หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การให้นิยามและความเลื่อนไหลของ “ความเป็นกลาง”  (อ่าน 546 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: ธันวาคม 27, 2011, 08:53:22 PM »




ในรอบ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมาได้มีโอกาส พบปะพูดคุยและรับฟังจากผู้ใหญ่ในวงการสื่อสารมวลชนของไทยหลายๆท่าน ทั้งในแบบพบปะพูดคุยซึ่งๆหน้า แลกเปลี่ยนทัศนคติผ่านวงเสวนาทางวิชาการ แบ่งปันความคิดเห็นในเครือข่ายสังคมออนไลน์ รวมไปถึงการได้ติดตามรายการต่่างๆผ่านทางสื่อ

สิ่งที่สำคัญและควรค่าที่จะเขียนถึงหลังจากพยายามตกผลึกและจับประเด็นของแต่ละท่านดูเหมือนจะมีจุดร่วมเดียวกันคือ “ความเป็นกลาง” หลายๆคนชวนตั้งคำถามว่าความเป็นกลางในสังคมที่กำลังมีความขัดแย้งอย่างประเทศไทยยังมีอยู่จริงหรือไม่? และถ้ามีอยู่เราจะนิยามมันว่าอย่างไร? และความเป็นกลางในอดีตและปัจจุบันความหมายของมันเลื่อนไหลไปจากเดิมมากน้อยเพียงใด? อาจเลยเถิดไปถึงว่าถ้าโลกนี้ไม่มีความเป็นกลางจะเป็นเช่นไร?

โตมร ศุขปรีชา บรรณาธิการนิตยสาร GM เล่าถึง “ความเป็นกลางแบบดั้งเดิม” ในวงเสวนาวงหนึ่งว่า ความเป็นกลางแบบดั้งเดิมถูกตั้งอยู่บนแนวคิด “การเมินเฉย” โตมรยกกรณีที่เมื่อครั้งหนึ่งชาวยิวได้พยายามล่องเรืออพยพหนีภัยสงครามไปยังสหรัฐอเมริกาซึ่งในครั้งนั้นสหรัฐฯยังไม่เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 แต่ได้รับการปฏิเสธให้ขึ้นฝั่ง สุดท้ายต้องล่องเรือกลับไป และบางส่วนถูกสังหารหมู่โดยน้ำมือของนาซี

ความเป็นกลางแบบนี้อาจจะเป็นลักษณะแบบ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ไม่อยากเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา และเพิกเฉยต่อผลกระทบที่จะมาจากการไม่ตัดสินใจ น่าจะเป็นการสะท้อนสังคมที่ยังไม่มีความซับซ้อนมากในขณะนั้น

แต่เมื่อสังคมเกิดการพัฒนาและมีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนขึ้น เช่น หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 โลกเผชิญกับภาวะสงครามเย็นที่เป็นสงครามแบบ “ตัวแทน” การแบ่งขั้วนั้นเกิดขึ้นแม้ในประเทศเดียวกัน พื้นที่เดียวกัน และอาจรวมไปถึงหน่วยเล็กที่สุดอย่างครอบครัวเดียวกัน การต่อสู้เชิงอุดมการณ์ทั้ง โลกเสรีนิยมและโลกสังคมนิยมมีส่วนทำให้ความเป็นกลางแบบนั้นอาจไม่เพียงพอที่จะอธิบายเสียแล้ว

การที่ความสัมพันธ์ถูกต่างออกไปเรื่อยๆว่า ถ้าไม่ใช่พวกนั้นก็ต้องเป็นพวกนี้จึงเกิดขึ้นหลายๆครั้งก็ถูกนำไปเป็นเครื่องมือในการทำลายฝ่ายตรงข้าม เช่น “ลัทธิแม็คคาร์ธี” ในสหรัฐอเมริกา ที่นำโดย โจเซฟ แม็คคาร์ธี ที่มีส่วนการสร้างความเกลียดกลัวคอมมิวนิสต์ในอเมริกา และจับคนที่ไม่เห็นด้วยกับเขารวมถึงฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองโดยประนามว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกคอมมิวนิสต์  (ดูประวัติ ที่นี่) โดยอาศัยสื่อเป็นเครื่องมือในการโจมตี

โลกยุคหลังสมัยใหม่เราเริ่มพูดถึง”การแย่งชิงนิยาม”ต่างๆที่เป็นนามธรรมเพื่อใช้เป็นประโยชน์ทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม เช่น การนิยามความดี ความถูกต้อง ความจงรักภักดี ฯลฯ และรวมไปถึงความเป็นกลางในสังคมด้วย

เราจะเห็นการผลิตวาทกรรมยกตัวอย่าง เช่น “เราทำสิ่งนี้ในนามแห่งความดี” ,”สิ่งที่ผมทำอยู่บนฐานของความถูกต้อง”,”ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างความถูกต้อง” ,”ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างในหลวง” หรือ “ไม่เคยเป็นกลางอยู่ข้างประชาชน” ซึ่งประโยคเหล่านี้มันก็มีความย้อนแย้งอยู่ในตัว ด้านหนึ่งเป็นการผลักดันให้คนที่ไม่เห้นด้วยกันฝ่ายตนเองเป็น “ฝ่ายตรงข้าม” ในคติแบบ ดี-ชั่ว,ดำ-ขาว หรือ ถูก-ผิด  แต่การชิงนิยามที่อาศัยฐานความคิดแบบหลังสมัยใหม่เหล่านี้กลับมีปัญหาในตนเองอย่างหนึ่ง เพราะบนฐานของความคิดแบบหลังสมัยใหม่นั้นมีการปฏิเสธ “ความจริงสูงสุดที่เป็นแบบๆเดียว” อยู่โดยนัย แต่วาทกรรมเหล่านั้นกับอยู่บนฐานความคิดความจริงความถูกต้องและความดีงามเพียงหนึ่งเดียว (metaphysics)

แล้วความเป็นกลางในปัจจุบันล่ะมีลักษณะเช่นไร? ขอยกตัวอย่างที่น่าสนใจเมื่อ รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ อาจารย์คณะนิติศาสตร์ แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ไปออกรายการทางสถานีไทยพีบีเอส มีการแสดงความคิดเห็นว่าที่น่าสนใจว่า เมื่อสมัยคุณทักษิณตัวอาจารย์ก็ถูกมองว่าเป็นสีหนึ่ง พอหลังรัฐประหารกลับถูกมองว่าเป็นอีกสีหนึ่ง ทั้งๆที่อาจารย์ยังอยู่ที่จุดเดิม บนฐานของหลักกฏหมายเหมือนเดิม

สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เราเห็นอะไรในสังคมไทย? มันน่าจะสะท้อนถึงสังคมที่ไม่เปิดกว้างในการมองผ่านแว่นที่มีความหลากหลาย ประมาณว่าถ้าแตกต่างจากที่เราเชื่ออยู่นั้นย่อมไม่ใช่สิ่งดี แต่กลับไม่ใช้เหตุและผล มาคัดง้างกัน ประเทศไทยควรต้องมี “วัฒนธรรมแห่งการโต้แย้ง การตั้งคำถาม และการรับฟัง” ที่มากขึ้น นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ บรรณาธิการอาวุโสฝ่ายบริหาร เครือเดอะ เนชั่น เคยให้ความเห็นที่น่าสนใจว่า สังคมที่ไม่เปิดกว้างขนาดนี้จะทำให้คนมีลักษณะ “กลัวจะมีคนเกลียด หรือ กลัวจะไม่มีคนมารัก” เพราะการแสดงจุดยืนที่ชัดเจนของตัวเอง

ฉัตรชัย ตะวันธรงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสถานีสปริงนิวส์ กล่าวกับผมว่า สื่อมักจะถูกคาดหวังให้มี “จรรยาบรรณ” และความเป็นกลาง โดยส่วนตัวคุณฉัตรชัยแล้วคิดว่าจรรยาบรรณนั้นเป็นสิ่งที่ถูกสอนในหลักสูตรนิเทศศาสตร์ตามสถาบันการศึกษาเท่านั้น พอเรียนจบมาเราต้องมาร่วมร่างแนวทางในการทำงานขององค์กรร่วมกัน โดยสปริงนิวส์นั้นถือคติว่าต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนได้นำเสนอข้อมูล
ความหมายของความเป็นกลางเลื่อนไหลดั่งสายน้ำ

เขาเชื่อว่าลึกๆแล้วทุกคนมีสีมีฝ่าย แต่การเปิดโอกาสให้ชี้แจงและให้ประชาชนผู้รับสารเป็นคนตัดสินถือว่าเป็นสิ่งที่สื่อควรทำ ยกตัวอย่างกรณีที่มีภาพที่ถูกส่งต่อทางเฟซบุ๊ก ที่อ้างว่าภาพเหล่านั้นเป้นเจ้าหน้าที่ของฮอตไลน์ ศปภ. ยกหูโทรศัพท์ขึ้นและนั่งเล่นเกมส์ทำให้ประชาชนโทรไปร้องเรียนไม่ติด สปริงนิวส์จึงติดต่อขอสัภาษณ์ ดร.ธงทอง จันทรางศุ โฆษก ศปภ.ได้พาชมตึก energy complex และชี้แจงว่า จริงๆไม่ใช่ห้องฮอตไลน์แต่เป็นห้องปฏิบัติการ ซึ่งภาพที่เห็นนั้นเป็นช่วงเวลาพักทำให้เจ้าหน้าที่ต้องยกหูขึ้นเพื่อต้องการพักผ่อน ฉัตรชัยได้กล่าวว่านี่คือสิ่งที่สื่อควรจะทำ ส่วนประชาชนจะเชื่อหรือไม่ก็อยู่ที่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล

โตมร ยังสรุปว่าสังคมตอนนี้บางทีอาจจะอยู่ในสังคมที่มีแต่ “ความคิดเห็น” (opinion) มากกว่า ” ความรู้” (knowledge) ซึ่งเป็นสังคมที่เพลโตชิงชัง  อาจกล่าวได้ว่าเมื่อสังคมมีการเลือกขัางมากขึ้นเรามักจะมองข้าม “การตรวจสอบ” ในส่วนลัทธิและฝักฝ่ายที่ตัวเองเชื่ออยู่ เป็นความเชื่อและความศรัทธาในรูปแบบ “ความเชื่อที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ตนยึดมั่นอยู่” (belong to) เพราะถ้าหากเป็นเช่นนั้นก็เหมือนกับการมีศรัทธาโดยการปราศจากการตั้งข้อสงสัยในศาสนจักรของคนที่อยู่ในยุคกลางของยุโรป

ยกตัวอย่างเช่นเมื่อคุณเป็นตั้งตนสีหนึ่งคุณจึงมุ่งมั่นในการตรวจสอบอีกสีหนึ่ง จนบางทีคุณเลือกมองข้างในการตรวสอบฝ่ายตัวเอง สิ่งเหล่านี้อาจสรุปได้ว่าความเป็นกลางในยุคสมัยใหม่นั้น ไม่ใช่สิ่งที่จะบอกว่าคุณไม่ฝักใฝ่ฝายใดและวางตัวอย่างเมินเฉย เพียงแต่คุณพร้อมที่จะเปิดโอกาสให้ได้พูด ได้ฟัง และได้ตั้งคำถามหรือไม่?

ถึงเวลานั้นบางทีเราอาจจะเลิกตั้งคำถามว่าความเป็นกลางคืออะไร? และความเป็นกลางมีอยู่จริงหรือไม่? ก็เป็นได้


ที่มา  :  http://www.siamintelligence.com/what-is-moderate/
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: