หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: อัตตดุลยพินิจของศาล  (อ่าน 418 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: ธันวาคม 24, 2011, 11:00:22 AM »


อัตตดุลยพินิจของศาล



อัตตดุลยพินิจของศาลกับวุฒภาวะของสังคมบนความขัดแย้งแตกแยก ในกรณี คำตัดสิน นายอำพล ตั้งนพกุล หรือ “อากง” คดีหมิ่นพระบรม ตามมาตรา 112 และ ในกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำต่อสู้คัดค้านโรงไฟฟ้าบ้านบ่อนอกบ้านหินกรูด

กรณีอากง ประชาชนจำนวนไม่น้อยไม่ได้สงสัยในการใช้กฎหมาย 112 แต่ที่เกิดความเคลือบแคลงคือข้อเท็จจริงประจักษ์ชัด ปราศจากข้อโต้แย้ง เพราะสังคมต่างรับรู้ว่า ในยามนี้เกิดพลังกดดันจากประชาชนที่ศรัทธา มากจนงมงายล้นเกินต่อสถาบันรวมถึงกลไกรัฐที่แสดงถึงจุดยืนปกป้อง และนั่นเองที่กระบวนการยุติธรรมดูสั่นคลอน เนื่องจากสะท้อนให้เห็นอคติในการตัดสินคดี ซึ่งที่ขัดแย้งต่อจิตสำนึกของประชาชนที่ใคร่ครวญเรื่องความยุติธรรม

อย่าลืมว่า ในยามนี้สังคมไทยมีวุฒิภาวะในการเฝ้ามองตรวจสอบบทบาทศาลและการทำงานของกระบวนยุติธรรมมากกว่าเดิมมาก และการวิพากษ์วิจารณ์สามารถเกิดขึ้นได้รวดเร็วและมีโอกาสก่อผลไปสู่การเปลี่ยนแปลง ได้ทุกเวลา ถ้าหากว่า ข้อโต้แย้งนี้ไปสู่จุดถึงที่สุดไร้ซึ่งความคิดเห็น ต่อการใช้อัตตดุลยพินิจของศาลอย่างไม่สมเหตุสมเหตุในพยาน หลักฐานและการเข้าใจบริบทของสังคม
ดุลยพินิจที่ไม่สอดคล้องคล้อยตามพัฒนาการของสังคม เงื่อนไข ภาวะความเป็นจริงที่เปลี่ยนแปลงไปของโลก การยืนยันให้คำตัดสินเดินไปตามเจตนารมณ์ ของกฎหมาย การเชื่อในพยานหลักฐานอันเป็นที่สิ้นสุดและประจักษ์ชัด (จับต้องได้ คือ ความยุติธรรมข้อถกเถียงเรื่องอีมี่) ล้วนแต่นำมาซึ่งข้อสงสัยเคลือบแคลงในการใช้ดุลยพินิจของศาล สถิตยุติธรรม และยิ่งน่าวิตกหากข้อสงสัยลุกลามไปสู่การวิพากษ์วิจารณ์ต่อฐานคิดที่หล้าหลัง และลงติดในอำนาจนิยมของผู้ให้ความยุติธรรม โดยไม่ร่วมรับรู้และปรับกระบวนทัศน์ให้สอดคล้องกับพัฒนาการของสังคม

ส่วนกรณี นางจินตนา แก้วขาว แกนนำอนุรักษ์ นั้นเป็นการสะท้อนภาวะความสนใจต่อสถานการณ์ความเปลี่ยนของโลกเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม จิตสำนึกในความรักความหวงแหนในวิถีท้องถิ่นอันเป็นสิทธิชุมชนซึ่งกฎหมายรัฐธรรมนูญคุ้มครอง ศาลได้สั่งจำคุกโดยไม่รอลงอาญา ทั้งๆ ที่ศาลควรจะใคร่ครวญพิเคราะห์ความรู้สึกของสังคม ความจำเป็นอันแสนยากของความขาดแคลนบุคลากรทางสังคมที่หวงแหนแผ่นดินถิ่นเกิด และศาลควรจะพิเคราะห์ให้เห็นเป็นโอกาสว่า “คนที่อุทิศตนเพื่อปกป้องท้องถิ่น แผ่นดินถิ่นเกิด อย่างบริสุทธิ์ใจ เสียสละ และเหน็ดเหนื่อยมายาวนาน กฎหมายและกลไกรัฐ รวมถึงกระบวนการยุติธรรมจะต้องคุ้มครอง ปกป้อง และสำแดงฐานคิด บทบาทเพื่อรักษาทรัพยากรของมนุษยชาติและเพื่อผดุงความยุติธรรมของสังคม”  เหตุการณ์ไม่เป็นเช่นนั้น เพราะการตัดสินลงโทษ โดยไม่รอลงอาญา ถือว่า ศาลเลือกที่จะปกป้องนายทุนและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชุมชน   สร้างความเสื่อมศรัทธา ความไม่เชื่อมั่นในตุลาการศาลยุติธรรมไปมากในหมู่นักอนุรักษ์และประชาชนที่รักท้องถิ่นบ้านเกิด

เป็นความผิดหวังอย่างที่สุด ที่ประชาชนรู้สึกว่า จากนี้ไป ตนเองมิอาจจะพึ่งพาอำนาจรัฐ และกระบวนการยุติธรรมได้ เพราะลำพังการต้องต่อสู้กับอำนาจทุนที่ใช้กฎหมาย ใช้อำนาจรัฐเป็นเครื่องมือ ต่อสู้อิทธิพลมืด และประชาชนในส่วนที่เห็นพ้องร่วมกับแนวทางการพัฒนาแบบทำลายล้าง ก็ลำบากแทบจะหาที่ยืนไม่ได้อยู่แล้ว แต่การที่ศาลตัดสินจำคุกโดยมิใคร่ครวญในเจตนาแห่งพฤติการณ์ให้ถ่องแท้นั้น เสมือนลืมหลงและร่วมเป็นเครื่องมือนายทุนไปด้วย นั่นเท่ากับว่า  ขบวนประชาชนอาจมีโอกาส รับโทษ 2 ชั้น ซึ่งยิ่งบั่นทอนให้ขบวนประชาชนผิดหวังท้อแท้ไปไม่น้อย เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า กลไกอำนาจรัฐและกระบวนการยุติธรรมนั้นอ่อนด้อยในจิตใต้สำนึกที่เห็นคุณค่าทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม แล้วอย่างนี้ สังคม คนรุ่นใหม่ที่ไหนจะกล้าเดินย่ำเท้าก้าวตาม ถูกปองร้าย ถูกตราหน้า และถูกจับขังคุก !!

เป็นความสงสัยเหลือเกินว่า เหตุใด จู่ๆ กลไกรัฐจึงเลือกใช้ตัวบทกฎหมายอย่างเถรตรงและแสนซื่อนี้ กับประชาชนตัวเล็กๆ การยัดเยียดความเป็นอาชญากรให้คนที่สังคมต่างมองว่า  “เป็นแค่เหยื่อ”  และที่สำคัญกับคนที่ปกป้องทรัพยากรสาธารณะเยี่ยงวีรชน เช่นนี้แล้ว จากนี้ไปหน้า เราซึ่งเป็นประชาชนจะร้องหาความยุติธรรมจากใครได้  ?…………


ที่มา  :  ไทยเอ็นจีโอ
บันทึกการเข้า
ตั้งโอ๋
นักโพสต์ในดวงใจ
******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 170



« ตอบ #1 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2011, 02:40:37 PM »

ตกลงเรื่อง อากง นี่มันเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆหรอค่ะ นึกว่าข่าวลือ!!!
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #2 เมื่อ: ธันวาคม 24, 2011, 08:58:48 PM »


จริงครับโอ๋ คดี อากง เป็นคดีที่เกิดขึ้นจริง และศาลพิพากษาไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งถูกตัดสินจำคุก 20 ปี เมื่อเดือน พฤศจิกายนที่ผ่านมา เนื่องจากถูกกล่าวหาว่า ส่งเอสเอ็มเอส  4 ข้อความ ซึ่งมีเนื้อหาหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ พระราชินี ไปยังโทรศัพท์มือถือของเลขาฯ ส่วนตัวของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ข้อมูลส่วนใหญ่ของผู้ที่ให้ความเห็นและวิพากษ์วิจารณ์กัน ก็อยู่ในเว็บที่เรียกว่า “ถูกหมายหัว” จากกระทรวงไอซีที ซึ่งตอนนี้มีเยอะมาก (ในเว็บทั่วๆไปไม่ค่อยมีอาจจะกลัวผลที่ตามมา)  แต่หากเราเปิดใจให้กว้างลองฟังการวิพากษ์วิจารณ์ในเว็บต่างๆเหล่านี้ เราจะได้ข้อคิดและให้เราได้ใช้สมองไตร่ตรองเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย

ในคดีนี้ มีผู้ไม่เห็นด้วยและ เรียกร้องหาความยุติธรรมให้กับอากง ให้ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งหลังจากศาลพิพากษาก็มีทั้งบุคคล กลุ่มบุคคล องค์กรอิสระ มากมาย ออกมาเรียกร้อง เช่น สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย , กลุ่มนิติราษฎร์,  นักวิชาการอิสระ , อาจารย์มหาวิทยาลัยชั้นนำจากทั่วภูมิภาค ,  กลุ่มนักเขียนอิสระ (ซึ่งถ้าเอ่ยชื่อโอ๋คงรู้จักดี) , กลุ่มเอ็นจีโอ , นักกิจกรรมทางสังคม และองค์กรสิทธิมนุษย์ชนในต่างประเทศ  เป็นต้น และได้จัดกิจกรรมเรียกร้องกันมาตั้งแต่อากงถูกพิพากษาให้จำคุก เช่น การยืนหน้าศาล 112 นาที  , การเปิดตัวหนังสือ ”ก้าวข้ามความกลัว” เราคืออากง , การเดินขบวน ‘อภยยาตรา’ จากกรุงเทพถึงเชียงใหม่  , งานแสดงศิลปะและอ่านบทกวี ๒๐ ปีอากง , การจัดกิจกรรมที่ท่าพระจันทร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์

และในวันรัฐธรรมนูญ ที่ผ่านมาก็มีการออกแถลงการณ์ จากกลุ่มเครือข่ายเอ็นจีโอ เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวอากงและนักโทษทางการเมือง  ดังนี้

1.      กลุ่มสร้างสรรค์ชีวิตและสังคมอีสาน (กสส.)
2.      กลุ่มดงมูลเพื่อการพัฒนา (กดม.)  จ.กาฬสินธุ์
3.      กลุ่มต้นอ้อ  จ.ขอนแก่น
4.      กลุ่มมิตรภาพ  จ.ขอนแก่น
5.      กลุ่มภูเวียงเพื่อการพัฒนา  จ.ขอนแก่น
6.      กลุ่มประชาชนไทยแวงน้อย-แวงใหญ่ จ.ขอนแก่น
7.      กลุ่มเพื่อนพัฒนาภูกระดึง  จ.เลย
8.      เครือข่ายองค์กรชุมชนแก้ปัญหาที่ดินภาคอีสาน(คอป.อ.)
9.      เครือข่ายองค์กรชาวบ้านลุ่มน้ำปาว (คอป.)  จ.กาฬสินธุ์
10.    เครือข่ายคนรุ่นใหม่ภาคอีสาน (คอส.)
11.    แนวร่วมเกษตรกรภาคอีสาน (นกส.)
12.    เครือข่ายคนรุ่นใหม่ลุ่มน้ำโขง จ.อุบลราชธานี
13.    เครือข่ายอนุรักษ์ภูผาเหล็ก จ.สกลนคร
14.    กลุ่มภูพานเพื่อการพัฒนา จ.สกลนคร
15.    เครือข่ายวิสาหกิจชุมชน จ.ชัยภูมิ
16.    กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์น้ำพรมตอนต้น จ.ชัยภูมิ
17.    กลุ่มเยาวชนอนุรักษ์ลุ่มน้ำบัง จ.นครพนม
18.    เครือข่ายคนรุ่นใหม่ยโสธร จ.ยโสธร
19.    สหพันธ์เยาวชนอีสาน (สยส.)
20.    ชมรมส่งเสริมการเรียนรู้ภาคเหนือตอนล่าง (ชสร.)
21.    เครือข่ายอนุรักษ์ลุ่มน้ำชมพู จ.พิษณุโลก
22.    เครือข่ายองค์กรชุมชนคลองเตย  กทม.
23.    กลุ่มประชาธิปไตยเพื่อรัฐสวัสดิการ
24.    เครือข่ายอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าชุมชนเขลาโคก จ.ร้อยเอ็ด
25.    เครือข่ายองค์กรชาวบ้านนางรอง จ.บุรีรัมย์
26.    กลุ่มคนรุ่นใหม่ภาคใต้
27.    กลุ่มผู้ใช้แรงงานเพื่อประชาธิปไตย  ภาคเหนือ
28.    สหพันธ์นิสิตนักศึกษาอีสาน (สนนอ.)
29.    สำนักเรียนรู้กระจายอำนาจและปกครองตนเอง (กอ.-ปอ.)  จ.เชียงใหม่
30.    สถาบันสร้างสรรค์ชีวิตและสังคม (LSI.)
31.    สถาบันพัฒนาเยาวชนแห่งประเทศไทย ( สยท.)
32.    กลุ่มเถียงนาประชาคม  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  จ.มหาสารคาม
33.    กลุ่มยอป่า  มหาวิทยาลัยขอนแก่น  จ.ขอนแก่น
34.    เครือข่ายนักกิจกรรมทางสังคมเพื่อประชาธิปไตย
35.    กลุ่มมะขวิด แม่น้ำท่าจีน

คดีนี้เป็นคดีที่ถือว่าเป็นคดีประวัติศาสตร์จากตัวบทกฎหมายในมาตรา 112 (ที่พี่ไม่ค่อยอยากจะเอ่ยถึงสักเท่าไหร่) ซึ่งถ้านักกฎหมายทุกคน มาร่วมกันตีความบนหลักการ ด้วยเหตุผล ด้วยหลักนิติรัฐและนิติธรรม ถึงสิ่งที่ควรจะเป็นไปตามหลักการของหลักสิทธิมนุษยชน ก็น่าจะเป็นคำตอบในการร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่ ที่มีกระแสว่าจะมีการเลือกตั้ง สสร.3 (อีกแล้ว) และแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ให้นำไปคิดทบทวนกับกฎหมายในมาตรานี้ครับ  และนำมาให้ประชาชนทำประชาพิจารณ์ ด้วยความเป็นประชาธิปไตยจริงๆ ก็น่าจะเกิดผลดีกับคดีในลักษณะเช่นนี้ต่อไปในอนาคตครับ ......
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: