หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ที่ปลงพระศพพระนเรศกับวัดวรเชษฐ์ที่ถูกลืม!!  (อ่าน 3123 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 5 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออฟไลน์ ออฟไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: มกราคม 24, 2011, 12:32:52 AM »



วัดวรเชษฐ์ ตั้งอยู่นอกเมืองด้านตะวันตก ห่างจากแม่น้ำเจ้าพระยาออกไปราว  1  กิโลเมตร  อยู่ในเขตตำบลบ้านป้อม  อำเภอพระนครศรีอยุธยา  จังหวัดพระนครศรีอยุธยา  มีถนนโบราณในสมัยอยุธยาสายหนึ่งตัดเป็นแนวตรงจากด้านหน้าวัดประเชดเข้ามาสู่ ตัวเมืองบรรจบกับแม่น้ำเจ้าพระยาระหว่างวัดราชพลีกับวัดกษัตราธิราชตรงข้าม พระราชวังหลัง  ตรงนี้คงมีท่าเรือสำหรับพระมหากษัตริย์เสด็จพระราชดำเนินไปบำเพ็ญพระราชกุศล ที่วัดนี้  วัดวรเชษฐ์เป็นวัดที่มีประเด็นข้อถกเถียงทางประวัติศาสตร์มากที่สุดวัดหนึ่ง  ตั้งแต่ยุคสมัยที่มีการบันทึกและความเห็นแตกต่างกันไป  ว่าสร้างสมัยอยุธยาตอนต้น  หรืออยุธยาตอนกลาง  ซึ่งหากพิจารณาตามโบราณสถานภายในวัดก็ล้วนแต่เป็นไปได้  เพราะพระเจดีย์ทั้ง 3 พระองค์ต่างสร้างในรูปแบบทางศิลปที่ต่างยุคสมัย  แสดงถึงความสำคัญที่พระเจ้าแผ่นดินหลายพระองค์ทรงนำนุบำรุง  และปลูกสร้างศาสนสถานติดต่อกันมาหลายรัชกาล

ดังที่ท่าน น.ณ.ปากน้ำได้แสดงความเห็นทางวิชาการต่อวัดนี้อยู่เสมอ ๆ ว่า ?ส่วนวัดป่าแก้วเดิมก็คือวัดวรเชษฐ์อยู่กลางทุ่งประเชด ส่วนทางทิศตะวันตกนอกตัวเมืองวัดวรเชษฐ์มีปรางค์ใหญ่เป็นหลักของวัดและมี เจดีย์ทรงสูงก่ออิฐไม่สอปูนปรากฏอยู่ด้วย? เจดีย์ องค์นี้คล้ายเจดีย์วัดกระซ้าย เป็นเจดีย์แบบอโยธยาแสดงว่าบนโคกนี้เคยเป็นวัดเก่ามีมาแต่สมัยอโยธยา พอสมัยสถาปนากรุงศรีอยุธยาแล้วใช้เป็นที่เผาศพเจ้าแก้วเจ้าไทยแล้วสถาปนา เป็นวัดป่าแก้ว ด้วยอยู่ทางทิศตะวันตกนอกตัวเมืองห่างออกไปเกือบสองกิโลเมตรแล้วสร้างศิลป วัตถุไว้มากเนื่องจากเป็นวัดสำคัญเป็นที่สถิตของพระเถระผู้ใหญ่คือพระวันรัต (ชื่อยศของพระภิกษุสายอรัญวาสี ชื่อและความหมายเดียวกับ พระพนรัตน์) อันเป็นสังฆราชฝ่ายอรัญวาสี ทั้งยังเป็นอาจารย์ของพระเจ้าแผ่นดินตลอดมาหลายสมัย

จากคำบอกเล่าของพระอาจารย์ ดร.สิงห์ทน นราสโภ พระภิกษุอดีตอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ม.เชียงใหม่ ผู้สนใจด้านปรัชญาจนศึกษาในระดับปริญญาเอกสาขา Philosophy จาก ม.นาลันทา ประเทศอินเดีย และเดินทางไปเผยแผ่พุทธศาสนาตามรัฐต่างๆ ในสหรัฐอเมริกา ได้รับการนิมนต์จากศิษยานุศิษย์ให้มาจำวัดที่วัดวรเชษฐ์แห่งนี้ เปิดเผยว่า แต่เดิมนั้นวัดดังกล่าวมีสภาพทรุดโทรมมาก พื้นที่ของบริเวณวัดก็ถูกออกโฉนดซื้อขายจนกระทั่งมีแม่ชีไปซื้อมาได้และสร้างที่พักแบบพออยู่เพื่ออาศัยสวดมนต์ภาวนาปฏิบัติตนภายใต้ร่มพระศาสนา หญ้าและวัชพืชขึ้นรกรุงรังจนชาวมุสลิมที่เลี้ยงวัวนำวัวมากินหญ้าแถวนี้อยู่เป็นประจำ

เมื่อพระอาจารย์เดินทางมาถึงจึงได้จ้างชาวบ้านมาหักร้างถางพงและทำความสะอาดห้องน้ำที่มีอยู่เพียงห้องเดียวที่แสนจะสกปรกนั้น โดยหลวงพ่อได้อาศัยจำวัดอยู่ภายในห้องสวดมนต์ มีกลดแขวนอยู่เพียงอันเดียว ท่ามกลางพระพุทธรูปจำนวนมาก โดยหลวงพ่อเปิดเผยว่าการนิมนต์มาที่วัดนี้นั้นเป็นการเชิญนิมนต์ให้มาสวด มนต์ภาวนาให้จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และประเทศไทยที่อยู่ในภาวะสับสนและถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทั้งด้านการ เมืองและศีลธรรมให้ดีขึ้นในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมา

และเมื่อมาถึงหลวงพ่อก็พบว่าวัดแห่งนี้มีความเกี่ยวโยงกับ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยเฉพาะบทความของ น.ณ ปากน้ำ เรื่องศิลปสมัยพระเจ้าปราสาททอง ที่ระบุแบบ ฟันธง เอาไว้ว่าวัดวรเชษฐ์แห่งนี้ เป็นที่ปลงพระบรมศพและเก็บพระบรมอัฐิของ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

จากบทความของ น.ณ ปากน้ำ ที่เขียนไว้และฟันธงระบุชัดว่าวัดวรเชษฐ์ที่คนอยุธยามักเรียกสร้อยต่อท้ายชื่อว่าวัดวรเชษฐ์นอกเกาะตามที่ ตั้งของวัดที่อยู่ในเขตอรัญญวาสีนอกเขตเกาะเมืองอยุธยา เมื่อย้อนไปในสมัยอยุธยา สมัยแผ่นดินอันรุ่งเรืองของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนั้น วัดแห่งนี้ก็คือวัดป่าแก้ว วัดสำคัญของเมืองที่มีสมเด็จพระพันรัตน์เป็นเจ้าอาวาส และเป็นสมเด็จพระสังฆราชจำพรรษาอยู่นั่นเอง หลวงพ่อ ดร.สิงห์ทนขยายความระบุเป็น 3 วัดที่มีสายสัมพันธ์เกี่ยวเนื่อง

ต่อมาหลวงพ่อ ดร.สิงห์ทน ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมด้วยสัมผัสที่หกจากนักจิตวิญญาณทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ ทำให้ตัวหลวงพ่อเองมั่นใจเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้วัดสำคัญย่านนี้ในสมัยอยุธยามี 3 วัดด้วยกัน และถ้าดูที่ตั้งของแต่ละวัดแล้วจะพบว่า เป็นการตั้งวัดเป็นรูปสามเหลี่ยมพีระมิด อันเป็นรูปร่างของการประจุพลังงาน เพื่อที่วัดทั้งสามเมื่อสวดมนต์พร้อมกัน ก็จะเป็นคลื่นพลังงานแห่งพระพุทธคุณแผ่ปกคลุมและหนุนนำอยุธยา

กล่าวคือก่อนหน้านี้ในสมัยโบราณ วัดวรเชษฐ์ถูกเรียกว่า วัดเจ้าเชษฐ์ ถือเป็นวัดประจำพระองค์พระนเรศวร แต่ที่มาเพี้ยนเป็นวัดวรเชษฐ์  นั้นอนุมานได้ว่าเป็นเพราะภายหลังการถวายพระเพลิงพระบรมศพของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชแล้ว สมเด็จพระเอกาทศรถได้พระราชทานชื่อใหม่เพื่อเป็นที่ระลึกถึงพระบรมเชษฐาธิราช จึงให้เรียกขานวัดนี้ว่า วัดวรเชษฐ์ อันแปลว่า วัดพี่ชายผู้ประเสริฐ และวัดกระชายในปัจจุบันนี้ก็คือ วัดเจ้าชาย ในสมัยอยุธยา เป็นวัดประจำพระองค์ของสมเด็จพระเอกาทศรถ

ส่วนอีกวัดหนึ่งที่ทุกวันนี้เรียกขานกันว่า วัดลอดช่องนั้น จริงๆ แล้วในสมัยอยุธยาก็คือ วัดพระมหาเถรคันฉ่อง พระอาจารย์ของสมเด็จพระนเรศวรที่ทรงไปนิมนต์กลับมาสยามครั้งทรงขึ้นเป็นกษัตริย์นั่นเอง

ตามปกติแล้วความดีงามและตบะบารมีที่คนเรา ได้กระทำเอาไว้เมื่อครั้งยังมีชีวิตอยู่นั้น จะถูกเก็บสะสมและฝังเอาไว้ในมวลกระดูก และเมื่อเสียชีวิตลงแล้วเมื่อนำร่างไปบำเพ็ญกุศลตามความเชื่อเป็นที่เรียบร้อย สุดท้ายที่จะเหลือก็คือกระดูก ซึ่งพลังงานตบะบารมีที่สั่งสมนั้นก็ยังอยู่ครบถ้วนในกระดูกเมื่อยามเสียชีวิต และนี่ก็เป็นเหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ที่นักจิตวิญญาณทั้งหลายทั้งไทยและเทศ สามารถรับคลื่นพลังงานจากเจดีย์ในวัดแห่งนี้ได้

และสำหรับวัดวรเชษฐ์นี้ หลวงพ่อ ดร.สิงห์ทนยังได้เล่าให้ฟังเรื่องเกี่ยวกับปรากฏการณ์แปลกๆ อันเกี่ยวเนื่องกับเจดีย์ที่วัดแห่งนี้อีกว่า สำหรับผู้ที่เคยลงไปในเจดีย์ทรงปรางค์องค์ใหญ่ เช่น จอมพล ป.พิบูลสงคราม ในสมัยที่เป็นนายกรัฐมนตรี ก็พบโกศขนาดใหญ่และมีงูเห่าเผือกนอนขดอยู่ใกล้ๆ จากนั้นให้หลังประมาณ 30 ปีก็มีเจ้าหน้าที่กรมศิลปากรลงไปเก็บสมบัติและของมีค่าเพื่อนำไปเก็บไว้ใน พิพิธภัณฑ์ ก็พบงูเห่าเผือกที่อยู่เฝ้าโกศขนาดใหญ่นี้ และเมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมาที่ได้มีการบวงสรวงเจดีย์เหล่านี้ ก็มีผู้พบงูเห่าเผือกเลื้อยออกมาจากช่องเจดีย์เช่นกัน

หลวงพ่อ ดร.สิงห์ทน เล่าด้วยว่า มีผู้เชี่ยวชาญด้านสัมผัสที่หกจำนวนไม่น้อยที่ระบุตรงกันว่าสถานที่แห่งนี้ เป็นสถานที่ปลงพระบรมศพ และเป็นที่เก็บพระโกศที่บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช โดยชี้สถานที่เก็บพระบรมโกศเหมือนกันทุกรายว่าอยู่ในเจดีย์ใหญ่ทรงพระปรางค์ ที่เด่นตระหง่านเหนือหมู่เจดีย์อื่นๆ

นอกจากนี้ยังมีการระบุด้วยว่า ที่ในเจดีย์องค์อื่นๆ มีการเก็บพระอัฐิและอัฐิสำคัญอีกมากมาย คือในเจดีย์เล็กด้านข้างนั้น เป็นเจดีย์เก็บพระอัฐิพระชายาในสมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระราชอนุชาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช, ในเจดีย์ทรงย่อมุมไม้สิบสองที่เดิมสมเด็จพระเอกาทศรถทรงโปรดให้สร้างเพื่อ เป็นอนุสรณ์ของสมเด็จพระพี่นางผู้เสียสละ คือ พระสุพรรณกัลยา นั้น ภายหลังหลวงปู่โง่น โสรโย เกจิอาจารย์ชื่อดังผู้ที่เชื่อว่าได้นิมิตจากการติดต่อจากดวงพระวิญญาณของ พระสุพรรณกัลยา ที่เดินทางไปอัญเชิญพระอัฐิของพระองค์จากแดนพม่ากลับมาเมืองไทยก็ได้แบ่งพระอัฐิของพระนางส่วนหนึ่งมาบรรจุไว้ในเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองที่วัดนี้ด้วย

อันนี้เป็นเพราะหลวงปู่โง่นทราบดีว่าสถานที่ใดเป็นสถานที่จริง ท่านเป็นพระที่มีอภิญญา สามารถเล็งเห็นว่าควรเก็บพระอัฐิของพระสุพรรณกัลยาไว้ที่ใด ท่านจึงเดินทางมาที่วัดนี้ และบรรจุส่วนหนึ่งเอาไว้ในเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสอง ท่านก็บอกอาตมาเหมือนกัน แล้วท่านก็เล่าว่านำมาเก็บไว้ที่นี่ ส่วนตัวอาตมาและหลวงปู่โง่นแล้วสนิทมักคุ้นกันดี หลวงพ่อกล่าวทิ้งท้าย



เจดีย์์ที่บรรจุพระอัฐิ สมเด็จพระพนรัตน์ (สมเด็จพระสังฆราชแตงโม)


เจดีย์์ที่บรรจุพระอัฐิ พระพี่นางสุพรรณกัลยา
                  
หลวง พ่อ ดร.สิงห์ทน สรุปว่า โดยส่วนตัวเชื่อมั่นว่าที่วัดแห่งนี้เป็นสถานที่สำคัญดังกล่าวอย่างแน่นอน แต่ที่คนส่วนใหญ่ยังเข้าใจว่าสถานที่ปลงพระบรมศพพระนเรศวร คือ วัด เชษฐาราม  ที่อยู่ในเขตตัวเมือง  ที่กรมศิลปากรนำงบไปบูรณะปฏิสังขรณ์ที่ตอนแรกจะเป็นงบที่ตกลงมาให้วัด วรเชษฐ์ แต่เพราะเหตุใดไม่ทราบได้ งบดังกล่าวกลับถูกโยกไปบูรณะวัดเชษฐารามแทน โดยระบุว่าวัดเชษฐารามคือวัดที่ปลงพระบรมศพและที่เก็บพระบรมอัฐิสมเด็จพระ นเรศวร และมีการอุปโลกน์ชื่อเรียกขานกันให้ชินปากในหมู่ชาวบ้านโดยเรียกชื่อ วัดเชษฐาราม ว่าเป็น วัดวรเชษฐาราม หรือ วัดวรเชษฐ์ในเกาะ เพื่อความคุ้นชินของชาวบ้านและให้สอดคล้องกับบันทึกทางประวัติศาสตร์ ทั้งที่ก่อนหน้านี้วัดวรเชษฐ์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยามีเพียงวัดเดียวคือ วัดนี้เท่านั้น และที่สำคัญคือมีหลักฐานบางส่วนกล่าวว่า ที่จริงแล้ววัดเชษฐาธิราชนั้นเป็นที่เก็บพระอัฐิของพระเชษฐาธิราช กษัตริย์ในแผ่นดินหลังจากสมเด็จพระนเรศวร ที่สวรรคตตอนพระชนมายุ 15 พรรษา


ภาพจินตนาการ พระมหากฤษฎาธาร ในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช

...อย่างไรก็ตามไม่ว่า วัดวรเชษฐ์นอกเกาะ จะเป็นวัดป่าแก้วในสมัยอยุธยาจริงหรือไม่  หรือจะเป็นสถานที่อันสูงค่ายิ่งทางประวัติศาสตร์ในการปลงพระบรมศพและเก็บพระบรมอัฐิของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชหรือเปล่า แต่เรื่องเศร้าที่เกิดขึ้น คือ วัดแห่งนี้ถูกทอดทิ้งโดยมิได้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนใจเหลียวแล ปล่อยให้วัดโบราณที่มีหมู่เจดีย์และเต็มไปด้วยซากปรักหักพังทางประวัติ ศาสตร์ วิหารที่มีเสมาโบราณที่ควรได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ ยืนร้างเหงาเปล่าดาย และจะค่อยๆ ตายไปจากความทรงจำและความสนใจของคนไทย ทั้งที่ประกาศของกรมศิลปากรที่จารึกไว้ในป้ายเหล็กหน้าหมู่เจดีย์ภายในวัดวรเชษฐ์ ก็เขียนเองเป็นนัยว่า ประวัติศาสตร์และการบันทึกสถานที่ที่แน่นอนที่เป็นที่ปลงพระบรมศพและเป็นที่เก็บพระบรมอัฐิยังคงคลุมเครือ และไม่สามารถระบุชัดได้ว่าเป็นที่ใดกันแน่  

เรื่องนี้กรมศิลปากรคือผู้ที่ต้องรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว

เป็นประวัติศาสตร์ที่ยังไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน แต่มีหลักฐานปรากฏให้เชื่อได้บางส่วน จึงโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน


ที่มา  :  http://www.siamsouth.com
          http://www.marnburapha.com
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: