หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: การสืบสานกระแสวัฒนธรรม โดย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก  (อ่าน 400 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 03, 2011, 09:29:17 PM »


การสืบสานกระแสวัฒนธรรม โดย ศาสตราจารย์ระพี สาคริก

หลายคนคงยังจำได้ว่าเมื่อไม่กี่ปีมานี้ทางการได้ประกาศให้เป็นปีแห่งการ รณรงค์เพื่อวัฒนธรรมไทย ครั้งพ้นมาแล้วก็ได้ข่าวเพิ่มเติมมาอีกว่ามีการขยายระยะเวลาออกไปอีก ครั้งเมื่อไม่กี่วันมานี้ได้ยินผู้ประกาศข่าวจากโทรทัศน์สถานีหนึ่งกล่าว ความว่า ปีแห่งการสืบสานวัฒนธรรม จึงทำให้มองเห็นภาพหลายอย่างปรากฎออกมาเสมือนเป็นแรงดลใจให้เขียนเรื่องนี้

ทุกสิ่นทุกอย่างหากต้องการมองเห็นถึงความจริงได้อย่างชัดเจนควรมุ่งมองที่ รากฐาน และพยายามค้นหาความจริงเพื่อทำความเข้าใจให้ถึงแก่น แม้ในประเด็นของวัฒนธรรมหากมองที่รากฐานคน น่าจะหมายถึงความรักความผูกพันอันแต่ละคนพึงมีต่อสรรพชีวิตและสิ่งต่างๆ ซึ่งร่วมเกิดร่วมดำรงอยู่บนพื้นฐานท้องถิ่นเดียวกันกับตนหากสิ่งที่กล่าง แล้วปรากฎเห็นได้ชัดเจนให้มั่นใจได้ ย่อมมีธรรมชาติซึ่งสานกระแสไปถึงการหยั่งรู้คุณค่าของสิ่งที่ผ่านเข้ามาสู่ วิถีชีวิตประจำวันให้ตนสัมผัสในแต่ละช่วงอย่างปราศจากการมองข้าม ไม่ว่าสิ่งเล็กหรือใหญ่ย่อมเท่าเทียมกัน

ดังนั้น การแสดงออกจากรากฐานดังกล่าว จึงน่าจะได้แก่นิสัยรักการเก็บสะสมสรรพสิ่งต่างๆ แม้พันธุ์ไม้สุดแต่ความเหมาะสมอย่างปราศจากการคำนึงถึงด้านมูลค่า ยิ่งไปกว่านั้นนิสัยดังกล่าวน่าจะสะท้อนภาพให้เห็นได้ชัดเจนมาแต่ช่วงซึ่งยังเป็นเด็ก



ผู้ใหญ่ในอดีตซึ่งเป็นช่วงที่อิทธิพลจากรูปวัตถุ ไหลบ่าเข้ามาจากพื้นฐานต่างถิ่นยังมาไม่แรงได้สอนไว้ว่า ให้มองจากสิ่งซึ่งอยู่ใกล้ตัวก่อนอื่น แล้วสานการศึกษาค้าหาความจริงย้อนกลับไปสู่สิ่งซึ่งอยู่ห่างไกลในอดีตแทนที่ จะมุ่งมองไปยังสิ่งที่อยู่ไกลตัวอีกทั้งยังชักจูงคนอื่นให้มองตามไป ยิ่งขณะที่สังคมตกอยู่ในสภาพสูญเสียรากฐานวัฒนธรรมด้วย ย่อมทำให้หลายคนไม่อาจะสานกระแสถึงความจริงได้ และการเริ่มมองจากสิ่งซึ่งอยู่ใกล้ตัวหากถือปฏิบัติตามหลักความจริงซึ่งมัก อย่างกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างควรเริ่มปลูกฝังมาตั้งแต่วัยเด็ก

ดังนั้นผู้ใหญ่ที่จริงใจต่อการให้ความสำคัญแก่เด็ก จึงควรมีความรู้สึกอยู่ในส่วนลึกเป็นธรรมชาติว่า ถ้าตนเป็นเด็ก หากนำเอาสิ่งซึ่งอยู่ไกลตัว ยิ่งไกลออกไปสู่อดีตมากล่าวชี้ให้เห็นถึงความสำคัญ จะสามารถสานความรู้สึกจารากฐานตัวเองไปถึงความจริงตรงนั้นได้หรือไม่ และหากไม่ได้ย่อมก่อให้เกิดภาวะสู่ด้านใดด้านหนึ่งคือ ขาดการยอมรับด้วยความเข้าใจภายใจรากฐานจึงยึดติดอยู่กับรูปแบบ ซึ่งเป็นเพียงเปลือกนอกหนักยิ่งขึ้นไปอีก หรือไม่ก็ไม่เชื่อถือโดยถือเป็นเรื่องไร้สาระ

หากความหมายของรากฐานวัฒนธรรม คือความรักในสิ่งอันถือเป็นสัจธรรมของชีวิต การนำเอาคำว่า วัฒนธรรมพื้นบ้าน มากล่าวย้ำความสำคัญครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะมุ่งสู่จุดเริ่มปฏิบัติซึ่งควรถือว่าใกล้ตัวที่สุด อีกทั้งเป็นสิ่งอยู่กับพื้นบ้านจริงๆ ซึ่งดูแล้วเสมือนเป็นของง่าย แต่คนที่มองข้ามไปยังดูถูกด้วยคงเป็นเรื่องยากที่จะเห็นเช่นกัน

หากไม่มองข้ามสัจธรรมของชีวิตและสังคมอันควรถือเป็นจุดสำคัญอีกสิ่งหนึ่งคือ นอกจากเริ่มปลูกฝังตั้งแต่เด็กแล้ว อีกด้านหนึ่งควรมีผู้ใหญ่เป็นแบบอย่างเพื่อความสมบูรณ์ในการสืบสานกระแส ดังนั้นคำว่า วัฒนธรรมพื้นฐาน จึงน่าจะเริ่มจากการปฏิบัติของผู้ใหญ่ที่รู้ถึงคุณค่าสรระชีวิตและสิ่งต่างๆ ซึ่งอยู่ที่พื้นบ้านตัวเองก่อนอื่น แม้สิ่งซึ่งตกหล่นอยู่บนพื้นดิน ซึ่งควรแสดงออกถึงการนำมาเก็บไว้อย่างรู้คุณค่า ยิ่งสะท้อนให้เห็นได้ชัดเจนว่าสามารถนำมาใช้คิดประดิษฐ์สิ่งซึ่งสร้าง ประโยชน์ให้แก่ท้องถิ่นได้อย่างคุ้มค่าเริ่มจากครอบครัว เด็กส่วนใหญ่ย่อมไม่ไปไหนเสีย หากถือเป็นส่วนหนึ่งซึ่งสืบสานกระแสอย่างเป็นธรรมชาติเช่นกัน

แต่ตามสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลับเห็นได้ว่า ผู้ใหญ่ส่วนมากเริ่มจากในครอบครัว มักทำอะไรแล้วทิ้งๆ ขว้างๆ ให้เด็กเห็นเป็นแบบอย่าง อีกทั้งแสดงการดูถูกสิ่งซึ่งตกหล่นอยู่บนพื้นบ้านยิ่นบนพื้นดินด้วย ดังนั้นการณ์หวังว่าจะสืบสานกระแสวัฒนธรรมไปถึงสิ่งซึ่งเป็นด้านรูปแบบ ไม่ว่าโบราณสถานหรือสิ่งอื่นๆ ที่เชื่อว่าคือเอกลักษณ์ของไทย หากเป็นไปได้คงมีสองทางคือ เชื่อตามคนอื่นทำให้ตนเองตกอยู่ในภาวะยึดติดยิ่งขึ้น หรืออีกด้านหนึ่งอาจเห็นเป็นเรื่องไร้สาระจึงมุ่งความสนใจไปยังเรื่องอื่นๆ ในขณะที่มีกระแสจากภายนอกซึ่งใช้การเปลี่ยนแปลงในด้านรูปแบบของวัตถุเป็น เครื่องมือเพื่อหวังล่าเหยื่อทางการค้า ซึ่งมีอิทธิพลรุนแรงยิ่งขึ้น

ความหวังที่ว่าน่าจะสืบสานกระแสวัฒนธรรมแม้ปัจจุบันก็คงยังไม่ถึงจุดเริ่ม ต้นที่แท้จริง หากอีกด้านหนึ่งยังคงเพิ่มพูนภาวะยึดติดให้แทรกซึมลงในรากฐานเป็นเงื่อนไป ที่ลึกซึ้ง และส่งผลทำลายรากฐานวัฒนธรรมอันเป็นอีกด้านหนึ่งลึกซึ้งยิ่งขึ้นไปอีก แต่ไม่ว่าผลจะปรากฎออกมาอย่างไร บุคคลผู้สามารถหยั่งรู้และเข้าถึงได้หากยังคงมุ่งปฏิบัติเพื่อหวังเรียนรู้ อย่างไม่ท้อถอยย่อมได้รับสิ่งอันทรงคุณค่าลึกซึ้งยิ่งขึ้นเป็นสัจธรรม อีกทั้งช่วยให้เข้าใจได้แจ่มชัดยิ่งขึ้นว่า สิ่งซึ่งปรากฎอยู่นอกตนนั้นไม่มีอะไรจริงจังให้ต้องยึดมั่นถือมั่นอยู่กับมันทั้งสิ้น.


ที่มา  :  learning.eduzones.com

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: