หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: คุณภาพเด็ก...ขวัญกำลังใจครู...เป็นของคู่กัน  (อ่าน 2587 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
********
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 3747



« เมื่อ: กรกฎาคม 23, 2012, 09:55:18 PM »

กลิ่น สระทองเนียม

          จากนโยบายลดกำลังบุคลากรภาครัฐ ด้วยการให้ข้าราชการที่มีคุณสมบัติอยู่ในเกณฑ์กำหนด สามารถขอเกษียณอายุราชการก่อนกำหนดที่จะมีอายุครบ 60 ปีได้นั้น เหมือนจะได้ผลเอามาก ๆ เพราะนับตั้งแต่โครงการนี้ถูกจัดขึ้นมามีข้าราชการใช้สิทธิกันเต็มโควตา โดยเฉพาะวงการครูได้ขอเออร์ลี่รีไทร์กันเกินจำนวนทุกครั้งจนถึงขั้นต้องมีการจัดอันดับกันใหม่ ส่วนนี้หากมองถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นก็น่าจะมีมากหากเป็นหน่วยงานราชการที่มีคนล้นงาน เพราะจะทำให้เหลืองบประมาณไปพัฒนาด้านอื่นเพิ่มขึ้น  แต่หากเป็นหน่วยงานที่มีปริมาณงานมากจำนวนบุคลากรยังขาดแคลนอยู่อย่างเช่น กระทรวงศึกษาธิการแล้ว ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับคุณภาพการศึกษาของเด็กก็คงหนีไม่พ้น ด้วยการศึกษาต้องจัดให้กับเด็กทุกคนในทุกพื้นที่ เมื่อต้องมาเจอโครงการนี้เข้าไปหลายรอบทำให้ครูขอออกจากระบบไปแล้วเป็นแสนราย ครูขาดแคลนจึงเกิดขึ้นตามมาโดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กจำนวนมากจะเกิดปัญหาครูไม่พอสอนครบทุกชั้นส่วนโรงเรียนขนาดใหญ่ครูจะไม่พอสอนครบทุกสาระวิชา แม้ว่าปัญหานี้ในช่วงหลัง ๆ ทาง กพร.จะคืนอัตราเกษียณของครูมาให้ครบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์แล้วก็ตาม แต่ด้วยปัญหานี้ถูกสะสมมานานทำให้จำนวนครูขาดแคลนจึงยังมีอยู่อีกมากเช่นเดิม

          หากถามว่า ทำไม? ครูไทยถึงอยากเออร์ลี่รีไทร์กันมากนัก ทั้งที่เงินเดือนในปัจจุบันก็ได้รับในอัตราสูงพอสมควร คำตอบส่วนใหญ่ที่ได้รับก็คงจะตอบว่า "อยากออกเพราะเหนื่อย" ซึ่งความเหนื่อยที่ว่านี้น่าจะมีสาเหตุมาจากหลายประการ คงนำมาแจกแจงในที่นี้ไม่หมดแน่จึงขอนำเสนอเฉพาะประเด็นสำคัญบางส่วน ดังนี้

          เหนื่อยแรก คงหนีไม่พ้นภาระงานที่มีมากจนเกินกำลัง ทั้งงานจากต้นสังกัดต่างสังกัดที่ถูกส่งไปให้ครูทำโดยไม่คำนึงว่ากิจกรรม โครงการหรืองานที่หน่วยเหนือคิดให้นั้นจะสามารถตอบโจทย์แก้ปัญหาถึงความต้องการของแต่ละพื้นที่ได้แท้จริงหรือไม่ เพราะด้วยความเป็นจริงแล้วเด็กในแต่ละพื้นที่จะมีความต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตแตกต่างกันไปการกำหนดให้ทำในแนวทางเดียวกันทุกพื้นที่นั้นคงไม่ได้ผลทุกพื้นที่ แต่เมื่อถูกสั่งมาแล้วก็จำเป็นต้องทำ แม้รู้ว่าประโยชน์ที่เกิดขึ้นจะคุ้มค่ากับการลงทุน ลงแรง และเวลาที่ใช้ไปหรือไม่ ผลสุดท้าย การปรุงแต่งตัวเลขสวยหรูกับการรายงานผลเพื่อมิให้ถูกตำหนิจึงเกิดขึ้น ภาระงานที่ว่านี้ยิ่งไปรวมกับงานตรวจสอบ การประเมินผลคุณภาพการศึกษาทั้งภายในและภายนอกด้วยแล้ว ยิ่งหนักไปกันใหญ่ เพราะการประเมินที่ว่านี้ แม้ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบจะบอกว่าประเมินที่คุณภาพเด็กแต่ด้วยมีการสร้างมาตรฐานการประเมินเกี่ยวข้องกับหลายส่วนในหลายมาตรฐานการขอดูร่องรอยหลักฐานจึงยังคงมีอยู่ท้ายสุดก็ลงที่งานเอกสารอยู่ดี จึงกลายเป็นภาระหนักของครูอย่างยิ่งที่ต้องมาจัดเตรียมเอกสาร หลักฐานจำนวนมาก ปัญหาที่ว่านี้หากเป็นโรงเรียนขนาดใหญ่มีบุคลากรและงบประมาณมาก ก็พอกล้อมแกล้มไปได้ แต่สำหรับโรงเรียนขนาดเล็กที่มีครูและงบประมาณน้อยแล้ว ความสาหัสที่เกิดขึ้นกับครูคงไม่ต้องพูดถึง เมื่องานอื่น ๆ มีมาให้ทำแทบจะกลายเป็นงานหลัก เลยทำให้งานสอนกลายเป็นงานรองไปในที่สุด เมื่อครูเสียเวลาไปกับงานอื่นมากมายเช่นนี้เวลาที่จะเหลือไปคิดเตรียมการพัฒนาสื่อหรือวิธีการสอนเด็กให้เกิดคุณภาพก็หมดไป

          เหนื่อยต่อมาก็น่าจะเกี่ยวข้องกับตัวครูเองที่ต้องโดนถูกตรวจสอบอย่างต่อเนื่องว่าเป็นครูมีคุณภาพหรือไม่ ซึ่งคุณภาพที่ว่านี้หากดูกันที่ประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนก็ถือว่าถูกต้องแต่นี่กลับไปคิดว่าครูขาดคุณภาพเพราะขาดความรู้ เมื่อโจทย์ผิดวิธีคิดแก้ปัญหาจึงผิดไปด้วย การนำครูไปอบรม สัมมนาจนแทบไม่มีเวลาอยู่โรงเรียน หรือบังคับให้ครูเรียนรู้ตามหลักสูตรกำหนดผ่านสื่อเทคโนโลยีโดยที่ผู้ดำเนินการเองก็มิเคยรับรู้ว่าระบบที่ใช้มีปัญหามากน้อยเพียงใด ผลที่เกิดขึ้นนอกจากจะไม่ได้ทำให้ครูเกิดคุณภาพเป็นครูมืออาชีพอย่างแท้จริงแล้วยังพลอยเกิดความเครียดเพราะเกรงว่าจะไม่ผ่านหลักสูตรอีกด้วย

          อีกความเหนื่อยหนึ่งของครูซึ่งน่าจะถือเป็นประเด็นหลักเลยก็ว่าได้นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำในความก้าวหน้าทั้งด้านเงินเดือนและวิทยฐานะ ที่ยังไม่ได้วัดกันที่ศักยภาพความสามารถ จากการปฏิบัติงานอย่างแท้จริง แต่ส่วนใหญ่ยังเน้นอยู่ที่ผลงานวิชาการเป็นหลัก ยิ่งไปเจอกับมาตรฐานการประเมินของคณะกรรมการที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของแต่ละสำนักงานเขต แต่ละกลุ่มวิชาที่บางคณะก็รู้จักผ่อนคลายเข้าใจงานของครูแต่บางคณะก็สุดเขี้ยวยึดแต่หลักการหรืออัตตาของตนเองหรือคำนึงอยู่แค่ว่าต้องมีผลงานวิชาการเป็นเลิศเป็นหลัก ทั้งที่งานวิชาการที่ว่านี้ครูระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานก็ไม่ถนัดและไม่สอดคล้องกับงานที่ปฏิบัติจริง ด้วยครูที่ส่งผลงานก็เพื่อขอวิทยฐานะไม่ใช่ขอตำแหน่ง ผศ. รศ. หรือ ศ. แต่อย่างใดจึงไม่น่าจะเน้นงานวิชาการมากขนาดนั้น  ทำให้การได้มาซึ่งวิทยฐานะของครูจึงยากมากหรือมีบางส่วนได้มาก็เกิดการเปรียบเทียบของครูด้วยกันเองทั้งในและต่างโรงเรียนจนถึงระหว่างเขตพื้นที่การศึกษา ทำให้เห็นความเหลื่อมล้ำในมาตรฐานการประเมิน ยิ่งมีการนำแท่งเงินเดือนไปยึดติดอยู่กับวิทยฐานะด้วยแล้ว ทำให้ครูที่ไม่ได้รับวิทยฐานะเพิ่มขึ้นเงินเดือนต้องตันอยู่กับแท่งเดิม เรียกว่าเงินเดือนก็ชนเพดานวิทยฐานะก็ต่ำ ความน้อยเนื้อต่ำใจจึงเกิดขึ้น

          สาเหตุความเหนื่อยหน่ายของครูที่นำมายกตัวอย่างเพียงบางส่วนนี้เชื่อว่าผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายทราบกันดีจนอาจเห็นเป็นเรื่องปกติไปแล้ว แต่สำหรับครูที่ได้รับผลกระทบถือว่าเป็นตัวบั่นทอนขวัญกำลังใจที่สำคัญยิ่ง เพราะเป็นตัวส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานลดลงไปด้วย เมื่อทุกฝ่ายอยากให้ครูได้ช่วยกันเพิ่มคุณภาพเด็ก ก็น่าจะต้องหันมาเสริมขวัญ สร้างกำลังใจให้กับครูให้ได้ก่อน ด้วยการปลดล็อกปัจจัยที่สร้างความเหนื่อยล้าของครูทั้งหลายนี้ให้เหลือน้อยที่สุดหรือหมดไปเลยได้ยิ่งดี การปลดล็อกที่ว่านี้คิดว่าทำได้หากมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือครู กรณีตัวอย่างความสำเร็จของการแก้ไขก็มีเกิดขึ้นให้เห็นบ้างแล้ว เช่น การคลายล็อกเรื่องเงินเดือนเต็มเพดานที่ตอนนี้ ก.ค.ศ. ได้ออก กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ได้รับเงินเดือนสูงกว่าหรือต่ำกว่าขั้นต่ำหรือสูงกว่าขั้นสูงของอันดับ (ฉบับที่.) พ.ศ..ซึ่งจะสามารถช่วยครูที่มีเงินเดือนเต็มเพดานแท่ง คศ. 2 , คศ. 3 คศ. 4 ได้เลื่อนไหลไปรับในแท่งที่สูงขึ้นได้เมื่อเงินเดือนขยายได้เพิ่มขึ้นความเหลื่อมล้ำด้านเงินเดือนและความเครียดจากปัญหาวิทยฐานะก็น่าจะลดน้อยลง ครูก็จะมีกำลังใจ เหลือเวลามาสอนเด็กได้มากขึ้น

          ปัจจัยต่อมาที่ควรปลดล็อกก็คือ น่าจะลดจำนวนการประเมิน การทดสอบให้น้อยลงหรือไม่ก็ยกเลิกไปเลยแล้วใช้วิธีการนิเทศ ช่วยเหลือ สนับสนุน เข้าไปทดแทน เพราะเท่าที่ผ่านมาการประเมินหรือการทดสอบแม้จะรู้ปัญหาแล้วก็ตามแต่ก็ไม่ได้เข้าไปช่วยเหลือโรงเรียนกันอย่างจริงจัง พอสิ้นปีก็มีการทดสอบหรือประเมินกันใหม่อีกเมื่อเป็นเช่นนี้คุณภาพของเด็กจะดีขึ้นได้อย่างไรเมื่อทุกฝ่ายทำหน้าที่แต่ตรวจสอบหาปัญหา แต่ไม่เข้าไปร่วมแก้ปัญหาและพาทำอย่างจริงจังสักที

          อีกล็อกหนึ่งที่จะต้องเร่งแก้ไข คือ ควรบูรณาการลดกิจกรรม โครงการ ที่หน่วยเหนือคิดขึ้นเพื่อให้เหลือที่สำคัญจริง ๆ จะได้ไม่สร้างภาระให้กับครู และเหลือเวลากับการสอนเด็กมากขึ้น หรือหากจะให้ดีก็ควรใช้วิธีจัดสรรงบประมาณส่งไปให้โรงเรียนคิดแก้ปัญหาและพัฒนาเองน่าจะทำให้ตรงกับบริบทความต้องการแต่ละพื้นที่มากยิ่งขึ้น หากทำได้เช่นนี้งานด้านเอกสารต่าง ๆ หรือกิจกรรมที่ทำให้ครูต้องทิ้งโรงเรียนเพื่ออบรม สัมมนาก็จะลดลงไปด้วย

          หากหน่วยงานหรือผู้ที่เกี่ยวได้ช่วยกันปลดล็อกสาเหตุทั้งหลายที่ทำให้ครูเสียเวลา เสียขวัญกำลังใจ ให้หมดไปได้พร้อมทั้งหาทางเสริมสร้างขวัญกำลังใจให้เกิดขึ้นกับครูพร้อมไปด้วยแล้ว เชื่อว่าจิตวิญญาณของความเป็นครูคงไม่มีใครไม่อยากเห็นศิษย์ของตนเองมีคุณภาพตกต่ำเป็นแน่ การพัฒนาคุณภาพเด็กจึงอย่ามัวหลงประเด็น คิดอยู่แค่ครูขาดความรู้ เพราะปัญหาใหญ่ไม่ใช่อยู่ตรงนั้น ซึ่งความเชื่อส่วนตัวยังเชื่อว่าหากครูมีขวัญ กำลังใจดี ประสิทธิภาพการทำหน้าที่การเรียนการสอนก็ต้องดีตามไปด้วย คุณภาพการศึกษาของเด็กก็คือผลลัพธ์ที่จะตามมาทั้งหมดไม่ใช่เป็นแค่หลักการ แต่เป็นข้อเท็จจริงนะครับท่าน.

         

ที่มา -เดลินิวส์
และ http://kruthai.info/view.php?article_id=1707
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: