงาน ค่าบำรุง ๑ ปี ๖ บาท ครึ่งปี ๓.๕๐ บาท (เมล์อากาศ และต่างประเทศเพิ่ม ๑ บาท) ราคา จำหน่ายขายปลีก เล่มละ ๓๐ สตางค์ เงินค่าบำรุงส่งล่วงหน้า

    " บันทึก ความ ทรงจำของ "ฮิวเมอริสต์" ว่าด้วย สุภาพบุรุษ ที่เขียนตอนแรกลงในนิตยสาร ไทยกรุง ฉบับปฐมฤกษ์ พ.ศ. ๒๕๓๑และต่อมา ได้เขียนขยาย ความทรงจำว่าด้วย สุภาพบุรุษ ให้ยาวมากขึ้น โดยลงติดต่อกันเป็นตอน ๆ ในนิตยสาร ลลนา ระยะใกล้เคียงกัน "ฮิวเมอริสต์" ได้ยกตัวอย่างด้วย อารมณ์ขันว่า

        เพราะกุหลาบมีปัญหากับทหารยามที่เฝ้าประตู เนื่องจากเป็นพลเรือน เวลาจะผ่าน ประตูเข้าไปทำงาน ในกรมทหาร เขาต้องลงจากรถจักรยานก่อน ส่วนพวกพล ทหารนายทหารไม่ต้องลง ขี่จักรยานผ่านเข้าไปได้เลย กุหลาบเห็นว่าไม่ยุติธรรม ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจ "เขียนใบลาออกจากหน้าที่ผู้ช่วยบรรณาธิการ" และได้ตรงไปหาครูอบในทันที "ครูครับ ผมลาออกแล้ว" ครูอบได้ฟังเหตุผลก็ตอบในทันทีเช่นเดียวกัน "เอา ออกก็ออกกัน สมเหตุสมผลแล้ว แล้วจะทำอะไรยัง ไงกันต่อไป" "เราออกหนังสือพิมพ์ของเราเองซีครู" "เอาก็เอา มีโครงการยังไงว่าไปซี" "เรื่องอยากออก หนังสือพิมพ์ของเรา กันเองนี้ ผมก็คิดอยู่นานแล้ว เพราะมัวแต่ทำงานเป็นลูกจ้างของเขาอยู่ยังงี้ เมื่อไหร่ จะก้าวหน้าไปในทางที่เราคิดจะไปให้ใหญ่กว่า นี้ ผมก็หาทางจะทำของเรากันเอง ให้ผลประโยชน์ตกอยู่ แก่พวกเรา เราพอจะรวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้ พอจะ สามารถรับงาน หนังสือพิมพ์รายอะไรได้สักฉบับหนึ่ง พอจะมีผู้ออกทุนให้ยืมมาก่อน เพื่อเริ่มงานได้ขนาด ออกรายปักษ์ ผมคิดอยู่นานแล้วว่า จะ ใช้คำว่า สุภาพบุรุษ เป็นชื่อหมู่คณะที่เราจะรวมกัน" หนังสือพิมพ์ สุภาพบุรุษ รายปักษ์

          สิ่งที่เป็นหมุดหมายสำคัญในหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ฉบับปฐมฤกษ์ อยู่ที่ข้อเขียนในลักษณะ บทบรรณาธิการของตัว ผู้เป็นทั้งเจ้าของและบรรณาธิการ ดังมีปรากฏอยู่ในเรื่อง เชิญรู้จักกับเรา และ พูดกันฉันท์เพื่อน ข้อเขียนเรื่อง เชิญรู้จักกับเรา กุหลาบ สายประดิษฐ์ได้ประกาศหมุดหมายที่สำคัญไว้เป็นตัวอย่างให้แวดวงวรรณกรรม ชั้นหลังได้ประจักษ์อย่างสำคัญก็คือทัศนะที่บอกว่า งานเขียนหนังสือเป็นงานที่มีเกียรติและเป็นอาชีพได้   "เพื่อที่จะให้ หนังสือ สุภาพบุรุษ อุ่นหนาฝาคั่งไปด้วยเรื่องอันมีค่ายอดเยี่ยมจึงขอประกาศไว้ในที่นี้ว่า เราปรารถนาเป็นอย่างยิ่ง ที่จะรับซื้อเรื่องจากนักประพันธ์ทั้งหลายทั้งที่เป็นเรื่องบันเทิงคดีและสารคดี..."    "ทำไมเราจึงซื้อเรื่อง"    สำหรับ หนังสือพิมพ์ที่ออกเป็นรายปักษ์หรือรายเดือน ดูเหมือนยังไม่เคยมีฉบับใด ได้นำประเพณีการซื้อเรื่องเข้ามาใช้ การซึ่งเราจะกระทำขึ้นเป็นครั้งแรกนี้ ก็เพราะเห็นว่าถึงเวลาอันสมควรที่จะกระทำแล้ว... การประพันธ์ของชาวเราทุกวันนี้ เป็นเล่นเสียตั้ง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ที่จัดว่าเป็นงานเห็นจะได้สัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ดอกกระมัง บัดนี้จึงควรเป็นเวลาที่เราจะ ช่วยกันเปลี่ยนโฉมหน้าการประพันธ์ให้หันจาก เล่น มาเป็น งาน..."

          สำหรับข้อเขียนของบรรณาธิการอีกชิ้นหนึ่ง พูดกันฉันท์เพื่อน กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ คำว่า  "สุภาพบุรุษ" อย่างเป็นรูปธรรมครั้งแรกเช่นเดียวกัน และนี่คือเหตุหมายสำคัญที่อาจกล่าวได้ว่าจะติดตัวอยู่ในจิตวิญญาณของ สามัญชนที่ชื่อ กุหลาบ สายประดิษฐ์ตลอดไปจนชั่วชีวิต เจ้าของและบรรณาธิการหนังสือสุภาพบุรุษ รายปักษ์ ได้เขียน พูดกันฉันท์เพื่อน ว่าด้วยความหมายของคำว่า สุภาพบุรุษ อย่างชนิดที่เป็นเหมือน "คำมั่นสัญญา" บางอย่างของตัวเขาเอง ดังต่อไปนี้

          "...เรามีความเข้าใจหลายอย่างในคำ 'สุภาพบุรุษ' แต่ความเข้าใจนั้นๆ หาถูกแท้ทั้งหมดไม่ บางคนยกมือชี้ ที่บุรุษแต่งกาย โอ่โถง ภาคภูมิ แล้วเปล่งวาจาว่า 'นั่นแลคือสุภาพบุรุษ' ความจริงเครื่องแต่งกายไม่ได้ช่วยให้คน เป็นสุภาพบุรุษกี่มากน้อย เครื่องแต่งกายเป็นเพียง 'เครื่องหมาย' ของสุภาพบุรุษเท่านั้น และ 'เครื่องหมาย' เป็นของที่ทำเทียมหรือปลอมขึ้นได้ง่ายเพราะฉะนั้นผู้ที่ติด 'เครื่องหมาย' ของสุภาพบุรุษ จึงไม่จำเป็นต้องเป็น สุภาพบุรุษทุกคนไป หนังสือเล่มหนึ่งแนะนำให้เรารู้จักสุภาพบุรุษของอังกฤษ โดยนัยดังต่อไปนี้

๑. ชอบการกีฬา
๒. สุภาพเรียบร้อย
๓. ถือตัว (คือไม่ยอมประพฤติชั่วง่าย)
๔. ไม่อึกทึกครึกโครม
๕. ชอบอ่านหนังสือพิมพ์
๖. มีนิสัยซื่อสัตย์

         กฎกติกาของสุภาพบุรุษอังกฤษ บางข้อไม่จำเป็นสำหรับสุภาพบุรุษไทยนัก แต่ถ้าเรามีกฎที่ดีและปฏิบัติตาม ได้มากๆก็ย่อมแน่ละ ที่ความเป็นสุภาพบุรุษของเราจะต้องเด่นขึ้นถึงอย่างไรก็ดี, เครื่องแต่งกาย ก็ไม่ได้อยู่ใน กฎเกณฑ์ของสุภาพบุรุษอังกฤษในข้อใดข้อหนึ่ง บางทีสุภาพบุรุษอังกฤษเอง ก็คงจะถือว่า เครื่องแต่งกายเป็นเพียง "เครื่องหมาย" ของสุภาพบุรุษ เหมือนดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ข้างต้น ข้าพเจ้าค่อนข้างแน่ใจว่า ประเพณีได้บังคับ ให้สุภาพบุรุษของเรามีลักษณะต่างกับสุภาพบุรุษของชาติอื่นในบางประการแต่จะต่างกันอย่างใด     ไม่ใช่ ความมุ่งหมายที่ข้าพเจ้าตั้งใจเขียนในเวลานี้

          ชาวอังกฤษยังถือกฎที่พิสดารอยู่อีกอย่างหนึ่ง     ที่ว่า "Three generations make a gentleman" เนื้อความดูจะกะเดียด ๆ มาข้าง 'ผู้ดีแปดสาแหรก' ของเรา กฎอันนี้ชาวอังกฤษในยุคปัจจุบันดูเหมือน ไม่ค่อยได้เอาใจใส่พาลจะเห็นว่าเป็นกฎที่น็อนเซ็นส์เอาทีเดียว ถ้าคนเราจะเป็นสุภาพบุรุษได้ ต่อเมื่อบรรพบุรุษต้อง เป็นสุภาพบุรุษมาแล้วถึง ๓ ชั่วคน ก็ดูออกจะเป็นบาปอันหนักสำหรับสุภาพบุรุษที่ไม่มีบรรพบุรุษเป็นสุภาพบุรุษ อยู่ครัน ๆ      จากกฎอันนี้, สุภาพบุรุษดูเหมือนจะมีรูปร่างหน้าใกล้เข้าไปทางขุนนางเป็นอันมาก เพราะต้องอาศัย บารมีของผู้อื่นช่วยและก็ในหมู่พวกขุนนางอาจมีคนชั่วรวมอยู่ด้วยได้ ฉะนั้นในหมู่สุภาพบุรุษก็เห็นจะต้องมี คนชั่วรวมอยู่ได้ด้วยอีกกะมัง? เป็นของน่าขันมาก,

          ถ้าสมัยนี้ยังมีคนนิยมนับถือในกฎที่ว่า "Three generations make a gentleman" ถ้าจะว่า "สุภาพบุรุษ" มีรูปร่างหน้าตาใกล้เข้าไปกับ "ผู้ดี" ดูจะไม่ค่อยมีข้อคัดค้าน แต่ต้องให้เป็น "ผู้ดี" ซึ่งคนในสมัยนี้เข้าใจกัน ถ้าเป็น "ผู้ดีเดินตรอก" อย่างสมัย ๑๐ ปีก่อนลงไป สุภาพบุรุษของเราก็คงไม่มีโอกาสใกล้เข้าไปได้อีกตามเคย แต่อย่างไรก็ตาม, คำว่า "สุภาพบุรุษ" ข้าพเจ้ารู้สึกว่ามีความหมายแรงกว่า "ผู้ดี" เพราะผู้ดี, ตามความเข้าใจ ของข้าพเจ้า, เป็นแต่ทำตัวสุภาพอ่อนโยนอยู่ในกรอบของจรรยาเท่านั้น ส่วนสุภาพบุรุษ นอกจากจะต้องทำหน้าที่ อย่างผู้ดี ยังมีหน้าที่จุกจิกอื่นๆที่จะต้องทำอยู่มาก หัวใจของ " 'ความเป็นสุภาพบุรุษ' อยู่ที่การเสียสละ เพราะการเสียสละเป็นบ่อเกิดของคุณความดีร้อยแปดอย่าง หากผู้ใดขาดภูมิธรรมข้อนี้ผู้นั้นยังไม่เป็นสุภาพบุรุษ โดยครบครัน

          ถ้าจะอธิบายความหมายของสุภาพบุรุษให้กะชับเข้า ก็จำต้องยืมถ้อยคำที่ว่า 'ผู้ใดเกิดมาเป็นสุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับคนอื่น', ซึ่งข้าพเจ้าได้แต่งไว้ในหนังสือเรื่องหนึ่งมาใช้..." ประโยคที่ว่า "ผู้ใดเกิดมาเป็น สุภาพบุรุษ ผู้นั้นเกิดมาสำหรับผู้อื่น" ที่ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยกข้อความมาไว้ในเครื่องหมายคำพูดนั้น แท้จริงก็หาได้เอามาจากผู้อื่นไม่ แต่เป็นข้อความที่มาจากนวนิยายขนาดสั้นเรื่อง เล่นกับไฟ ที่ "ศรีบูรพา" ได้เขียนลงตีพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือเสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ถือเป็นประโยคที่ยังสดๆร้อนๆ สำหรับคนหนุ่มอายุ ๒๓ ที่ได้ประกาศ "อุดมคติ" เอาไว้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแทรกอยู่ในนิยายรักโรแมนติก เรื่องเล่นกับไฟ ของเขาเอง และได้นำมาประกาศ คล้ายเป็นเข็มมุ่งของ หมู่คณะว่า จะรักษาความเป็นสุภาพบุรุษเอาไว้ให้ถึงที่สุด เพราะสุภาพบุรุษนั้นหมายถึง "ผู้เกิดมาสำหรับคนอื่น" นี่คือแก่นหลักของหมู่คณะที่เรียกตัวเองว่า สุภาพบุรุษ ที่ได้แสดงปณิธานว่า ในภายภาคหน้าแม้หมู่คณะนี้ จะกระจัดกระจายกันไปหรือยังรวมกลุ่มกันทำงานในฐานะนักคิด นักเขียน นักหนังสือพิมพ์ แต่ความมุ่งมั่นของ บรรณาธิการ-กุหลาบ     สายประดิษฐ์ ที่ว่าจะ "เกิดมาสำหรับคนอื่น" นั้น คงยังยืนยงอยู่ต่อมาจนกลายเป็น เบ้าหลอมสำคัญของตัวเขาเองจวบจนสิ้นชีวิต

          คณะสุภาพบุรุษ ที่ก่อเกิดมาพร้อมกับหนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ. ๒๔๗๒ นั้น ประกอบด้วยคนหนุ่มในวัยไล่เลี่ยกัน ที่เห็นว่าอาวุโสมากกว่ากุหลาบ สายประดิษฐ์ก็มีอยู่บ้าง เช่น ขุนจงจัดนิสัย  ชิต บุรทัต    สถิตย์ เสมานิล หอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา และอบ ไชยวสุ แต่ทว่าทั้งหมดก็ล้วนเป็น "เกลอ" กัน มีชีวิตผูกพันกัน ด้วยผลงานทางการประพันธ์

    ข้อเขียนที่เป็นความทรงจำของ "ร. วุธาฑิตย์" " (นามปากกาของ จรัล วุธาฑิตย์) หนึ่งในนักเขียน คณะสุภาพบุรุษ ที่เขียนเล่าถึง คณะสุภาพบุรุษ โดยพิมพ์ครั้งแรกในหนังสือ ชมรมนักเขียน ที่ปรากฏอยู่ในหนังสือของ ประกาศ วัชราภรณ์ (บำรุงสาส์น : ๒๕๐๙) เป็นงานเขียนในยุคมืดของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ และยุคเผด็จการ "ถนอม - ประภาส" ถือเป็นเรื่องต่อยอดที่สำคัญ เพราะได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ คณะสุภาพบุรุษ ไว้มากที่สุด พร้อมทั้งได้ตีพิมพ์รูปถ่ายที่ถือว่าคลาสสิกอย่างยิ่ง ทำให้เกิดภาพคุ้นตาเป็นครั้งแรกว่า คณะสุภาพบุรุษ นั้นเคยมีตัวตน

          โดยให้รายละเอียดว่า คณะสุภาพบุรุษ นั้นประกอบไปด้วย กวี นักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์ ทั้งหมด ๑๘ คน คณะผู้ก่อการมีทั้งหมด ๑๐ คน คือ

๑. กุหลาบ สายประดิษฐ์ ("ศรีบูรพา") 
๒. อบ ไชยวสุ ("ฮิวเมอริสต์") 
๓. มาลัย ชูพินิจ ("แม่อนงค์")   
๔. ระคน เภกะนันท์ (นามปากกา "กู๊ดบอย") 
๕. อุเทน พูลโภคา (นามปากกา "ช่อมาลี")   
๖. โชติ แพร่พันธุ์ (นามปากกา "ยาคอบ")   
๗. บุญทอง เลขะกุล (นามปากกา "วรมิตร")   
๘. สนิท เจริญรัฐ (นามปากกา "ศรีสุรินทร์")   
๙. สุดใจ พฤทธิสาลิกร (นามปากกา "บุศราคำ") 
๑๐. จรัญ วุธาฑิตย์ (นามปากกา "ร. วุธาฑิตย์")     

คณะผู้มาร่วมก่อการ มีทั้งหมด ๘ คน   
๑. ขุนจงจัดนิสัย (ไม่ทราบนามปากกา)   
๒. ชิต บุรทัต (นามปากกา "แมวคราว")   
๓. หอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา (นามปากกา "คุณฉิม")   
๔. เสนอ บุณยเกียรติ (นามปากกา "แสงบุหลัน") 
๕. ฉุน ประภาวิวัฒน (นามปากกา "นวนาค") 
๖. สถิตย์ เสมานิล (นามปากกา "นายอยู่")   
๗. โพยม โรจนวิภาต (นามปากา "อ.ก. รุ่งแสง")   
๘. พัฒน์ เนตรรังษี (นามปากกา "พ. เนตรรังษี")

และมีเพื่อนนักเขียนของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ แต่ครั้งสมัย เสนาศึกษาและแผ่วิทยาศาสตร์ อีกสองคน ที่อยู่ในคณะนี้ ตั้งแต่วันแรกที่มาชุมนุม "ดื่ม" กันที่ "ห้องเกษมศรี" คือ ทองอิน บุณยเสนา (นามปากกา "เวทางค์") และ ร.ท. ขจร สหัสรจินดา (นามปากกา "พันเพ็ชร") ทั้งสองคนเป็นนักเขียนมือดีทั้งในแง่เรื่องสั้นและนวนิยายที่ถูกลืมไปแล้ว นอกจากนั้นคณะสุภาพบุรุษยังมีเพื่อนนักเขียนของกุหลาบ สายประดิษฐ์ชื่อเฉวียง เศวตะทัต (นามปากกา "วงศ์เฉวียง") รวมอยู่ด้วย เพราะทั้งสองคนเคยร่วมงานกันมาตั้งแต่ครั้ง ทำหนังสือพิมพ์ ธงไทย ที่ว่าด้วย "กลอนลำตัด" เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๙

          หนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ฉบับปฐมฤกษ์ เมื่อ ๗๒ ปีก่อนมียอดพิมพ์ครั้งแรก ๒,๐๐๐ เล่ม หนังสือได้รับ ความนับถือในทันที เพราะจำหน่ายได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว ทำให้ สุภาพบุรุษ ฉบับที่ ๒ เพิ่มยอดพิมพ์เป็น ๒,๓๐๐ เล่ม และฉบับที่ ๓ เพิ่มยอดพิมพ์เป็น ๒,๕๐๐ เล่ม มีสมาชิกส่งเงิน "ค่าบำรุงหนังสือ" เข้ามาเป็นประจำประมาณ ๕๐๐ คน ใน พ.ศ. ๒๔๗๒ ประชากรประเทศสยามยังมีไม่ถึง ๑๕ ล้านคน นับว่าน่าอัศจรรย์เอาการที่หนังสือในลักษณะ เรื่องสั้น บทกวี นวนิยาย บทความ ตอบปัญหา ฯลฯ ซึ่งจัดเป็น Literary Magazine มากกว่าเป็นลักษณะ "ข่าวสาร การบ้าน การเมือง" หรือ Current Newspaper แม้ขณะนั้นจะเรียกตัวเองว่าเป็นหนังสือ, หนังสือพิมพ์ แต่ก็เพราะในยุค พ.ศ. ๒๔๗๒ ยังไม่มีคำว่า นิตยสาร เกิดขึ้นในภาษาไทย การจัดทำหนังสือทั่วไปทุกลักษณะไม่ว่าจะเป็น "ราย" อะไรก็ตามจะเรียกเหมือนกันหมดว่าเป็น หนังสือ หรือไม่ก็ หนังสือพิมพ์ แม้รัชกาลที่ ๖ จะบัญญัติคำว่า วารสาร ขึ้นใช้กับ ทวีปัญญา รายเดือน ในความหมายที่มาจากภาษาอังกฤษว่า Periodical แล้วก็ตาม แต่ส่วนใหญ่แล้วไม่ว่าใครทำ หนังสือแบบไหนก็ตามมักจะเรียกรวมกันว่า "ทำหนังสือพิมพ์" ไปทั้งหมด ชี้ให้เห็นว่าบ่อเกิดของการเป็นนักเขียน นักประพันธ์ นักหนังสือพิมพ์แต่ดั้งเดิมนั้น ถือเป็นภาวะเดียวกัน ไม่แยกกันเหมือนอย่างปัจจุบัน

         หนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ ได้มีการจัดทำกันทั้งหมด ๓๗ เล่ม ฉบับปฐมฤกษ์เมื่อวันที่ ๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๗๒ โดยมีขนาดรูปเล่มแบบ Pocket Magazine ตลอดทั้งปี พ.ศ. ๒๔๗๒ อยู่ ๒๔ เล่ม คือตั้งแต่ฉบับที่ ๑-๒๔ ราคาจำหน่าย ๓๐ สตางค์ ครั้นขึ้นปี พ.ศ. ๒๔๗๓ หนังสือ สุภาพบุรุษ รายปักษ์ได้ขยายรูปเล่มให้ใหญ่ขึ้น คือตั้งแต่ฉบับที่ ๒๕-๓๗ และได้เพิ่มราคาจำหน่ายเป็น ๔๐ สตางค์ ฉบับสุดท้าย คือปีที่ ๒ เล่มที่ ๓๗ วันที่ ๓๐ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ศิลปิน ผู้วาดปกของ สุภาพบุรุษ รายปักษ์มักชอบวาดรูป "สุภาพสตรี" ขึ้นปกแทบทุกเล่มและบางเล่มก็จะวาดเป็น รูปผู้หญิงกับผู้ชายอยู่ด้วยกัน เริ่มต้นจากผู้ใช้นามว่า "ธัญญา" แห่งสยามศิลป์ สลับกับ "เฉลิมวุฒิ" (นามปากกา เฉลิม วุฒิโฆษิต) และสุภาพบุรุษ รายปักษ์เล่มสุดท้ายเป็นภาพปกที่วาดโดย อ.ก.รุ่ง หรือโพยม โรจนวิภาต ผู้ใช้นามปากกา "งามพิศ" เวลาเขียนบทกลอน

        หนังสือสุภาพบุรุษ รายปักษ์ ได้ยุติการจัดทำลงไปโดยไม่มีหลักฐาน การแถลงอยู่ในบทบรรณาธิการแต่ประการใด บางทีอาจจะเป็นเหตุผลเหมือนอย่างที่ สุภา ศิริมานนท์ ได้เคยกล่าวไว้ "การแต่งหนังสือเป็นอย่างเดียว ไม่มีความรู้ไม่มี ความสันทัดในทางบริหาร ถึงจะจำหน่ายได้ดี นิตยสารนี้ก็ไม่สามารถจะตั้งอยู่ได้" (โลกหนังสือ : ปีที่ ๒ ฉบับที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๒๑) แต่ถ้าพิจารณาอีกประเด็นหนึ่งจากข้อเขียนความทรงจำของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ที่เพิ่งค้นพบ เมื่อไม่นานนี้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ได้เขียนความทรงจำของตนในช่วงนั้นไว้อย่างน่าสนใจว่า "ฉันมีโชคชะตาของฉันที่ จะดำเนินต่อไปด้วยความดำริริเริ่มของฉันเอง ฉันต้องการจะทดลองความคิดและความสามารถของฉัน จากความฝึกฝน ที่ฉันได้รับมา ๕-๔ ปี ดังนั้น

          ในเดือนมิถุนายน พ.ส. ๒๔๗๒ ฉันจึงรวบรวมสมัครพรรคพวก จัดตั้งหนังสือพิมพ์รายปักษ์ สุภาพบุรุษ ขึ้นโดยได้รับความอุดหนุนจากนายหอม นิลรัตน์ ณ อยุธยา เจ้าของหนังสือพิมพ์ ไทยหนุ่ม ซึ่งในเวลานั้นเป็น หนังสือพิมพ์รายวันที่มีวิธีการอันก้าวหน้ากว่าหนังสือพิมพ์ใดๆ ในสมัยเดียวกัน "กิจการของเราได้รับ ความสำเร็จอย่างงดงาม ชื่อเสียงของคณะเรา คณะ 'สุภาพบุรุษ' แผ่กว้างออกไปจน

          กระทั่งราวต้นปี พ.ศ. ๒๔๗๓ หนังสือพิมพ์ บางกอกการเมือง ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์ผู้น้องของหนังสือพิมพ์ กรุงเทพไทยเดลิเมล์ (คือเป็นหนังสือพิมพ์ร่วมเจ้าของเดียวกัน) ของบริษัทสยามฟรีเปรส ประสพความเสื่อมโทรม ขาดความนิยม และจำนวนหนังสือที่พิมพ์จำหน่าย ได้ลดลงเป็นลำดับ ทางกองอำนวยการจึงได้ประชุมปรึกษาหาทาง แก้ไข นายชะอุ่ม    กมลยะบุตรนักหนังสือพิมพ์อาวุโส และในเวลานั้นเป็นหัวหน้าอยู่ในกองบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ กรุงเทพเดลิเมล์ได้เสนอต่อกองอำนวยการว่า ถ้าจัดการให้ได้ตัวกุหลาบ สายประดิษฐ์มาเป็นบรรณาธิการ ก็คงปรับปรุง หนังสือพิมพ์ บางกอกการเมือง ให้ขึ้นสู่ความนิยมได้ ด้วยได้เห็นความสำเร็จของกุหลาบ สายประดิษฐ์ในการจัดตั้ง หนังสือพิมพ์รายปักษ์สุภาพบุรุษมาแล้ว ทางกองอำนวยการของสำนักนั้น      ตกลงรับข้อเสนอของนายชะอุ่ม และได้ให้คนมาติดต่อเชิญกุหลาบ สายประดิษฐ์เป็นบรรณาธิการ   หลังจากเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๗๓ ตำนานแห่ง คณะสุภาพบุรุษ ยังคงมีสืบต่อมา แต่ทว่ามิได้เป็นไปในลักษณะของการจัดทำ Literary Magazine อีกต่อไป

          หนังสือพิมพ์รายวัน บางกอกการเมือง ซึ่งนายหลุย คีรีวัต เป็นเจ้าของได้เริ่มออกตั้งแต่ปลายรัชกาลที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๖๖) มีพระสันทัดอักษรสารเป็นบรรณาธิการ ภายหลังมีปัญหาทางสุขภาพจึงได้ให้พระวินัยสุนทรการรักษาการแทน แต่ความนิยมหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ได้เริ่มลดลง ดังนั้นจึงได้ติดต่อให้ กุหลาบ สายประดิษฐ์ มาเป็นบรรณาธิการแทน เมื่อวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๔๗๓ และได้มีการปรับปรุงจัดตั้งกองบรรณาธิการใหม่ โดยมี สนิท เจริญรัฐ, เฉวียง เศวตะทัต, ชะเอม อันตรเสน, จาก คณะสุภาพบุรุษ มาช่วยงาน ปรับเปลี่ยนรูปแบบแปลกใหม่เรียกร้องความสนใจ เช่น พิมพ์สีตามวัน หรือริเริ่มจัดทำฉบับพิเศษ จนผู้อ่านเรียกขานกันว่า บางกอกการเมืองยุคใหม่ ทำยอดจำหน่ายสูงมาก จนเมื่อเกิดปัญหาตีพิมพ์ข่าวพระยาสมบัติบริหาร เจ้ากรมมหาดเล็ก หกล้มต่อหน้าพระที่นั่ง ข่าวนี้ได้สร้างความไม่พอใจ ให้แก่ผู้ตกเป็นข่าว ดังนั้นจึงหาทางบีบมาทางเจ้าของทุน กุหลาบ สายประดิษฐ์เห็นว่าไม่ยุติธรรมจึงขอลาออก ทั้งคณะหลังจากทำมาได้เพียง ๓ เดือนเท่านั้น

          ปลายปี พ.ศ. ๒๔๗๓ กุหลาบ สายประดิษฐ์ได้รับการชักชวนอีกครั้งจากนายเอกโป้ย (เอก) วีสกุลเป็นนายทุน ออกหนังสือพิมพ์รายวันไทยใหม่ ในนามของบริษัทไทยใหม่จำกัด มีนายเอก วีสกุลและนายเต็ก โกเมศเป็นผู้ถือหุ้น และมีกุหลาบ สายประดิษฐ์ เป็นบรรณาธิการ เปิดสำนักงานที่ตรอกกัปตันบุช สี่พระยา คณะผู้จัดทำเป็นกลุ่มสุภาพบุรุษ อีกเช่นเคย โดยกุหลาบได้ตั้งคำขวัญว่า "ตั้งต้นชีวิตใหม่ โดยอ่านไทยใหม่" ถือเป็นหนังสือพิมพ์รายวัน ที่ก้าวหน้า โดดเด่นอีกฉบับหนึ่งในยุคนั้น นอกจากจะเสนอข่าวและบทความเป็นที่นิยมของผู้อ่านแล้ว กุหลาบ สายประดิษฐ์ ยังได้สนับสนุนให้เปิดด้านบันเทิงคดีขึ้นมาด้วย โดยได้จัดทำออกเป็น ไทยใหม่วันอาทิตย์
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: