หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ตำนานพระพุทธบาทสี่รอย (ฉบับล้านนา)  (อ่าน 902 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2010, 10:13:27 PM »


ความเป็นมาของมหาศิลาเปรต



ย้อนไปในอดีตกาลอันไกลโพ้น นับได้ ๙๒ กัป ที่ล่วงมาแล้วได้มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง สมัยนั้นนั่นแล  ทรงพระนามว่า ?พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า? เสด็จอุบัติขึ้นในโลก เพื่อโปรดเวไนยสัตว์ ให้ล่วงพ้นวัฏฏสงสาร  เฉกเช่นเดียวกับพระสมณโคดมพุทธเจ้าของเราในปัจจุบันสมัยนี้

ในครั้งนั้นบังเกิดมีพระสาวกองค์หนึ่งในพระวิปัสสีพุทธเจ้ามีฐานะเป็นพระสังฆนายก ปกครองพระภิกษุเถรานุเถระเป็นอันมาก  แต่พระสังฆนายกองค์นี้ กลับแสวงหาปัจจัยทั้งสี่  อันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัย มากเกินสมควรได้มีคำสั่งออกไปทั่วสังฆมณฑลว่า

?วัดของเรานี้ไม่เหมือนวัดอื่นๆด้วยเป็นที่ชุมนุมของพระมหาเถระเจ้าทั้งหลายอยู่เป็นเนืองนิตย์ฉะนั้นขอให้พระภิกษุทั้งหลายจงนำเอาปัจจัยสี่อันเป็นของสงฆ์ทั้งหลายอันได้แก่ จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัยรวมทั้งแก้วแหวนเงินทองทั้งปวงมาให้แก่วัดของเรา เพื่อว่าเราจะได้นำมาถวายทาน แก่พระมหาเถระเจ้าทั้งหลายต่อไป?

เมื่อพระภิกษุทั้งหลายได้รับคำสั่งของพระสังฆนายกดังนี้แล้วต่างก็ล้วนลำบากใจ แต่ไม่กล้าทักท้วงคัดค้าน ด้วยเกรงจะมีความผิดคงได้แต่จำใจนำของมามอบให้ที่วัดของพระสังฆนายกจนเต็มโบสถ์เต็มวิหารไปหมด

ท้ายที่สุดเมื่อพระสังฆนายกองค์นั้นได้มรณภาพลงไปแล้วก็ได้ตกนรก จมลงไปหมกไหม้อยู่ในอบายภูมิทั้ง ๔ ตลอดกาลนานด้วยผลกรรมที่ได้เบียดเบียนพระสงฆ์ทั้งหลายให้ต้องได้รับความลำบากเมื่อชดใช้กรรมในนรกแล้ว อดีตพระสังฆนายกองค์นั้นก็ได้เกิดมาเป็นเปรต มีนามว่า ?มหาศิลาลวงใหญ่? (เปรตหิน) พูดวาจาใดใดไม่ได้ ด้วยสรีระกลายเป็นหิน


[ภาพรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัปนี้]

พระพุทธเจ้ากกุสันโธ เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตและทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทไว้เหนือหินมหาศิลาเปรตเป็นรอยแรก โดยทรงเมตตาประทานให้เอง

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จนกาลเวลาได้ล่วงเลยมาถึง ๙๒ กัป ลุถึงสมัย ?พระพุทธเจ้ากกุสันโธ? ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ ๑ ในมหาภัทรกัปนี้พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตแล้ว จึงทรงประทับรอยพระบาทไว้เหนือก้อนหินมหาศิลาเปรตนั้นเป็นรอยแรก

และทรงมีพระมหากรุณาตรัสสอนมหาศิลาเปรตและให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า ?อัปปะกิจโจ อัปปะกิจโจ?ซึ่งหมายถึง เป็ยนักบวชควรทำตนเป็นผู้มีภาระน้อยเพราการมีภาระมากไม่ใช่ทางบรรลุมรรคผลนิพพานจะกลายมาเป็นมารมาผูกมัดจิตใจทำให้ตนต้องได้ตกอยู่ในอบายภูมิ

พระพุทธเจ้าโกนาคมโน เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตและทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๒ โดยทรงประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ

ภายหลังที่พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็มาถึงสมัยของ "พระพุทธเจ้าโกนาคมโน"พระองค์ก็ได้เสด็จมาที่มหาศิลาเปรตให้ภาวนาบริกรรมคาถาว่า ?สัลละหุกะวุตติ? ไปตลอดจะได้หลุดพ้นจากความเป็นเปรตในภายภาคหน้าจากนั้นพระพุทธเจ้าโกนาคมโนก็ได้ประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธเป็นรอยที่ ๒ (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยที่ ๑)

พระพุทธเจ้ากัสสโป เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตและทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาท เป็นรอยที่ ๓ โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๒ พระองค์ ในมหาภัทรกัปนี้

ครั้นเมื่อพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้วก็มาถึงสมัย "พระพุทธเจ้ากัสสโป" ซึ่งพระองค์ก็ได้เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตด้วยเหตุผล ๒ ประการ คือ

เพื่อทรงชี้แนวทางตรงไปสู่พระนิพานหนึ่ง และเพื่อให้มหาศิลาเปรตนั้น พ้นจากปิติวิสัย (ภูมิแห่งเปรต) อีกประการหนึ่ง

พระพุทธเจ้ากัสสโป จึงเสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรตเป็นพระองค์ที่ ๓ และได้ทรงมีระพุทธดำรัสตรัสชี้แนะให้มหาศิลาเปรตนั้น ภาวนาบริกรรมคาถาว่า ?อัปปะคัพโภ อัปปะคัพโภ?ด้วยทรงมีพระมหากรุณาให้พ้นจากความเป็นหิน

แล้วจึงได้ทรงประทับรอยพระบาทซ้อนไว้ในรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสองพระองค์ปรากฏเป็นรอยที่ ๓ ขึ้นมา (ซึ่งมีขนาดเล็กกว่ารอยพระพุทธบาททั้ง ๒ รอย)



"พระพุทธเจ้าโคตโม" (พระพุทธเจ้าพระองค์ปัจจุบัน) เสด็จมาโปรดมหาศิลาเปรต ณ เวภารบรรพต (วัดพระพุทธบาทสี่รอย ในปัจจุบันนี้)และทรงเมตตาประทับรอยพระพุทธบาทเป็นรอยที่ ๔โดยประทานให้เอง ซ้อนรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ ในมหาภัทรกัปนี้

ภายหลังจากที่พระพุทธเจ้ากัสสโป ได้เสด็จดับขันธปรินิพานไปแล้วก็มาถึงพุทธสมัยแห่งพระศาสนาของ พระพุทธเจ้าโคตโม (พระสมณโคดม)ได้เสด็จจาริกประกาศธรรมโปรดเวไนยสัตว์ไปตามสถานที่ต่างๆ พร้อมด้วยพุทธสาวก ๕๐๐ องค์อันมี พระสารีบุตร พระโมคคัลลานะ และพระอานนท์ เป็นต้นจนกระทั่งเสด็จมายัง ปัจจันตยประเทศ (ประเทศไทยในปัจจุบัน)

ถึงเทือกเขาตอนเหนือของประเทศชื่อ เวภารบรรพต (สถานที่แห่งนี้) และได้แวะเสวยจังหันอยู่บนเขาเวภารบรรพตแห่งนี้เมื่อพระพุทธองค์เสวยจังหันสร็จขณะประทับอยู่ที่นั่น ก็ได้ทรงทราบด้วยพระญาณสมบัติว่าในเทือกเขาแห่งนี้ ได้มีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าที่มาตรัสรู้ก่อนในภัทรกัปนี้ประทับอยุ่บนก้อนหินก้อนใหญ่

พระองค์ก็ทรงเล็งดูรอยพระพุทธบาทแห่งพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกคมโน พระพุทธเจ้ากัสสโป

ในวาระนั้น พระพุทธเจ้าโคตโมได้มีพระพุทธดำรัสกับพระอานนท์ว่า

?ดูกร อานนท์ ก้อนศิลาอันงามวิเศษ ที่เป็นเหตุแห่งการโปรดสัตว์ทั้งหลายยังปรากฏมีอยู่ฤา?

พระอานนท์ พุทธอุปัฏฐาก จึงกราบทูลว่า

?ภันเต ภะคะวา ก้อนหินนี้มีรอยพระพุทธบาทใหญ่ ๓ รอย งดงามยิ่งนัก เหมือนรอยพระพุทธบาทของพระศาสดาพระพุทธเจ้าข้า?

จากนั้น พระพุทธเจ้าโคตโมจึงได้ตรัสถึงอดีตกาลที่ได้ผ่านมาแล้วแต่ปางบรรพ์แก่พระอานนท์และพุทธสาวกว่า

?ดูกรอานนท์ ก้อนศิลานี้มิใช่ศิลาแท้จริงดอกแต่เป็นก้อนอสุราที่กลับกลายเป็นก้อนศิลา (เป็นศิลาเปรต) ศิลานี้เคยเป็นพุทธสาวกในพระพุทธเจ้า วิปัสสี

สมัยนั้นท่านเป็นพระสังฆนายก ถืออำนาจบาตรใหญ่บังคับเอาของของคนอื่นมาเป็นของตน

ตนเองเป็นพระภิกษุ แต่มักมาก ถือว่าตนเองฉลาดคิดว่าตนเองได้ของมาโดยบริสุทธิ์โดยมิได้คำนึงถึงความผิดถูกตามพระธรรมวินัยถือว่าตนเองเป็นศิษย์ของพระพุทธเจ้าและเป็นใหญ่ เอาของของสงฆ์มาใช้ตามอำเภอใจจึงทำให้เป็นศิลาเปรตอยู่ในบัดนี้

พระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในอดีตกาลได้ทรงประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้ ทุกพระองค์

และแม้ พระศรีอริยเมตไตรยก็จะเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ ณ ที่นี้และจักประทับรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ให้เป็นอันหนึ่งอันเดียว (คือ ประทับลบทั้งสี่รอยให้เหลือรอยเดียว)?

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสแก่สาวกทั้งหลายเสร็จแล้วพระองค์ก็เสด็จประทับพระบาทซ้อนรอยพระบาทของพระพุทธเจ้าทั้ง ๓ พระองค์ แล้วก็ทรงอธิษฐานว่า

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็จักนำเอาพระธาตุของกูตถาคตมาบรรจุไว้ที่รอยพระพุทธบาทนี้

ในเมื่อกูตถาคตนิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ ปีพระพุทธบาทสี่รอยนี้ ก็จักปรากฏแก่ปวงมนุษย์และเทวดาทั้งหลายเพื่อมนุษย์และเทวดาทั้งหลายจักได้มากราบไหว้และสักการะบูชาเมื่อทรงอธิษฐานและทำนายไว้ดังนี้แล้วจึงมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้า ๔ พระองค์จึงกำเนิดเป็นพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อพระพุทธองค์ทรงประทับรอยพระพุทธบาทแล้วก็เสด็จไปเขตวันอาราม อันมีในเมืองสาวัตถีนั้นแลเมื่อพระพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้วเทวดาทั้งหลายก็นำเอาพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธองค์มาบรรจุไว้ที่พระพุทธบาทสี่รอย

และเมื่อพระพุทธองค์ปรินิพพานล่วงมาแล้ว ๒,๐๐๐ วัสสา (ปี)เทวดาทั้งหลายต้องการให้พระพุทธบาทสี่รอยปรากฏแก่คนทั้งหลายตามที่พระองค์ทรงอธิษฐานไว้

ก็จึงเนรมิตเป็นรุ้ง (เหยี่ยว) ตัวใหญ่ บินลงมาจาก เวภารบรรพตอันเป็นที่ตั้งแห่งพระพุทธบาทสี่รอยในปัจจุบันนี้ไปจับลูกไก่ของชาวบ้าน (พรานป่า) ที่อาศัยอยู่เชิงเขา เวภารบรรพตแล้วบินกลับขึ้นไปสู่ยอดเขา

พรานป่าโกรธมากจึงติดตามขึ้นไปคิดว่าจะยิงเสียให้ตาย มันก็ติดตามไปค้นหาดูแต่ก็ไม่เห็นรุ้งตัวนั้นอีก เห็นแต่รอยพระพุทธบาทสี่รอยอันอยู่บนพื้นใต้ต้นไม้และเถาวัลย์

พรานป่าผู้นั้นจึงทำการสักการะบูชาเสร็จแล้วก็ลงจากภูเขาพอมาถึงหมู่บ้านก็บอกเล่าแก่ชาวบ้านทั้งหลายคนทั้งหลายที่ทราบก็พากันไปสักการะบูชาและเรียกขานพระพุทธบาทนั้นว่า ?พระบาทรังรุ้ง (รังเหยี่ยว)?


บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #1 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2010, 10:21:48 PM »



[พระบรมราชานุสาวรีย์พ่อขุนเม็งรายหรือพระยาเม็งราย]

บูรพมหากษัตริย์ในอดีตของล้านนา และเชื้อพระวงศ์และบูรพมหากษัตริย์ของไทย ที่เคยเสด็จไปกราบไหว้และสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย

ในสมัยนั้นมีพระยาตนหนึ่งชื่อว่า พระยาเม็งรายเสวยราชสมบัติในเมืองเชียงใหม่ได้ทราบข่าวจึงมีพระราชศรัทธาประสงค์จะเสด็จขึ้นไปกราบบูชาพระพุทธบาทสี่รอย

ครั้นแล้วได้เสด็จพร้อมด้วยพระราชเทวีและเสนาอำมาตย์พร้อมกับบริวารทั้งหลายและเมื่อทรงกราบนมัสการเสร็จแล้วพระองค์พร้อมด้วยพระราชเทวีและบริวารทั้งหลายจึงเสด็จกลับสู่เชียงใหม่เสวยราชสมบัติตราบเมี้ยน (สิ้น) อายุขัยแล้ว

พระโอรสและพระนัดดาที่สืบราชสมบัติต่อมาก็เจริญตามรอยพระยุคลบาทก็ได้ขึ้นมากราบพระพุทธบาทสี่รอบทุกพระองค์

หลังจากนั้นมา พระบาทรังรุ้ง หรือ รังเหยี่ยว นี้ก็เปลี่ยนชื่อเป็น ?พระพุทธบาทสี่รอย?

มาในสมัยยุคหลัง คนทั้งหลายจึงเรียกขานกันว่า พระพุทธบาทสี่รอยเพราะมีรอยพระพุทธบาทประทับซ้อนกันถึงสี่รอย

คือมีรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าทั้งสี่พระองค์ที่ล่วงมาแล้วในภัทรกัป นี้คือ

๑. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากกุสันโธ  ซึ่งเป็นรอยแรก เป็นรอยใหญ่ยาว ๑๒ ศอก

๒. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโกนาคมโน  ซึ่งเป็นรอยที่ ๒ ยาว ๙ ศอก

๓. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้ากัสสโป  ซึ่งเป็นรอยที่ ๓ ยาว ๗ ศอก

๔. รอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน)  ซึ่งเป็นรอยที่ ๔ ยาว ๔ ศอก


เมื่อมาถึง พระยาธรรมช้างเผือก ผู้ครองนครเชียงใหม่พร้อมด้วยบริวาร ๕๐๐ คนก็เสด็จขึ้นไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอยและได้สร้างครอบพระวิหารรอบพระพุทธบาทสี่รอยไว้ชั่วคราว

โดยแต่เดิม ถ้าใครจะดูรอยพระพุทธบาทสี่รอยจะต้องใช้บันไดพาดขึ้นไปดูซึ่งก็คงขึ้นได้เฉพาะผู้ชายเท่านั้น

ดังนั้น พระยาธรรมช้างเผือกจึงรับสั่งให้สร้างแท่นยืนคล้ายๆ นั่งร้านรอบก้อนหินที่มีพระพุทธบาทสี่รอยเพื่อที่ผู้หญิงจะได้เห็นรอยพระพุทธบาทด้วยและได้สร้างหลังคาชั่วคาราวมุงไว้


[พระราชชายาเจ้าดารารัศมีพระราชชายาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕]

ต่อมา พระชายาเจ้าดารารัศมีได้เสด็จขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้มีศรัทธาสร้างวิหารเพื่อเป็นการสักการบูชารอยพระพุทธบาทไว้ ๑ หลังหลังเล็กถวายเป็นพุทธบูชา

ปัจจุบันได้บูรณะปฏิสังขรณ์แล้วทั้งหลังจะเหลือไว้แต่ผนังวิหาร พื้นวิหาร และแท่นพระ ซึ่งยังเป็นของเดิมอยู่ถ้าหากท่านมีโอกาสขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยก็จะเห็นวิหารแห่งนี้


[พระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช]

นอกจากนี้ หลักฐานในกาลวัตถุที่สำคัญยิ่งอีกประการหนึ่งได้ปรากฏอยู่ในหนังสือโบราณ ?คำให้การของขุนหลวงหาวัด?ซึ่งเป็นหนังสือบันทึกเรื่องราวของกรุงศรีอยุธยา ตั้งแต่ต้นจนอวสาน

ที่ พระเจ้ามังระ กษัตริย์พม่ามีพระบัญชาให้อาลักษณ์บันทึกจากถ้อยรับสั่งของ เจ้าฟ้าอุทุมพร (ขุนหลวงหาวัด) ภายหลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๑๐ ไว้อย่างละเอียด

โดยตอนหนึ่ง ได้กล่าวถึงเมื่อคราวที่ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเสด็จไปทรงนมัสการพระพุทธบาทสี่รอย(สมัยโบราณเรียก รอยพระบาทรังรุ้ง หรือ รอบพระบาทเขารังรุ้ง)ไว้อย่างชัดเจนว่า

?สมัยสมเด็จพระนเรศวรยกทัพไปรบที่เมืองหางพระองค์ทรงทราบว่ามีรอยพระพุทธบาทอยู่บนยอดเขาเรียกว่า เขารังรุ้ง จึงได้เสด็จขึ้นไปนมัสการทรงเปลื้องเครื่องทรง ทั้งสังวาลย์และภูษาแล้วทรงถวายไว้ในรอยพระพุทธบาทและทำสักการบูชาด้วย ธง ธูป เทียน ข้าวตอกดอกไม้มีเครื่องทั้งปวงเป็นอันมาก แล้วจึงทำการพิธีสมโภชอยู่ถึง เจ็ดราตรี?

จากข้อความประวัติศาสตร์ดังกล่าวนี้เองทำให้เราได้ทราบข้อเท็จจริงในทางโบราณคดี เพิ่มเติมอีกประการหนึ่งว่าโดยแท้จริงแล้ว รอยพระพุทธบาทในประเทศไทยรอยแรกที่คนไทยได้รู้จักและมักคุ้นนั้นก็คือ พระพุทธบาทสี่รอยอันประดิษฐานอยู่ ณ เขต อำเภอแม่ริม จ.เชียงใหม่ ในปัจจุบันนี่เอง

ในขณะที่ รอยพระพุทธบาท ที่ สระบุรี เขาสัจจพันธุ์ นั้นได้รับการค้นพบเจอในรัชสมัย พระเจ้าทรงธรรมซึ่งเป็นยุคหลังรัชสมัยแห่ง สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ถึงกว่า ๕ ทศวรรษ


[สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย]

จากสาส์นของ กรมพระยาดำรงราชานุภาพพระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทยทรงบันทึกไว้ว่าพระพุทธบาทสี่รอย แห่งนี้ เป็นพระพุทธบาทเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทยแม้กรุงศรีอยุธยาก็ยังจำลองรอยพระพุทธบาทไปไว้ที่ ปราสาทนครหลวง (วัดจันทร์ลอย) จ.พระนครศรีอยุธยา

บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2010, 10:30:43 PM »



[ครูบาศรีวิชัย]

พระอริยสงฆ์ที่สำคัญของล้านนาและของประเทศไทยที่เคยธุดงค์เพื่อไปกราบสักการบูชารอยพระพุทธบาทสี่รอย

เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๗๒ ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งล้านนาไทยก็ได้ขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยและได้รื้อพระวิหารที่ เจ้าพระยาธรรมช้างเผือก สร้างไว้ชั่วคราวนั้นเสียแล้วได้สร้างวิหารใหม่ครอบรอยพระพุทธบาทไว้และได้ฉาบปูนครอบรอยพระพุทธบาทสี่รอยเพื่อรักษาให้อยู่ค้ำชูพระศาสนาสืบไปตลอดกาลนาน

ด้วยวัดพระพุทธบาทสี่รอยเป็นที่ประดิษฐานรอยพระพุทธบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึง ๔ พระองค์ คือ พระพุทธเจ้ากกุสันโธ พระพุทธเจ้าโกนาคมโนพระพุทธเจ้ากัสสโป พระพุทธเจ้าโคตโม (องค์ปัจจุบัน)

จึงนับได้ว่า เป็นปูชนียสถานที่มีความสำคัญมากเป็นที่สักการบูชาของทั้งมนุษย์และเทวดาทั้งหลาย

พระพุทธบาทสี่รอยนี้ ครูบาอาจารย์ พระธุดงค์กรรมฐานสาย ครูบาเจ้าศรีวิชัย หลายองค์ อาทิเช่น

ครูบาหน้อย ชยวํโส วัดบ้านปง, ครูบาอิน อินฺโท วัดฟ้าหลั่ง,
ครูบาอินแก้ว ครูบาดวงดี วัดท่าจำปี,
ครูบาบุญปั๋น ธมฺมปญฺโญ วัดร้องขุ้ม,
ครูบาชัยยะวงศาพัฒนา วัดพระพุทธบาทห้วยต้ม ฯลฯ

พระอาจารย์ทอง สิริมงฺคโล วัดพระธาตุศรีจอมทอง,
ครูบาเทือง นาถสีโล วัดบ้านเด่น,
ครูบาน้อย วัดศรีดอนมูล เป็นต้น


[หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนคร]

หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต วัดป่าสุทธาวาส สกลนครและพระธุดงค์กรรมฐานในสายหลวงปู่มั่น

ได้แก่ หลวงปู่แหวน สุจิณฺโณ วัดดอยแม่ปั๋ง เชียงใหม่,
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดป่าอรัญญวิเวก นครพนม,
หลวงปู่เทสก์ เทสรํสี วัดหินหมากเป้ง หนองคาย,
หลวงปู่หล้า ตาทิพย์ วัดป่าตึง เชียงใหม่,
หลวงปู่ชอบ ฐานสโม วัดป่าสัมมานุสรณ์ เลย,
หลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง เชียงใหม่,
หลวงปู่จาม, พระอาจารย์เปลี่ยน ปญฺญาปทีโป
และอีกหลายองค์ ในสายพระอาจารย์มั่น

นอกจากนี้ยังมี หลวงปู่สี ฉนทสิริ วัดเขาถ้ำบุญนาค นครสวรรค์
(ได้ยาอายุวัฒนะจากบริเวณป่าใกล้วัดพระพุทธบาทสี่รอย),
หลวงปู่โต๊ะ อินทสุวณฺโณ วัดประดู่ฉิมพลี กรุงเทพมหานคร,


[หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม]

หลวงพ่ออุตตมะ อุตฺตมรมฺโภ วัดวังก์วิเวการาม(ไปธุดงค์ไปองค์เดียวเพื่อไปกราบนมัสการเมื่อ ๕๐ กว่าปีมาแล้ว ราว พ.ศ. ๒๔๙๐)
และหลวงพ่อสมควร วัดถือน้ำ นครสวรรค์,หลวงปู่เมฆ วัดป่าขวางพระเลไลย์ สงขลา

ได้เคยเดินธุดงค์ ขึ้นไปนมัสการมาแล้วและได้รับรองว่าเป็นรอยพระพุทธบาทที่แท้จริง

นอกจากนี้ยังได้รับคำยืนยันรับรองของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม วัดอรัญญวิเวก จ.นครพนมว่ารอยพระพุทธบาทดังกล่าวเป็นรอยพระพุทธบาทสี่รอยของพระพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ในมหาภัทรกัปนี้จริง

และเป็นสัญญลักษณ์แห่งมหาภัทรกัปที่สำคัญสูงสุดในจักรวาลและรอยพระพุทธบาทสี่รอยนี้ประดิษฐานอยู่ที่วัดพระพุทธบาทสี่รอย ตำบลสะลวง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่


[หลวงปู่สิม พุทธจาโร]

นอกจากนี้ หลวงปู่สิม พุทธจาโร ซึ่งเคยเดินขึ้นไปนมัสการมาแล้วเช่นกันดังธรรมเทศนาของท่านตอนหนึ่ง
(คัดลอกมาจาก หนังสือพุทธาจารานุสรณ์ ที่แจกในงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่สิม พุทธจาโร สำนักสงฆ์ถ้ำผาปล่อง อำเภอเชียงดาว  จังหวัดเชียงใหม่ พุทธศักราช ๒๕๓๖)

"ในเขตเชียงใหม่นี้ ยังมีพระบาทสี่รอยอยูในเขตอำเภอแม่ริมแต่ว่าลึกเข้าไปในภูเขา หลวงปู่ผู้เทศน์ปูแล้วกราบไหว้ มันเป็นก้อนหินก้อนใหญ่ เป็นก้อนสี่เหลี่ยมขึ้นไปอยู่ข้างริมแม่น้ำ

พระพุทธเจ้ากกุสันโธได้มาตรัสรู้ในโลกท่านก็มาเหยียบรอยพระพุทธบาทไว้ในยอดหินก้อนนั้น ยาวขนาด ๑๒ ศอก

เมื่อหมดศาสนาพระพุทธเจ้ากกุสันโธแล้วพระพุทธเจ้าโกนาคมโน ก็มาตรัสรื้อขนสัตว์ไปอีกก็นิพพานท่านก็มาเหยียบไว้ที่พระบาทแม่ริมนี้ เป็นรอยที่สอง (ขนาดลดลงมา)

มาถึงพระสัมสัมพุทธเจ้ากัสสโปมาตรัสรู้ท่านก็มาเหยียบไว้ได้ ๓ รอย

แลพระพุทธเจ้าโคดมมาตรัสรู้ก่อนที่ท่านจะนิพพานก็เหยียบรอยพระบาทไว้ในหินก้อนเดียวกันจึงให้ชื่อว่าพระพุทธบาทสี่รอย

ยังมีพระศรีอริยเมตไตรยโพธิสัตว์จะมาตรัสรู้แล้วมาโปรดเวไนยสัตว์ ก็มาเหยียบไว้อีก

เรียกว่าแผ่นดินที่เราเกิดนี้ นับว่าเป็นแผ่นดินที่ร่ำรวยที่สุดแผ่นดินนี้เรียกว่า ภัทรกัป มีพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามาตรัสรู้ได้ห้าพระองค์

พระพุทธเจ้าองค์ใดมาตรัสสอนก็ตามก็สอนให้มนุษย์และเทวดาทั้งหลายบำเพ็ญทาน รักษาศีล ภาวนา ละกิเลส ความโกรธ ความโลภ ความหลง อันเก่านี้แหละ

เมื่อใดปฏิบัติภาวนาบารมีเต็มแล้ว ก็รู้แจ้งพระนิพพาน เมื่อรูปนามแตกดับแล้วไปสู่พระนิพพาน ไม่ต้องมาเวียนว่ายตายเกิดในโลกอันแสนทุรกันดารนี้อีกต่อไป"


สถานที่ประดิษฐานของพระพุทธบาทสี่รอยดั้งเดิมที่มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานไว้

มีผู้รู้บางท่านสันนิษฐานว่าความจริงแล้ว หินก้อนนี้อยู่ที่ป่าหิมพานต์แต่นักปราชญ์บางท่านกล่าวว่า

หินนั้นได้ตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ส่วนผู้ที่จะกล่าวแก้ก็ควรที่จะบอกว่า

ป่าก็ดี เขาก็ดีที่มีเมฆหมอกปกคลุมอยู่ไม่ขาดทั้งกลางวันกลางคืนที่แห่งนั้น จึงได้ชื่อว่า ป่าหิมพานต์ธรรมชาติของเปรตทั้งหลายไม่เคยมีตัวตนในเมืองมนุษย์แต่ธรรมชาติของเปรตทั้งหลายย่อมเกิดเป็นตัวเป็นตนในป่าหิมพานต์เท่านั้น

หากแต่พระอริยสาวกที่มีอิทธิปาฏิหาริย์ได้อัญเชิญมาด้วยกำลังฤทธิ์เพื่อที่จักให้เป็นที่กราบไหว้ และสักการะบูชาแก่ชาว ?ตามิละ? (ลัวะ)

พวกชาวเขา ลัวะ และคนยางหากมารักษาและสักการะรอยพระพุทธบาทแล้วฝนฟ้าก็จะตกต้องตามฤดูกาลเป็นอันดี ด้วยพุทธานุภาพ

และแม้ในกาลอนาคตพระศรีอริยเมตไตรยพุทธเจ้าก็จักเสด็จมาประทับรอยพระพุทธบาทไว้ที่หินก้อนนี้อีกเป็นรอยที่ ๕

จนล่วงไปอีกราว ๒๐๐๐ ปีหินก้อนนี้ก็จะแตกสลายลง บังเกิดเป็นมนุษย์ขึ้นซึ่งมนุษย์คนนี้จะได้บวชในพระพุทธศาสนาสำเร็จมรรคผลนิพพานในสมัยพระศาสนาแห่งพระศรีอริยเมตไตรยพระพุทธเจ้านั่นแลฯ

ยังมีพระผู้รอบรู้พระไตรปิฎกองค์หนึ่ง ถามว่า

?พระบาท ๔ รอยนี้จะเจริญรุ่งเรืองเมื่อใด?

ผู้ที่จะกล่าวแก้ปัญหาควรกล่าวว่า

?ดูกรท่านทั้งหลาย อันบาลีแห่งพระพุทธเจ้า กล่าวไว้ว่าปฐมเบื้องต้น มัชฌิมะเบื้องกลาง ปัจฉิมะเบื้องปลายเหตุบาลีว่า อาทิ กัลยาณัง งามในเบื้องต้นมัชเฌกัลยาณัง งามในท่ามกลาง ปริโยสานกัลยาณัง งามในที่สุดงามในที่แล้ว (ที่สุด) แห่งศาสนาพระพุทธเจ้าพระพุทธบาท ๔ รอย จะเจริญรุ่งเรืองงามในท่ามกลางศาสนาจริงแลฯ?

ดังนั้น ก็นับว่าพระพุทธบาทสี่รอยนี้ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญเป็นที่สักการบูชามาช้านานถ้าหากว่าผู้ใดมีจิตศรัทธาที่จะขึ้นไปกราบนมัสการพระพุทธบาทสี่รอยก็ควรมีจิตศรัทธาเลื่อมใสศรัทธาในองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

เมื่อไปถึงแล้วก็ควรที่จะสำรวม กาย วาจา ใจ ให้เป็นปกติก็ชื่อว่า รักษาศีล ก็ทำให้เกิดสมาธิ มีจิตใจที่ตั้งมั่น ทำให้เกิดปัญญา
และจักได้ชื่อว่าเจริญตามรอยพระพุทธบาทของพระพุทธองค์อย่างแท้จริง

การที่มีคนศรัทธาเดินทางขึ้นไปกราบรอยพระพุทธบาทก็เหมือนกับว่ามีดวงจิตดวงใจอยู่ในสมาธิภาวนามีพุทธานุสติเกิดขึ้นในจิตใจ

และประกอบไปด้วย ความศรัทธา และความเพียร ขันติ ความอดทนการที่ขึ้นไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทถนนหนทางไม่สู้จะสะดวกเท่าไรเป็นทางขึ้นเขาทางเดินแคบขึ้นได้สะดวกก็ช่วงฤดูแล้ง ช่วงฤดูฝนก็ลำบาก

จึงเป็นการวัดถึงจิตใจของพุทธศาสนิกชนว่าจะมีคนที่ศรัทธาและวิริยะที่จะขึ้นไปกราบไหว้ และสักการะเพียงใดถ้าหากว่าใครได้ไปกราบนมัสการรอยพระพุทธบาทแล้วก็นับว่าเป็นสิริมงคล และจะได้รับผลานิสงส์เป็นอย่างมาก

***************************

ที่มา  :  ลานธรรมจักรดอทเน็ต
บันทึกการเข้า
ตั้งโอ๋
นักโพสต์ในดวงใจ
******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 170



« ตอบ #3 เมื่อ: พฤศจิกายน 13, 2010, 03:49:15 PM »

พระพุทธบาทสี่รอยก็มีที่ปราสาทนครหลวง อ.นครหลวง จังหวัดพระนครศรอยุธยาด้วยนะค่ะ
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #4 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2010, 11:44:29 PM »


ขอบคุณ น้องโอ๋ สำหรับข้อมูลนะครับ เก็บเอาภาพปราสาทนครหลวงมาฝากครับ  Cheesy



ปราสาทนครหลวง  อำเภอนครหลวง  จังหัวดพระนครศรีอยุธยา


พระพุทธบาทสี่รอย  ที่วัดปราสาทนครหลวง

บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: