หน้าแรก
ช่วยเหลือ
เข้าสู่ระบบ
สมัครสมาชิก
ยินดีต้อนรับคุณ,
บุคคลทั่วไป
กรุณา
เข้าสู่ระบบ
หรือ
ลงทะเบียน
ข่าว
:
Board กศน.บ้านแพรก จ.พระนครศรีอยุธยา
|
เกร็ดความรู้
|
เกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย
|
กำเนิดธงสยามและธงชาติไทย
หน้า: [
1
]
ลงล่าง
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
พิมพ์
ผู้เขียน
หัวข้อ: กำเนิดธงสยามและธงชาติไทย (อ่าน 1697 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
ออนไลน์
กระทู้: 2435
กำเนิดธงสยามและธงชาติไทย
«
เมื่อ:
ตุลาคม 24, 2010, 09:36:02 AM »
ธงชาติไทยตั้งแต่อดีดจนถึงปัจจุบัน
กำเนิดธงสยาม
ประวัติศาสตร์การใช้ธงเป็นสัญลักษณ์ของประเทศไทย สามารถสืบได้ความแต่เพียงว่า ไทยได้ใช้ธงสีแดงเป็นเครื่องสำหรับเรือกำปั่นเดินทะเลทั่วไปมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และยังไม่ได้มีธงชาติไว้ใช้ดังที่เข้าใจในปัจจุบัน ในจดหมายเหตุต่างประเทศแห่งหนึ่งได้กล่าวว่า ในรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช แห่งกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ.2199-พ.ศ. 2231) เรือค้าขายของฝรั่งเศสลำหนึ่งได้เดินทางมากรุงศรีอยุธยา เมื่อมาถึงที่ป้อมแห่งหนึ่งของไทย เรือฝรั่งเศสก็ชักธงชาติของตัวเองขึ้น ฝ่ายไทยยิงสลุตคำนับตามธรรมเนียม แต่เมื่อฝ่ายไทยชักธงขึ้นตอบบ้าง ฝ่ายฝรั่งเศสกลับไม่ยิงสลุตคำนับตอบ เพราะได้ชักเอาธงชาติฮอลันดา (เนเธอร์แลนด์) ขึ้นเหนือป้อมด้วยเหตุว่าไทยไม่มีธงชาติของตนใช้ (ขณะนั้นฝรั่งเศสกับฮอลันดาเป็นศัตรูกัน) ฝ่ายไทยได้แก้ไขปัญหาโดยชักผ้าสีแดงขึ้นแทนธงชาติฮอลันดา ฝรั่งเศสจึงยอมยิงสลุตคำนับตอบ เหตุการณ์ดังกล่าวจึงถือกันว่าเป็นจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์ธงชาติไทย
ธงผืนแรก
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดงเกลี้ยง ใช้ใน สมัยอยุธยา - พ.ศ. 2325(ธงเรือหลวง) สมัยอยุธยา - พ.ศ. 2398 (ธงเรือเอกชน)
การบังคับใช้ ใช้เป็นธรรมเนียมสืบมาตั้งแต่สมัย สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ธงค้าขาย (ถึง พ.ศ. 2398) ธงเรือหลวง (ถึง พ.ศ. 2325)
ธงผืนที่ 2
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง กลางมีรูปจักรวงใหญ่สีขาว ธงเรือหลวง
การบังคับใช้ พระบรมราชโองการใน พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พ.ศ. 2325 - 2360
ธงผืนที่ 3
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง กลางมีรูปช้างเผือกในวงจักรสีขาว ธงเรือหลวง
การบังคับใช้ พระบรมราชโองการใน พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พ.ศ. 2360 ? 2398
ธงผืนที่ 4
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง กลางมีรูปช้างเผือกเปล่าหันหน้าเข้าหาเสาธง ธงชาติ ธงค้าขาย และธงราชการ
การบังคับใช้ พระบรมราชโองการใน พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระราชบัญญัติว่าด้วยแบบอย่างธงสยาม รศ. 110
พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 116
พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 118
พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129
(พ.ศ. 2398 - 2459)
ธงผืนที่ 5
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้าสีแดง กลางมีรูปช้างเผือกทรงเครื่องยืนแท่นหันหน้า
เข้าหาเสาธง ธงราชการ
การบังคับใช้ พระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 (ธงราชการ)
พระบรมราชโองการ ประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 พ.ศ. 2459 (พ.ศ. 2459 - 2460)
ธงผืนที่ 6
ธงสี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน แบ่งเป็นแถบสีขาวสลับแดงห้าแถบ แถบสีแดงและสีขาวชั้นนอกกว้างแถบละ 1 ส่วน แถบสีแดงตรงกลางกว้าง 2 ส่วน
ธงค้าขาย
การบังคับใช้ พระบรมราชโองการ ประกาศเพิ่มเติมและแก้ไขพระราชบัญญัติธง ร.ศ. 129 พ.ศ. 2459 (ในชื่อ"ธงค้าขาย")
(พ.ศ. 2459-2460)
ธงผืนที่ 7
ธง สี่เหลี่ยมผืนผ้า กว้าง 6 ส่วน ยาว 9 ส่วน แบ่งเป็นแถบริ้วห้าแถบ แถบกลางสีน้ำเงินกว้าง 2 ส่วน แถบสีแดงและสีขาวชั้นนอกกว้างแถบละ 1 ส่วน
ธงชาติและธงราชการ
พระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติธง พระพุทธศักราช 2460
พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2479
พระราชบัญญัติธง พ.ศ. 2522
ธงชาติแห่งราชอาณาจักรไทยอันมีชื่อเรียกเฉพาะว่า"ธงไตรรงค์" เป็นธงที่ประกาศใช้เป็นธงชาติของประเทศสยาม(และประเทศไทยในยุคหลัง พ.ศ. 2482) เมื่อ พ.ศ. 2460 ตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว กษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ พื้นธงประกอบด้วยสี 3 สี ได้แก่
สีแดง
หมายถึง โลหิตซึ่งยอมสละได้ เพื่อพิทักษ์ชาติและศาสนา
สีขาว
หมายถึง ความบริสุทธิ์ในพระพุทธศาสนาและธรรมในศาสนาต่างๆ
สีน้ำเงิน
หมายถึง พระมหากษัตริย์ สีดังกล่าวนี้เดิมเป็นสีโปรดส่วนพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
"ธงชาติไทยและเพลงชาติไทย
เป็นเอกลักษณ์ของความเป็นไทย
เราจงร่วมใจยืนตรงเคารพธงชาติ
ด้วยความภาคภูมิใจในเอกราช
และความเสียสละของบรรพบรุษไทย"
ที่มา : www.postjung.com และ วีกีพีเดีย
บันทึกการเข้า
ตั้งโอ๋
นักโพสต์ในดวงใจ
ออนไลน์
กระทู้: 170
Re: กำเนิดธงสยามและธงชาติไทย
«
ตอบ #1 เมื่อ:
ตุลาคม 24, 2010, 10:25:32 AM »
คำว่า "ยิงสลุต" มีลักษณะเป็นอย่างไรค่ะ
บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
ออนไลน์
กระทู้: 2435
Re: กำเนิดธงสยามและธงชาติไทย
«
ตอบ #2 เมื่อ:
ตุลาคม 24, 2010, 10:40:01 AM »
ได้หาข้อมูลมาให้
"ครูโอ๋"
เรียบร้อยแล้วครับผม รายละเอียดดังนี้
การยิงปืนสลุต ซึ่งมาจากภาษาลาตินว่า Salutio (อ่าน ซัล-ลูท-ติ-โอ) นี้ เป็นแบบฉบับอย่างหนึ่งของการทำความเคารพต่อผู้ใหญ่ หรือประมุขของรัฐ การยิงจะใช้ปืนใหญ่ เพราะมีเสียงดังดี เป็นการแสดงว่ามีบุคคลสำคัญมาเยี่ยม ส่วนทางทหารกล่าวถึง การยิงสลุตว่า คือการยิงปืนใหญ่ด้วยลูกสลุตหรือกระสุนซ้อมรบ เป็นการคำนับอย่างหนึ่ง ซึ่งเรือรบ ป้อม หรือกองทหารปฏิบัติเพื่อเคารพต่อบุคคล หรือวัตถุอันควรได้คำนับด้วยการยิงสลุต โดยมีเกณฑ์จำนวนนัดตามควรแก่เกียรติยศ
เหตุที่มีการยิงสลุต กล่าวว่ามีมูลเหตุมาจากสมัยโบราณ เรือสินค้าที่ต้องเดินทางนานๆในทะเลเป็นระยะทางไกลๆ จำเป็นจะต้องมีปืนใหญ่ไว้คอยคุ้มครองสินค้าของตน และเพื่อเตรียมป้องกันจึงมักบรรจุกระสุนดินดำไว้ก่อน เพราะการจะบรรจุกระสุนในการยิงปืนใหญ่สมัยก่อนเป็นเรื่องยุ่งยาก และใช้เวลามาก จึงต้องมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อนเพื่อให้ใช้ได้ทันท่วงที มิฉะนั้น หากเกิดเหตุจะไม่ทันการณ์ และเมื่อเรือเดินทางไปถึงท่าเรือที่เป็นพันธมิตรก็จำเป็นต้องยิงกระสุนปืน ใหญ่ที่บรรจุไว้ให้หมดเสียก่อน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจว่ามาอย่างมิตร มิใช่ศัตรู ครั้นต่อมาจึงเกิดเป็นประเพณียิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพกัน ซึ่งถือว่าการยิงสลุตนี้เป็นการแสดงความเคารพอย่างสูง โดยเรือที่จะเข้าจอดท่าจะยิงสลุตเคารพเจ้าของถิ่นหรือชาติเจ้าของท่าก่อน จากนั้นเจ้าถิ่นก็จะยิงตอบให้มากกว่า ส่วนใหญ่จะยิงตอบเป็น ๓ เท่า เช่น เรือยิง ๑ นัด เจ้าบ้านจะยิงตอบ ๓ นัด เป็นต้น
ส่วนสาเหตุการยิงสลุต ๒๑ นัด กล่าวกันว่าประเทศอังกฤษเป็นชาติแรกที่ได้วางกฎเอาไว้ ให้ชาติที่อ่อนแอกว่าทำความเคารพตนก่อน โดยสมัยแรกกำหนดให้ใช้ ๗ นัด ถือเคล็ดว่า เลข ๗ เป็นเลขดี ด้วยว่าตามคัมภีร์ ฝรั่งถือว่าพระเจ้าสร้างโลกใน ๗ วัน ดังนั้น เมือเรือยิงให้แก่เจ้าของอ่าวหรือท่าเรือ เป็นจำนวน ๗ นัด ทางป้อมที่เป็นชาติเจ้าของอ่าวหรือท่าเรือก็ต้องยิงตอบเป็นจำนวน ๓ เท่าคือ ๒๑ นัด ต่อมาก็ได้มีการตกลงกันว่าให้ยิงเท่ากันคือ ๒๑ นัด ถือเป็นการยิงให้แก่ชาติ รวมทั้งพระมหากษัตริย์ด้วย ซึ่งปัจจุบันการยิงสลุตในประเทศอังกฤษและประเทศอื่นๆ ก็ใช้จำนวนนัดในการยิงสลุตต่างๆเป็นจำนวนเท่ากัน นับเป็นพิธีสากล ส่วนมากในพิธีต่างๆมักใช้จำนวนสลุต ๒๑ นัด ซึ่งราชนาวีของไทยเราเรียกการยิงสลุตจำนวน ๒๑ นัดนี้ว่า สลุตหลวง นอกจากนี้ ยังมีสลุตหลวงพิเศษที่ใช้ในพิธีใหญ่ๆอีกอย่างหนึ่งด้วย ซึ่ง สลุตหลวงพิเศษ จะหมายถึง การยิงสลุตจำนวน ๑๐๑ นัด และการยิงสลุตหลวงพิเศษนี้จะทำได้ก็ต่อเมื่อได้รับคำสั่งจากกระทรวงกลาโหม เท่านั้น ส่วนการยิงสลุตเพื่อแสดงความเคารพนายกรัฐมนตรี หรือผู้บัญชาการทหารนั้น จะมีจำนวนลดหลั่นกันไปตามลำดับ ซึ่งจะมีกำหนดไว้ในราชกิจจานุ เบกษา
อนึ่งโดยทั่วไป การที่เรือรบเดินทางไปเยี่ยมท่าเรือต่างประเทศใด ก็มักจะมีการยิงสลุตคำนับประเทศเจ้าของท่า และคำนับเรือรบต่างชาติที่จอดอยู่ร่วมกันในอ่าวท่าเรือ ตามธรรมเนียมสากลด้วย และเมื่อเรือรบใดได้ทำการยิงสลุตคำนับไปแล้ว ก็จะต้องได้รับการยิงสลุตตอบด้วยจำนวนนัดที่เท่ากันจากประเทศเจ้าของท่าเรือ หรือเรือรบของต่างชาติที่ได้รับการคำนับนั้นด้วย แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่พร้อม การยิงสลุตคำนับไม่ต้องมีก็ได้ ดังนั้น เวลาเรือรบไปจอดท่าเรือต่างประเทศ จึงมักมีการเจรจาตกลงให้เรียบร้อยกันก่อน จึงจะมีการยิงสลุตคำนับกันขึ้น
สำหรับประเพณีการยิงสลุตในประเทศไทย มีปรากฏในพงศาวดารว่ารู้จักกันมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาในแผ่นดินสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช เพราะช่วงดังกล่าว ไทยเราคบค้าสมาคมกับฝรั่งหลายชาติหลายภาษา จึงรู้ขนบธรรมเนียมของฝรั่ง ตามจดหมายเหตุของฝรั่งเศสกล่าวว่า เมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๒๒๓ เรือรบฝรั่งเศสชื่อ เลอโวตูร์ ได้เข้ามาในบางกอก และมองซิเออร์คอนูแอล นายเรือได้สอบถามไปทางกรุงศรีอยุธยาว่าจะยิงสลุตให้ชาติไทยเมื่อเรือผ่าน ป้อมที่บางกอกคือป้อมวิชัยประสิทธิ์จะขัดข้องหรือไหม สมเด็จพระนารายณ์มหาราชก็รับสั่งให้ออกพระศักดิ์สงคราม ชาวเตอรกีผู้รักษาป้อม ยอมให้ฝรั่งเศสยิงสลุตได้ และมีเรื่องเล่าว่าธงชาติไทยเริ่มมีขึ้นเป็นครั้งแรกที่นี่ เพราะตามธรรมเนียมต้องชักธงชาติขึ้นก่อน ฝรั่งเศสจึงจะยิงสลุตได้ (ป้อมดังกล่าว คือ ป้อมวิชาเยนทร์ที่สร้างขึ้นที่ปากน้ำบางกอกใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๒๐๘ ต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวิชัยประสิทธิ์สมัยพระเจ้ากรุงธนบุรี) และทูตไทยที่ได้รับการยิงสลุตเป็นคนแรกเมื่อเดินทางไปฝรั่งเศสเป็นจำนวน ๕ นัดคือ ขุนพิชัยวาทิต และขุนพิทักษ์ไมตรี หลังแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ไทยเราไม่นิยมฝรั่งเศส ประเพณีการยิงสลุตจึงหายไป จนมาในสมัยรัชกาลที่ ๔ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ จึงได้มีการเริ่มประเพณีนี้ขึ้นอีก เมื่อเซอร์จอนเบาริง เป็นราชทูตมาเมื่อพ.ศ. ๒๓๙๘ ก็มีการขออนุญาตยิงสลุต ๒๑ นัด และพระองค์ท่านก็ทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาต พร้อมให้มีการยิงตอบด้วยจำนวนเท่ากัน โดยได้มีการออกประกาศให้ประชาชนได้ทราบเพื่อมิให้ตื่นตกใจด้วย เพราะสมัยนั้นเรายังไม่ถือการยิงสลุตเป็นประเพณีที่ต้องปฏิบัติ จนมาในปลายสมัยรัชกาลที่ ๕ เราจึงมีหลักเกณฑ์การยิงสลุต ที่เรียกว่า ?ข้อบังคับว่าด้วยการยิงสลุต ร.ศ. ๑๒๔? ขึ้น โดยผู้มีหน้าที่ยิงคือ เรือรบหลวง ยิงในทะเล และป้อมยิงสลุตยิงบนบก ซึ่งข้อบังคับดังกล่าวได้ใช้มาตลอดรัชกาลที่ ๕ ต่อมาในรัชกาลที่ ๖ ได้ทรงเปลี่ยนแก้ไข โดยทรงตราเป็นพระราชกำหนดเรียกว่า ?พระราชกำหนดการยิงสลุต ร.ศ. ๑๓๑ (พ.ศ.๒๔๕๕) ? การยิงสลุตแบ่งเป็นของหลวง แบบธรรมดา ใช้ยิง ๒๑ นัด แบบพิเศษใช้ยิง ๑๐๑ นัดในพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา ซึ่งพระราชกำหนดนี้ใช้ตลอดรัชกาลที่ ๖ ครั้นรัชกาลที่ ๗ มิให้ใช้เพื่อความประหยัด และได้ยกเลิกไปเมื่อพ.ศ. ๒๔๘๓ โดยปัจจุบัน การยิงสลุตใช้ข้อบังคับที่เรียกว่า ?ข้อบังคับทหารว่าด้วยการยิงสลุต ที่
สำหรับหลักเกณฑ์การยิงสลุตปัจจุบันพอสรุปได้ว่า ถ้าเป็นงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา งานพระราชพิธีฉัตรมงคล หรือวันพระราชสมภพสมเด็จพระบรมราชินีหรือสมเด็จพระยุพราช รวมถึงงานต้อนรับพระมหากษัตริย์ หรือประมุขแห่งรัฐ ยิงสลุตจำนวน ๒๑ นัด ถ้าเป็นระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นทหาร) ผู้บัญชาการทหารเรือ จอมพลเรือ และเอกอัครราชทูต ยิงสลุต ๑๙ นัด รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม(ที่เป็นพลเรือน) พลเรือเอก และเอกอัครราชทูตพิเศษ ยิงสลุต ๑๗ นัด พลเรือโท และอัครราชทูต ยิงสลุต ๑๕ นัด พลเรือตรี และราชทูต ยิงสลุต ๑๓ นัด (สามเหล่าทัพยศเท่ากัน ยิงสลุตเท่ากัน) อุปทูตยิงสลุต ๑๑ นัด กงสุลใหญ่ ยิงสลุต ๙ นัดเป็นต้น
ขอบคุณ
ครูโอ๋ แห่ง กศน.อำเภอเสนา
ที่เข้ามาเยี่ยมเยือนเสมอครับผม
บันทึกการเข้า
หน้า: [
1
]
ขึ้นบน
พิมพ์
« หน้าที่แล้ว
ต่อไป »
กระโดดไป:
เลือกหัวข้อ:
-----------------------------
บอร์ด กศน.บ้านแพรก
-----------------------------
=> ประมวลภาพกิจกรรม ปีงบประมาณ 2555
=> ประมวลภาพกิจกรรม ปีงบประมาณ 2554
=> ประมวลภาพกิจกรรม ปีงบประมาณ 2553
-----------------------------
"บ้านแพรก" มงกุฎอยุธยา สูงค่าดินแดนแห่งวัฒนธรรม
-----------------------------
=> พิพิธภัณฑ์บ้านแพรก
=> ของดีบ้านแพรก
=> ประวัติวัดในอำเภอบ้านแพรก
=> บุคคลสำคัญและภูมิปัญญาท้องถิ่น
=> บ้านแพรกของเรา
-----------------------------
ความรู้เกี่ยวกับการปฏิบัติงานด้านการศึกษา
-----------------------------
=> ความรู้เกี่ยวกับการศึกษา
=> ความรู้เกี่ยวกับการบริหารงาน และการปฏิบัติงาน
=> ความรู้เกี่ยวกับการจัดทำแผนปฏิบัติงาน
=> งานนิเทศและการประกันคุณภาพการศึกษา
=> บอร์ดพนักงานราชการ ครู กศน.ตำบล
=> ความรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียน
=> มุมดาวน์โหลด
-----------------------------
เกร็ดความรู้
-----------------------------
=> เกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย
=> เกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์โลก
=> เกร็ดความรู้ทั่วไป
=> เกร็ดความรู้เกี่ยวกับสุขภาพ
=> เกร็ดความรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
=> ประวัติบุคคลสำคัญ
=> ประวัติปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กร
=> ประวัติ ความเชื่อ เรื่องเล่า ตำนาน
-----------------------------
รวมบทความ
-----------------------------
=> บทความการศึกษา
=> บทความสังคมและการเมือง
=> บทความดีดี คำคม ข้อคิดในการดำเนินชีวิต
=> บทความเกี่ยวกับความรัก ความผูกพัน
=> บันทึกประสบการณ์และการเดินทางของชีวิต
-----------------------------
งานสร้างสรรค์วรรณศิลป์
-----------------------------
=> บทกลอน บทกวี และวรรณศิลป์
=> กลอน กวี หลากอารมณ์
=> บทเพลง ดนตรี แห่งชีวิต
=> บทเพลง บทกวี เทิดทูนบูชาครู
=> บทเพลง บทกวีแห่งการต่อสู้เพื่อมวลชน
=> เรื่องน่ารู้และความงดงามของวรรณคดีไทย
-----------------------------
บอร์ดทั่วไป
-----------------------------
=> มุมสมาชิกแลกเปลี่ยนเรียนรู้
=> สัพเพเหระ ขำขันคลายเครียด
=> เสนอแนะติชมเว็บไซต์และบอร์ด
กำลังโหลด...