|
เลิศชาย ปานมุข
|
 |
« ตอบ #2 เมื่อ: พฤศจิกายน 04, 2010, 08:16:24 PM » |
|
ตำนานวันสิ้นโลก ในแต่ละอารยธรรมแต่ละศาสนาเกือบทุกศาสนาก็มีเรื่องราววันสิ้นโลก หรือหายนะที่จะเกิดขึ้นบนโลก ถ้าเราได้ศึกษาประวัติศาสตร์ก็จะพบว่าจริงๆแล้ววันสิ้นโลก หรือวันที่สูญสิ้นอารยธรรม ได้กำเนิดมาแล้วหลายครั้งในโลกใบนี้ เพราะว่าโลกนี้กำเนิดมาแล้วกว่า 4,500 ล้านปี ใน 4,500 ล้านปี ก็จะมีเหตุการณ์แบบนี้หลายครั้งที่นักวิทยาศาสตร์สามารถวิเคราะห์และมีหลักฐานที่ให้เชื่อถือได้ ไม่ว่าจะเป็นการสูญพันธุ์ของไดโนเสาร์ (สันนิษฐานว่าอุกกาบาตชนโลก) ภูเขาไฟระเบิด รังสีความร้อนจากพายุสุริยะ การสลับของขั้วแม่เหล็กโลกหลายครั้ง โลกในยุคน้ำแข็งซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงอุณภูมิจนสัตว์และพืชไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ เป็นต้น แต่ก็มีสัตว์และพืชบางส่วนได้เปลี่ยนแปลงวิวัฒนาการตัวเองให้อยู่รอดอยู่ได้ต่อไป และวิวัฒนการเรื่อยมาในทุกยุคที่เกิดเหตุการณ์จนถึงปัจจุบัน ซึ่งทั้งหมดถ้าวิเคราะห์แล้วมันก็เป็นการปรับสมดุลของโลกที่เราอยู่ โลกมันก็มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาทั้งตัวมันเองและจาการกระทำของเราเป็นตัวเร่งปฏิกริยา เช่น ปัญหาน้ำท่วม พายุที่รุนแรง คลื่นยักษ์สึนามิ แผ่นดินไหว ก็เกิดรุนแรงขึ้นเนื่องจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะของโลกอย่างรวดเร็ว แต่หลายอย่างมันก็บังเอิญคล้ายหรือมาตรงกับคำทำนายในวันที่ 21 ธันวาคม 2012 ก็เลยเป็นการหวาดกลัวสิ่งที่จะเกิดขึ้น อาจจะเกิดหรือไม่เกิดก็ได้ ซึ่งเป็นคำทำนายจะรู้ได้ก็ต้องรอจนถึงวันนั้นครับ
จากหนังสือ 2012 วันสิ้นโลก ของสำนักพิมพ์สยามอินเตอร์บุค สรุปได้ดังนี้
1. คำพยากรณ์ของชาวมายาที่ได้จากการสังเกตการณ์ทางดาราศาสตร์เป็นเวลา นานกว่า 2000 ปี กล่าวว่า วันที่ 21/12/12 จะเป็นจุดเริ่มต้นของยุคใหม่ ที่จะมาพร้อมกับเลือดและความทรมาน รวมทั้งความหวังและอนาคต
2. ตั้งแต่ทศวรรษที่ 40 เป็นต้นมา โดยเฉพาะหลังปี 2003 ดวงอาทิตย์แสดงออกถึงความปั่นป่วนมากขึ้น นับตั้งแต่ภาวะโลกร้อนและการละลายของน้ำแข็งในยุคน้ำแข็งครั้งล่าสุดเมื่อ 11,000 ปีที่แล้ว นักฟิสิกส์ดวงอาทิตย์เห็นตรงกันว่า กิจกรรมของดวงอาทิตย์จะเข้าสู่ช่วงสูงสุดครั้งต่อไปในปี 2012
3. พายุบนดวงอาทิตย์นั้นเกี่ยวข้องกับพายุบนพื้นโลก ไม่ว่าจะเป็นคลื่นยักษ์ในปี 2005 พายุเฮอร์ริเคนคาธารีนา ริตา และวิลมา นั้นเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่เกิดพายุบนดวงอาทิตย์รุนแรงที่สุดเท่าที่ควรมีมา
4. สนามแม่เหล็กของโลก ซึ่งเป็นเครื่องป้องกันรังสีจากดวงอาทิตย์ที่สำคัญของโลกกำลังบางลง โดยมีรอยแยกขนาดเท่ารัฐแคลิฟอร์เนียเกิดขึ้นบ่อยๆ การเปลี่ยนขั้วแม่เหล็กโลกเป็นสาเหตุที่ทำให้การป้องกันดังกล่าวลดลง ทั้งนี้ขั้วโลกเหนือกับใต้นั้นอาจกำลังอยู่ในระหว่างสลับขั้วกันอยู่
5. นักธรณีวิทยาชาวรัสเซียเชื่อว่า ระบอบสุริยะกำลังเข้าสู่เมฆหมอกพลังงาน เมฆหมอกดังกล่าวให้พลังงานแก่ดวงอาทิตย์และบรรยากาศของดาวเคราะห์อื่นๆ ไปพร้อมๆ กับทำให้ขาดเสถียรภาพ โดยมีการคาดการณ์ไว้ว่า ภัยพิบัติที่เกิดขึ้นจากเหตุการณ์นี้จะเกิดขึ้นในโลกระหว่างปี 2010 ? 2020
6. นักฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัยยูซี เบิร์คเลย์ผู้ค้นพบว่าไดโนเสาร์และ 70% ของสัตว์อื่นๆ บนโลกสูญพันธุ์เพราะมีดาวหางหรือดาวเคราะห์น้อยมาจนเมื่อ 65 ล้านปีก่อน ซึ่งเราเชื่อว่านั่นจะเป็นมหาพิบัติภัยอีกอย่างที่อาจเกิดขึ้นกับโลก
7. ภูเขาไฟเยลโลว์สโตน ซึ่งจะระเบิดทุกๆ 600,000 ? 700,000 ปี นั้นพร้อมจะระเบิดอีกครั้ง การระเบิดครั้งล่าสุดนั้นมีความรุนแรงเท่ากับการระเบิดที่ทะเลสาบโทบา ประเทศอินโดนีเซียเมื่อ 74,000 ปีที่แล้ว ซึ่งทำให้สิ่งมีชีวิตในโลกตายไปกว่า 90%
8. ปรัชญาตะวันออกเช่น อี้จิง ซึ่งเป็นคัมภีร์ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของจีน เทววิทยาแบบฮินดู และความเชื่อของชาวพื้นเมืองต่างๆ สามารถตีความเพื่อสนับสนุนวันสิ้นโลกในปี 2012 ได้
9. มีการตีความคัมภีร์ไบเบิ้ลที่พยากรณ์ไว้ว่า โลกจะถึงจุดจบในปี 2012 ชาวมุสลิม คริส และยิว จะมีการเคลื่อนไหวเพื่อเข้าสู่สงครามครั้งสุดท้าย
เรื่องนี้เป็นความเชื่อส่วนบุคคลซึ่งจะเชื่อหรือไม่เชื่อขึ้นอยู่กับดุลพินิจครับ .....
|