หน้า: [1]   ลงล่าง
พิมพ์
ผู้เขียน หัวข้อ: ข้าราชการ อำนาจ และจริยธรรม  (อ่าน 1118 ครั้ง)
0 สมาชิก และ 2 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« เมื่อ: ตุลาคม 14, 2010, 09:17:17 AM »


ข้าราชการ อำนาจ และจริยธรรม โดย  ดร. บวร ประพฤติดี

**********************

บทนำ

              การเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารประเทศหลังจากการปฏิรูปการปกครองเมื่อวัน ที่ 19 ตุลาคม 2549 ของกลุ่มข้าราชการเก่าทำให้มองเห็นภาพชัดเจนของอำนาจระบบราชการที่เรียกกัน ว่าระบบอมาตยาธิปไตยยังคงเป็นอำนาจที่มีพลังและมีผลกระทบสำคัญยิ่งต่อการขับ เคลื่อนนโยบายการบริหารของประเทศ               

              บทความนี้จะวิเคราะห์บทบาท อำนาจและผลกระทบของการใช้อำนาจราชการที่นำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นอย่างมาก มายในสังคมไทย มีกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนและกระบวนการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดีสำหรับ สังคมไทยและนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาในแนวจริยธรรมคือการคำนึงถึงบริบทของสังคม และสร้างวัฒนธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในระบบราชการและข้าราชการ เป็นผู้นำเชิงคุณธรรมในการบริหารนโยบายสาธารณะที่ดี

ประเทศไทยกับอำนาจราชการ

              ประเทศไทยกับระบบราชการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศมาตลอดระยะเวลาของการพัฒนา ประชาธิปไตย  ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใด ระบบราชการยังคงอยู่และเข้มแข็งเหนือระบบการเมืองมาตลิด จะยกเว้นก็เพียงช่วงการเมืองยุคพรรคไทยรักไทยและนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร

              เหตุผลสำคัญคือระบบราชการมีอำนาจหน้าที่ในการนำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติเพื่อ ให้บรรลุเป้าหมายจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจของรัฐในการจัดสรร ทรัพยากรของสังคม รัฐบาลหรือข้าราชการที่เป็นตัวแทนคือ ผู้ออกคำสั่งตามกฎหมายบังคับใช้โดยถูกต้องและชอบธรรม ศาสตราจารย์โลวี (Theodore Lowi, 1969) ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอำนาจของระบบราชการว่าข้าราชการเป็นตัวแทนในการ ใช้อำนาจเพื่อบังคับให้คนทุกคนในสังคมปฏิบัติตาม อำนาจที่บังคับใช้ตามกฎหมายนั้นอาจออกมาในรูปของกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อ ป้องกัน ปราบปราม ซึ่งอาจมีผลทั้งโดยทันที รวดเร็วหรือมีผลโดยทางอ้อมต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้กฎหมาย หรือนโยบายของรัฐ

              ระบบราชการนอกจากจะมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติแล้ว ยังมีหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานหรือในการสื่อสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ระบบราชการเป็นหน่วยงานเก็บและควบคุมระบบข้อมูลข่าวสารที่สำคัญที่สุดของ รัฐบาล ซึ่งอาจเป็นทั้งเอกสารภายในประเทศ เหตุการณ์ประจำวันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หรืออาจจะเป็นข่าวต่างประเทศที่สำคัญและมีผลกระทบโดยตรงต่อกิจการภายใน ประเทศของประเทศนั้น ๆ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล  ในสังคมยุคใหม่ระบบราชการเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ของระบบระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจและระบบสังคม

ประเทศไทยกับอำนาจราชการ

             ประเทศไทยกับระบบราชการเป็นกลไกขับเคลื่อนประเทศมาตลอดระยะเวลาของการพัฒนา ประชาธิปไตย  ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใด ระบบราชการยังคงอยู่และเข้มแข็งเหนือระบบการเมืองมาตลิด จะยกเว้นก็เพียงช่วงการเมืองยุคพรรคไทยรักไทยและนายกรัฐมนตรีชื่อ พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตร
 
             เหตุผลสำคัญคือระบบราชการมีอำนาจหน้าที่ในการนำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติเพื่อ ให้บรรลุเป้าหมายจึงเกี่ยวข้องโดยตรงกับการใช้อำนาจของรัฐในการจัดสรร ทรัพยากรของสังคม รัฐบาลหรือข้าราชการที่เป็นตัวแทนคือ ผู้ออกคำสั่งตามกฎหมายบังคับใช้โดยถูกต้องและชอบธรรม ศาสตราจารย์โลวี (Theodore Lowi, 1969) ให้ทัศนะที่น่าสนใจเกี่ยวกับอำนาจของระบบราชการว่าข้าราชการเป็นตัวแทนในการ ใช้อำนาจเพื่อบังคับให้คนทุกคนในสังคมปฏิบัติตาม อำนาจที่บังคับใช้ตามกฎหมายนั้นอาจออกมาในรูปของกฎหมายที่บังคับใช้เพื่อ ป้องกัน ปราบปราม ซึ่งอาจมีผลทั้งโดยทันที รวดเร็วหรือมีผลโดยทางอ้อมต่อประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากการประกาศใช้กฎหมาย หรือนโยบายของรัฐ

             ระบบราชการนอกจากจะมีหน้าที่นำนโยบายของรัฐไปปฏิบัติแล้ว ยังมีหน้าที่ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เป็นเครื่องมือในการปฏิบัติงานหรือในการสื่อสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่มีการปกครองระบบประชาธิปไตย ระบบราชการเป็นหน่วยงานเก็บและควบคุมระบบข้อมูลข่าวสารที่สำคัญที่สุดของ รัฐบาล ซึ่งอาจเป็นทั้งเอกสารภายในประเทศ เหตุการณ์ประจำวันทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หรืออาจจะเป็นข่าวต่างประเทศที่สำคัญและมีผลกระทบโดยตรงต่อกิจการภายใน ประเทศของประเทศนั้น ๆ ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการตัดสินใจเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาล  ในสังคมยุคใหม่ระบบราชการเป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ของระบบระบบการเมือง ระบบเศรษฐกิจและระบบสังคม

อำนาจในกระบวนการนโยบายของรัฐ

             ระบบราชการเป็นพลัง ทางการเมืองที่สำคัญในสังคมที่มีต่ออำนาจเท่ากับระบบการเมืองหรือมากกว่า ในกรณีประเทศที่กำลังพัฒนา เช่น ประเทศไทย การใช้พลังอำนาจของของข้าราชการจะใช้มากหรือน้อย ฟุ่มเฟือยหรือไม่ขึ้นกับการใช้ดุลยพินิจของผู้ใช้อำนาจนั้น ดุลยพินิจจึงเกิดขึ้นเมื่อข้าราชการ มีความเป็นอิสระและมีอำนาจที่จะเลือกตัดสินใจจากทางเลือกหลาย ๆ ทางเลือกที่เขามีอยู่ ข้าราชการอาจใช้ดุลยพินิจตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ในระบบราชการจนกระทั่งไปถึงเรื่องสำคัญ ๆ เกี่ยวกับนโยบายของประเทศ การออกบังคับใช้กฎหมาย การนำกฎหมายไปปฏิบัติและการประเมินผลโครงการหรือนโยบาย (K.C. Davis, 1969)

             ข้าราชการมีบทบาทสำคัญในการกำหนดนโยบายของรัฐทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมคือ โดยตรงข้าราชการจะเป็นผู้เข้าร่วมในการร่างนโยบายด้วยตนเองซึ่งมักจะออกมาใน รูปของคณะกรรมการชุดต่าง ๆ โดยหลักการแล้วนโยบายที่ประกาศใช้เป็นเรื่องของการใช้อำนาจดุลยพินิจแทบทั้ง สิ้น เพราะฉะนั้นการใช้ดุลยพินิจกับการวางนโยบายจึงควบคู่ไปโดยตลอด เช่น โครงการส่งมนุษย์ไปโลกพระจันทร์ไม่ว่าจะเป็นโครงการระยะสั้นหรือระยะยาว ใช้งบประมาณมากหรือน้อยถือเป็นเรื่องของการวางนโยบายที่อาศัยดุลยพินิจของ ผู้ชำนาญการ นโยบายต่าง ๆในอดีต เช่นนโยบายลดค่าเงินบาท นโยบายเกี่ยวกับโครงการปุ๋ยแห่งชาติ นโยบายผันเงินไปสู่ชนบทหรือนโยบายข้าว นโยบายความมั่นคงของชาติล้วนแล้วแต่อาศัยการใช้ดุลยพินิจของข้าราชการเป็น ส่วนใหญ่

             โดยทางอ้อมนั้นข้าราชการจะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาของฝ่ายการเมืองที่มี หน้าที่เก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสารที่สำคัญประกอบการตัดสินใจและการวางนโยบาย ของฝ่ายการเมือง ตัวอย่างเช่น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีฝ่ายต่าง ๆ ที่ปรึกษาฝ่ายบริหารซึ่งทำหน้าที่ชี้แนะป้อนข่าวสาร ถ้าหากผู้นำฝ่ายบริหารขาดความสามารถในการเป็นผู้นำของหน่วยงาน ที่ปรึกษาก็จะเปลี่ยนสถานภาพไปเป็นทั้งผู้ชี้แนะและผู้ชี้นำนโยบาย  ขณะเดียวกันบทบาทสำคัญของข้าราชการในส่วนของการกำหนดนโยบายจะเห็นได้จาก กรณีการวิเคราะห์เสนองบประมาณประจำปี โดยหลักการแล้วการทำนโยบายงบประมาณเป็นเรื่องการเมืองแต่ในแง่ปฏิบัติ ข้าราชการจะใช้ดุลยพินิจของตนเองอย่างมากในการกำหนดขอบเขตและวิเคราะห์การ เสนอของบประมาณประจำปีของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ

             การนำนโยบายไปปฏิบัติเป็นกระบวนการที่การใช้ดุลยพินิจของข้าราชการมีผล กระทบโดยตรงต่อประชาชนมากที่สุด ตัวอย่างที่เห็นได้ง่ายที่สุดคือ งานของกระทรวงมหาดไทย เช่น กรมตำรวจ หรืองานในหน้าที่ของกรุงเทพมหานคร กรมตำรวจมีหน้าที่ในการป้องกันปราบปรามผู้กระทำผิดกฎหมายย่อมเกี่ยวข้องกับ การใช้ดุลยพินิจที่มีทั้งเป็นธรรมและไม่เป็นธรรมคือ ฟุ่มเฟือยมากเกินความจำเป็น ตำรวจจราจรมีหน้าที่จับผู้ขับขี่ที่กระทำผิดกฎหมายทุกวันในท้องถนน ถูกกล่าวหาเสมอจากประชาชนว่ากระทำไปโดยขาดการใช้ดุลยพินิจที่สมควรและเป็น ธรรม สมมุติว่าตำรวจจับผู้กระทำผิดกฎจราจร 2 คน ในเวลาเดียวกันและมีความผิดเหมือนกันคือ ผิดกฎจราจร แต่ปรากฏว่าชายคนแรกเป็นคนขับแท็กซี่หาเช้ากินค่ำ และชายคนที่สองเป็นข้าราชการในกรณีเช่นนี้การใช้ดุลยพินิจอาจไม่เป็นธรรมได้ สูง เพราะในทางปฏิบัติตำรวจมักจะอะลุ้มอล่วยกับข้าราชการด้วยกันแล้วปล่อยไป ไม่จับ ส่วนแท็กซี่ซึ่งมีฐานะทางสังคมอีกระดับหนึ่งก็อาจถูกจับฐานะทำผิดกฎจราจร

             การประเมินผลนโยบายเป็นกระบวนการที่สำคัญอีกกระบวนการหนึ่ง เปิดโอกาสให้ข้าราชการได้ใช้ดุลยพินิจในการเลือกตัดสินใจได้มาก  และผลลัพธ์ของการเลือกตัดสินใจนั้นมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชนและสังคม  การประเมินผลเป็นกระบวนการทางการเมืองที่ปิดโอกาสให้ข้าราชการใช้ดุลยพินิจ หรือวิจารณญาณในการเลือกตัดสินใจในโครงการหนึ่งโครงการใด  หรือนโยบายหนึ่งนโยบายใด  ข้าราชการจะใช้ดุลยพินิจที่กอรปด้วยข้อมูลข่าวสารและทัศนคติความเชื่อของข้า ราชการเองผสมปนเปกันทำให้ผลของการประเมินนั้นออกมาในรูปแบบใดก็ได้ที่ผู้ ประเมินผลต้องการการประเมินผลภายในองค์การเอง  โดยข้าราชมีส่วนผูกพันกับการใช้วิจารณญาณส่วนตัวของผู้ประเมินผลเป็นอย่าง มาก อาทิ เช่น ระบบประเมินผลการปฏิบัติงานประจำปีของข้าราชการ  ซึ่งได้รับการกล่าวขานถึงการใช้อำนาจที่ไม่เป็นธรรมมาตลอด

อำนาจสายสัมพันธ์ระบบราชการกับนักการเมือง

             จากการศึกษาของศาสตราจารย์ เวเบอร์  (Max  Weber , 1958) ข้าราชการได้แยกบทบาทของตนอย่างชัดเจนจากนักการเมือง  กล่าวคือ  ข้าราชการต้องเป็นผู้มีความรู้  ความสามารถเฉพาะอย่าง  เข้ารับราชการโดยระบบคุณธรรมและทำหน้าที่ที่สอดคล้องกับงานวิชาชีพของตนอง  คือ  เป็นเสมือนผู้เชี่ยวชาญ  ขณะที่นักการเมืองเน้นการให้การบริการแก่ประชาชนและนักการเมืองต้องกำหนด นโยบาย  โดยมีข้าราชการประจำเป็นผู้ปฏิบัติตามนโยบายเหล่านั้น

             ในปี  1981  นักวิชาการก็ได้พัฒนากรอบแนวความคิดของความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับนักการเมือง  ในรูปแบบการเปรียบเทียบบทบาทและสไตร์การทำงานจากประเทศสหรัฐ ฯ  อังกฤษ  ฝรั่งเศส  เยอรมันนี  อิตาลี  เนเธอร์แลนด์  และสวีเดน  ผลการศึกษาปรากฏว่าบทบาทที่เด่นชัดและชี้  ให้เห็นความแตกแงของนักการเมืองกับข้าราชการประจำก็คือ  การสังกัดพรรค  การรณรงค์และวิพากษ์นโยบายทางการเมือง เพื่อกลุ่มผลประโยชน์และความเป็นผู้เชี่ยวชาญแน่นอนที่สุดว่า  นักการเมืองถูกจัดกลุ่มอยู่ในกลุ่มสังกัดพรรคกลุ่มผลประโยชน์  วิพากษ์และรณรงค์ทางการเมือง  ซึ่งข้าราชการมักจะไม่เกี่ยวข้องด้วย  (Joel D. Aberbach , Robert  D. Putnam  and  bert  A. Rockman , 1981 : 86-114)  บทบาทของข้าราชการจึงจำกัดตนเองในฐานะผู้เชี่ยวชาญ  และแก้ปัญหาโดยเน้นความรู้ความสามารถทางวิชาการเป็นหลัก

อำนาจข้าราชการกับกระบวนการนโยบายสาธารณะ


             ข้าราชการมีความสัมพันธ์กับนโยบายของรัฐทั้งโดยทางตรงและทางอ้อมกล่าวคือ  ในประเทศที่มีโครงสร้างเป็นประชาธิปไตยข้าราชการจะร่วมกำหนดนโยบายทางอ้อม คือ ช่วยนักการเมืองและเป็นผู้นำนโยบายไปปฏิบัติอย่างมีประสิทธิภาพ  ในทางตรงกันข้ามในประเทศที่กำลังพัฒนาประชาธิปไตย  ซึ่งมีโครงสร้างการบริหารประเทศแบบอำนาจนิยม  ข้าราชการจะมีบทบาทโดยตรงในการกำหนดนโยบายและมีอิทธิพลเหนือนักการเมือง

             นโยบายสาธารณะที่กำหนดออกมามีรูปแบบลักษณะแตกต่างกันแล้วแต่ผลกระทบของตัว นโยบายที่มีผลต่อสังคมซึ่งจำแนกกว้าง  ๆ  ได้ดังนี้

             1. นโยบายการบริหารทั่ว  ๆ  ไป  เป็นนโยบายรัฐบาลที่ญัตติไว้ตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ หรือนโยบายที่รัฐบาลเข้ามารับผิดชอบโดยตรง  อาทิเช่นนโยบายความมั่นคง  นโยบายต่างประเทศ  นโยบายงบประมาณแผ่นดิน

             2. นโยบายสงเคราะห์ธุรกิจเอกชน  ในกรณีนี้รัฐบาลจะมุ่งสนับสนุน  ความพยายามของธุรกิจเอกชนในรูปแบบต่าง ๆ กันเช่น  โครงการของรัฐหรือกฎหมายของรัฐที่เข้ามามีส่วนพัฒนาสาธารณูปโภคของกลุ่มคน เช่น  การสร้างคลอง  ถนน  เป็นอาทิ

             3. นโยบายเพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขของประชาชนนโยบายแบบนี้จะเน้นที่ การควบคุมและการใช้มาตรการทางกฎหมายเป็นเครื่องมือเพื่อดูแลกิจกรรมต่าง ๆ  ของเอกชน  บริษัท  และกลุ่มต่าง ๆ ในทุก ๆ ส่วนของสังคมรัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกิจการสำคัญ ๆ ในสังคมเพื่อป้องกันการผูกขาดจากกลุ่มบุคคล  ตัวอย่างเช่น  การประกันราคาข้าว  การคุ้มกันผู้บริโภค  การใช้มาตรการรักษาและดูแลสุขภาพอนามัยของประชาชนในรูปของโครงการควบคุมสิ่ง แวดล้อมเป็นพิษ มลภาวะต่าง ๆ

             4. นโยบายการกระจายทรัพยากรสู่สังคม  ในความเป็นจริงกิจกรรมส่วนใหญ่ของรัฐจะเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรที่มี อยู่ให้แก่ประชาชนในสังคม เพราะฉะนั้นนโยบายนี้จะนำมาซึ่งการโยกย้ายเปลี่ยนแปลง  ทรัพย์สิน  ความมั่นคง  สิทธิเสรีภาพส่วนบุคคลหรือผลประโยชน์อย่างอื่นระหว่างคนกลุ่มในสังคม นโยบายนี้ก่อให้มีระบบผู้ได้ผลกระทบหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย(Stakeholders) เกิดขึ้นในรูปของใครได้รับและในความสูญเสียของใครประเด็นเหล่านี้คือปัญหา ข้อโต้แย้งในสังคมปัจจุบันตัวอย่างเช่น นโยบายภาษีอากรและสวัสดิการสังคมเป็นอาทิ (Carl P . Chelf ,   1981 : 13-15 )

ผลกระทบของการใช้อำนาจดุลพินิจบริหารนโยบาย


              การใช้อำนาจดุลยพินิจมีผลกระทบโดยตรงต่อประชาชน กลุ่มผลประโยชน์และหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  ผลกระทบของการใช้อำนาจนั้นอาจแบ่งออกได้ตามลักษณะของการใช้อำนาจนั้น ๆอำนาจดุลยพินิจที่เกิดจากการใช้กฎหมายมาบังคับโดยทันที เพื่อมิให้ป้องกันมิให้ปัจเจกชน  กลุ่มคณะบุคคลกระทำผิดกฎหมาย  รัฐจะใช้อำนาจกฎหมายบังคับมิให้ผู้ประกอบธุรกิจต่าง ๆ ทำผิดกฎหมาย เช่น ขายยาต้องห้าม  การป้องกัน เรื่องมลภาวะต่าง ๆ  (Pollution) ทั้งในน้ำ  บนบก  ในอากาศ  หรือการออกกฎหมายบังคับใช้เรื่องการคุมกำเนิด  การทำแท้ง  การหย่าร้าง  และความสัมพันธ์ทางเพศ  เป็นต้น

              ในสหรัฐฯ ตัวอย่างกฎหมายที่ใช้ป้องกันและควบคุมพฤติกรรมของประชาชนจะเห็นได้จากกรณี หน่วย FBI ทำหน้าที่เป็นตำรวจแห่งชาติปราบปรามพลเมืองที่ทำผิดกฎหมายหน่วยตรวจคนเข้า เมือง ตรวจสอบคนต่างด้าวที่จะเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หน่วยตรวจสอบอาหารและยา หรือควบคุมด้วยยาเสพติด ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้พิทักษ์ผลประโยชน์ของรัฐและประชาชนหรือกรณีรัฐเข้าไป เกี่ยวข้องกับการป้องกันการผูกขาดทางธุรกิจ เช่น ธุรกิจประเภทคมนาคมขนส่งทางอากาศ การประกัน อุตสาหกรรมการเดินเรือและขนส่ง

              รัฐบาลยังเขามาเกี่ยวข้องกับกิจการต่าง ๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะของสังคมหรือสินค้าสาธารณะ (Public Goods) ในกรณีนี้รัฐจะเป็นตัวแทนรักษาผลประโยชน์ของประชาชนในสังคม ในการที่จะอนุญาตให้ธุรกิจเข้ามาทำผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อประชาชนส่วนรวมในสังคม ตัวอย่างเช่น กิจกรรมที่รัฐเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น กิจการสาธารณูปโภคทั้งหลาย ไฟฟ้า ประปา การคมนาคมขนส่ง โรงงานยาสูบกระทรวงการคลัง เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การที่รัฐเข้ามาควบคุมกิจการเหล่านี้ก็เสี่ยงกับปัญหาความไม่มีประสิทธิภาพ ทางการบริหารมากพอสมควร ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ รัฐวิสาหกิจไทยที่ส่วนใหญ่ประสบกับการขาดทุน การดำเนินกิจการของรัฐวิสาหกิจเมื่อเปรียบเทียบกับเอกชนแล้ว เห็นได้อย่างเด่นชัดว่าหย่อนประสิทธิภาพ  ข้าราชการเข้ามาเกี่ยวข้องกับนโยบายสาธารณะในส่วนที่เกี่ยวกับการใช้กฎหมาย เป็นเครื่องมือในด้านให้ความปลอดภัยและดูแลเรื่องสุขภาพอนามัยของประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนเกี่ยวกับการใช้กฎหมายเรื่องเหล่านี้ได้แก่ การควบคุมเรื่องอุปโภค บริโภคเรื่องการใช้ยารักษาประชาชน เป็นต้น ตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนในประเทศไทยได้แก่ การที่รัฐบาลไทยเข้มงวดเกี่ยวกับการใช้สารต่าง ๆ ที่อาจเป็นพิษในอาหาร เช่น ไส้กรอกหรืออาหารประเภทที่คล้ายคลึงกันหรือกรณีเภสัชกรกับร้านขายยา กรณีแอปเปิลที่มีสารพิษผสมอยู่ และกรณีนมรังสีที่กระทรวงสาธารณสุขเข้ามาควบคุมอย่างเด็ดขาด เป็นต้น

              การใช้ดุลยพินิจและบังคับใช้กฎหมายที่มิได้มีผลกระทบโดยตรงหรือทันทีต่อ ประชาชน ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การใช้ดุลยพินิจเรื่องการเก็บภาษีอากรจากประชาชน การเก็บภาษีอากรเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบริหารของรัฐบาลที่จะช่วยให้ ทรัพยากรทางการเงินของรัฐมีผลต่อการให้บริการต่อสังคม  การเก็บภาษีอากรที่สำคัญคือ ภาษีทางตรง คือภาษีรายได้ที่เก็บโดยตรงจากประชาชนผู้เสียภาษี ภาษีชนิดนี้เก็บได้ง่ายกว่าภาษีโดยอ้อม

              ข้าราชการอาจใช้ดุลยพินิจในทางที่ไม่สนองตอบต่อนโยบายหรือเป้าหมายของรัฐโดย ตรง เช่นการละเลยหรือเพิกเฉยต่อโครงการหรือนโยบายที่เสนอมาโดยฝ่ายการเมือง เช่น เก็บโครงการใส่ลิ้นชักไว้หรือหาวิธีการโยกโย้โดยจัดตั้งคณะกรรมการขึ้นมา พิจารณาใหม่ด้วยการใช้เทคนิคในการจัดตั้งกรรมการมาก ๆ และไม่มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับโครงการที่เสนอมา  นอกจากนั้นข้าราชการอาจต่อต้านหรือแสดงตนเป็นปรปักษ์ต่อนโยบายของรัฐที่ตน เองไม่พอใจใรูปแบบต่างๆเช่นการออกข่าวต่อต้าน การออกใบปลิวเพื่อต่อต้านการโยกย้าย สับเปลี่ยนตำแหน่งทางการบริหารเป็นต้น

              โดยสรุปข้าราชการมีความผูกพันแบบสายเลือดกับการใช้อำนาจดุลยพินิจในการตัดสินใจวาง นโยบายการนำนโยบายไปใช้ปฏิบัติและการประเมินผล ส่วนผลของการใช้ดุลยพินิจอย่างไม่มีขอบเขตและขาดคุณธรรมนั้นย่อมมีผลกระทบ โดยตรงต่อประชาชนและในรูปแบบแตกต่างกัน  ข้าราชการในประเทศที่กำลังพัฒนาจึงมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนการจัดสรร อำนาจและทรัพยากรที่มีผลกระทบต่อสังคมทั้งมวล ข้าราชการเข้ามามีบทบาทในการใช้อำนาจดุลยพินิจแทนนักการเมืองในเรื่องการ กำหนดนโยบาย ซึ่งผ่านระบบคณะที่ปรึกษาหรือเข้ามามีบทบาทโดยตรงในฐานะรัฐมนตรีเจ้ากระทรวง ข้าราชการประจำรับผิดชอบโดยตรงต่อการนำนโยบายไปปฏิบัติ รวมทั้งเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการประเมินผลอีกด้วยส่งผลให้เกิดการใช้ อำนาจดุลพินิจที่นำไปสู่การทุจริตคอรัปชั่นอย่างมากมายในสังคม


บันทึกการเข้า
เลิศชาย ปานมุข
ผู้ดูแลบอร์ด
นักโพสต์ VIP
*******
ออนไลน์ ออนไลน์

กระทู้: 2435



« ตอบ #1 เมื่อ: ตุลาคม 14, 2010, 09:20:05 AM »


คอร์รัปชั่น : วัฒนธรรมอำนาจนิยม

             นับแต่ประเทศไทยเผชิญกับวิกฤติเศรษฐกิจในช่วงเดือนกรกฎาคม 2540 เป็นต้นมา ประชาชนส่วนใหญ่มีความหวังว่าวันหนึ่งความเจริญรุ่งเรืองที่เคยมีจะกลับมา อีกครั้งหนึ่ง การมีความหวังเป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าหากวิเคราะห์กลยุทธ์การแก้ปัญหาสังคมไทยเป็นองค์กรวมแล้วจะมองเห็นชัด ว่าปัญหาความล่มสลายของสังคมที่มีมายังไม่ได้รับการแก้ไข นั่นคือชนชั้นนำไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองหรือข้าราชการและนักธุรกิจยังนิยมชม ชอบกับพฤติกรรมการทุจริตคอร์รัปชั่นที่เกิดขึ้นและดูเหมือนว่าจะมีมากขึ้น

             ในปี พ.ศ. 2542 ดร.เสาวนีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และคณะ รายงานผลการวิจัยเรื่องสภาพแวดล้อมทางธุรกิจและทัศนะของผู้ประกอบการต่อการ ให้บริการของภาครัฐว่าคอรัปชั่นเป็นอุปสรรคของการบริหารธุรกิจ การจ่ายเงินพิเศษเป็นสินบนให้ข้าราชการของรัฐเพื่ออำนวยความสะดวกกลายเป็น วัฒนธรรมการบริหารราชการ จากตัวเลขที่วิจัย เงินสินบนถูกจ่ายให้กรมศุลกากรสูงสุด รองลงมาคือหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้างของรัฐ กรมสรรพากร การไพฟ้าแน่นอนที่สุดหน่วยงานและกลุ่มข้าราชการที่กล่าวถึงได้ใช้อำนาจ ดุลพินิจเพื่อประโยชน์ส่วนตนทั้งสิ้น การคอร์รัปชั่นในวงราชการจึงเป็นการเพิ่มต้นทุนให้แก่ภาคธุรกิจ นักธุรกิจยินดีเสียภาษีเพิ่มเพื่อให้มีการกำจัดคอร์รัปชั่น หน่วยธุรกิจยินดีจ่ายภาษีเพิ่ม 12.5 % เพื่อให้คอร์รัปชั่นถูกกำจัดไปคิดเป็นร้อยละสูงสุดเมื่อเทียบกับการยินดี จ่ายภาษีเพิ่ม เพื่อกำจัดกฎระเบียบปฏิบัติที่ยุ่งยาก (ยินดีจ่ายเพิ่ม 11.3 %) และการกำจัดอาชญากรรม (ยินดีจ่ายเพิ่ม 10 % )

             ในปี พ.ศ. 2549 หลังจากการปฏิวัติยึดอำนาจและเปลี่ยนแปลงรัฐบาลฯ คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ( คตส.) ตามหลักฐานจากกรมที่ดินหวังใช้ตรวจสอบเอาผิดคุณหญิงพจมานและผู้ที่เกี่ยว ข้องเป็นเอกสารหนังสือยินยอมคู่สมรสในการซื้อขายที่ดินรัชดา  คตส. เปิดเผยว่าประเด็นที่ คตส. เร่งตรวจสอบเกี่ยวกับกรณีการซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ บริเวณข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนเทียมร่วมมิตร จำนวน 33 ไร่เศษ เป็นจำนวนเงิน 772 ล้านบาท จากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คือ หนังสือยินยอมจาก พ.ต.ท.ทักษิณ เนื่องจากการทำธุรกรรมในลักษณะดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากคู่ สมรสด้วย

             ?การซื้อที่ดินนั้นหากเป็นผู้ที่แต่งงานและทำการจดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย แล้ว การทำ   ธุรกรรมใด ๆ ถือเป็นเรื่องที่ต้องผูกพันกันระหว่างคน 2 คน และถือเป็นสินสมรสด้วย ดังนั้น จึงต้องมีการเซ็นยินยอมของอีกฝ่ายหนึ่งเสมอ ซึ่งหลักฐานดังกล่าวจะเป็นหลักฐานที่สำคัญที่จะพิสูจน์ได้ว่าเจ้าหน้าที่มี ส่วนรู้เห็นในการทุจริตหรือไม่ได้ โดยหากกรมที่ดินไม่มีหนังสือยินยอม ก็จะทำให้ คตส. เอาผิดได้ง่ายขึ้น ในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนที่กฎหมายระบุไว้ เพราะมีการอนุญาตให้ซื้อขายที่ดินและเป็นการทำงานแบบลูบหน้าปากจมูกของเจ้า หน้าที่ทุกส่วน?

             คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา ในฐานะคณะกรรมการ คตส. เปิดเผยการรายงานความคืบหน้าของแต่ละอนุฯ ว่างานที่รับผิดชอบคืบหน้าไปถึงไหนแล้วเช่น คณะอนุกรรมการโครงการการซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษกของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จากกองทุนฟื้นฟู กับโครงการการจัดซื้อเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ 9000 จะเรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงข้อเท็จจริงว่าจะสาวไปถึงผู้ที่อยู่เบื้อง หลังหรือไม่

             นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ ประธานสภาการยางพาราแห่งประเทศไทย ในฐานะคณะอนุกรรมการตรวจสอบการจัดซื้อกล้ายาง กล่าวว่า อนุฯ กล้ายางจะเชิญผู้ที่เกี่ยวข้องมาชี้แจงน่าจะมีความคืบหน้ามากยิ่งขึ้น และขณะนี้บุคคลที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้ต่างก็ไหวตัวทัน กำลังพยายามทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้สาวไปถึงตนหรืออาจจะเรียกได้ว่าขณะนี้ มีการกลบเกลื่อนหลักฐานที่สามารถเอาผิดไปจนถึงผู้อยู่เบื้องหลังก็ว่าได้

             ?พวกที่ทำการทุจริตในเรื่องนี้ทำงานละเอียดรอบคอบมาก ทางอนุฯกล้ายางกเกรงว่าตัวละครที่ติดร่างแห จะเป็นแค่ ปลาซิว ปลาสร้อยเท่านั้น ทาง อนุฯจึงพยายามเรียกพยานแวดล้อมมาให้ข้อมูลก่อน เพื่อจะโยงไปหาตัวใหญ่ๆ ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีที่เซ็นให้ผ่านการกลั่นกรองให้เข้า ครม.หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง หรือแม้แต่อธิบดีที่รู้เห็นเป็นใจ ด้วย?

             จากประเด็นปัญหาดังกล่าวมากรณีการทุจริตที่ คตส. ดำเนินการตรวจสอบอยู่ที่มีทั้งหมด 12 เรื่อง ประกอบด้วย 1.กรณีการขายหุ้นชินคอร์ปอเรชั่นที่ไม่ต้องเสียภาษี 2.การซื้อที่ดินของคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา พ.ต.ท.ทักษิณ บริเวณข้างศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย 3.การให้เงินกู้ซื้อเครื่องจักรและพัฒนาประเทศของธนาคารเพื่อการส่งออกและนำ เข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) 4. การจัดซื้อกล้ายางของกรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 5.โครงการออกสลากพิเศษเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล 6. การก่อสร้างและจัดซื้อวัสดุอุปกรณ์บริษัทห้องปฏิบัติการกลางตรวจสอบ ผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

             โครงการจัดซื้อจัดจ้างระบบตรวจสอบวัตถุระเบิดซีทีเอ็กซ์ของท่าอากาศยาน สุวรรณภูมิ 8. โครงการการจัดซื้อจัดจ้างท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 9. โครงการระบบขนส่งทางรถไฟเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิของการรถไฟแห่งประเทศ ไทย (รฟท.) 10. โครงการบ้านเอื้ออาทร 11. เรื่องที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวหากรรมการบริหารและพนักงานของธนาคารของรัฐทุจริตต่อหน้าที่ในการปล่อย สินเชื่อให้กับบริษัทจัดสรรที่ดินรายใหญ่มูลค่าหลายพันล้านบาท และ12.การทุจริตการซื้อรถดับเพลิงและเรือดับเพลิงของกรุงเทพมหานคร (กทม.)

             การป้องกันการทุจริตเป็นกลยุทธ์ของรัฐบาลแทบทุกยุคสมัย มีการจัดตั้งองค์กรระบบราชการและองค์กรอิสระเพื่อแก้ไขปัญหา มีการส่งเสริมด้านจริยธรรมและแนวทางในการวางโครงสร้างและระบบย่อยต่าง ๆ เพื่อรองรับการทำงานเพื่อป้องกันการทุจริต ที่เกิดขึ้นในระบบราชการ รวมไปถึงสังคมไทย รวมไปถึงการสร้างสังคมที่ดี ปราศจากการทุจริตมิชอบ และการสร้างความรับผิดชอบร่วมกันของผู้บริหาร กลยุทธ์เหล่านี้ก็ไม่ได้ทำให้การทุจริตมิชอบในระบบราชการและการเมืองลดลง

             การแก้ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่ระดับชาติ ประเด็นที่สำคัญคือการมีผู้นำที่มีคุณธรรมเป็นตัวอย่างในการแก้ปัญหา จริง ๆ แล้วแนวคิดการสร้างผู้นำทางจริยธรรม นับเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนตามนโยบายรัฐบาล ที่ประกาศสงครามกับคอร์รัปชั่น อีกทั้งเป็นการดำเนินงานตามแนวการปฏิรูประบบราชการที่ต้องการสร้างระบบ คุณธรรมและประสิทธิภาพในการบริหารราชการเพื่อประโยชน์สาธารณะ

             สาเหตุของคอร์รัปชั่นมาจากสภาพสังคมปัจจุบันกำลังประสบปัญหาวิกฤต 3 ประการคือ ความยากจน ยากเสพติด และคอร์รัปชั่น ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ประการ มีความสัมพันธ์และเกี่ยวข้องกัน อีกทั้งยังมีต้นเหตุสำคัญของปัญหาเหมือนกัน 3 ประเด็นคือ สภาพแวดล้อมเอื้อให้เกิดช่องทางการกระทำผิด จริยธรรมและมโนธรรมของข้าราชการหย่อนยาน และบทลงโทษไม่รุนแรงและเด็ดขาดเพียงพอ

             ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการแก้ปัญหาคอร์รัปชั่น ควรมาจากทุกส่วนของสังคมและจะต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหา (โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาล) และต้องประพฤติตนเป็นแบบอย่าง ทั้งนี้ผู้นำในการแก้ปัญหาในภาคต่าง ๆ ได้แก่ ภาคการเมืองรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ระบบราชการทุกกระทรวง ทบวง กรม กระบวนการยุติธรรม ภาคธุรกิจเอกชน สื่อมวลชน ภาคประชาสังคม ภาคศีลธรรมและระบบค่านิยมกรอบจรรยาบรรณของสังคม

             แนวทางดำเนินการ คือการสร้างวัฒนธรรมองค์กรใหม่ที่ไม่ใช่ระบบอำนาจนิยม มีการส่งเสริมให้มีค่านิยม ความคิดใหม่ในหมู่คนทุกระดับของสังคมเมื่อเห็นอะไรผิด อะไรไม่ดี ต้องเปิดเผยออกมา โดยจะต้องสร้างจิตสำนึกในการดูแลสังคมของเราร่วมกันดูแลส่วนรวม เพื่อสร้างมาตรฐานที่ดีให้เกิดขึ้นในสังคมไทย และสามารถนำไปใช้ปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น ให้ทุกส่วนราชการเริ่มต้นดูแลหน่วยงานของตนเองก่อน เพราะส่วนราชการมีช่องทางการทำผิดมาก

             ที่สำคัญควรมีการสร้างเครือข่ายภาคประชาชนในการป้องกันทุจริตคอร์รัปชั่น มีการให้การศึกษาเพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด วิธีการ ความรู้และพัฒนาให้สังคมสุจริตขึ้น โดยเริ่มต้นจากการสร้างเครือข่ายเล็ก ๆ จากบุคคลต่อบุคคล เป็นหน่วยงานต่อหน่วยงาน และขยายต่อ ๆ ไปจนกลายเป็น ?พลังของแผ่นดิน? ที่เป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสังคมไทย

             ดำเนินการสร้างวาระแห่งชาติ เรื่องการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม เช่นเดียวกับการปฏิรูประบบราชการ และกระบวนการตุลาการที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมในสังคม ต้องเข้าถึงปัญหาด้วยกระบวนการที่สั้นและไม่ซับซ้อน ควรแก้ไขกฎกระทรวงบางฉบับที่ไม่ตรงตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่เอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อการทุจริตและเอื้อประโยชน์ต่อผู้รักษากฎหมายใน การใช้ดุลยพินิจ

             สังคมไทยป่วยมานานแล้ว ขาดการดูแลรักษาจากประชาชนในสังคมเนื่องจาก ประชาชนมิได้รวมตัวกันเป็นพลังของแผ่นดิน ดังนั้น การแก้ปัญหาสังคมจึงอยู่ในมือของชนชั้นนำที่เป็นข้าราชการและนักธุรกิจการ เมืองเป็นส่วนใหญ่ ถึงเวลาแล้วที่พลังของแผ่นดินที่เกิดจากการเมืองภาคประชาชนจะลุกขึ้นมาดูแล สังคมของตนเองให้ดี โดยเป็นผู้นำคุณธรรมในการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมการเมืองและระบบราชการเชิง อำนาจนิยมเป็นวัฒนธรรมธรรมาภิบาลเพื่อแก้ปัญหาการทุจริตบ้านเมืองที่เป็น มะเร็งร้ายกัดกร่อนสังคมไทยมาอย่างยาวนาน

จริยธรรม อำนาจและนโยบายสาธารณะ

             ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่มีพุทธศาสนาเป็นหัวใจในการขับเคลื่อนคุณธรรมของ ประชาชน นโยบายสาธารณะจึงแยกออกเป็นสองส่วนคือ นโยบายและสาธารณะ  นโยบายคือกฎหมายที่รัฐบาลประกาศใช้บังคับและมีผลต่อประชาชนทุกคน มากน้อยแตกต่างกัน  นโยบายที่เป็นกฎหมายทุกฉบับผ่านกระบวนการนิติบัญญัติถือว่าทุกคนต้องปฏิบัติ ตาม เรียกว่ากรอบของศีลธรรม ไม่ว่ากฎหมายฉบับนั้นจะสอดคล้องกับสังคมวัฒนธรรมของประเทศหรือไม่ก็ตาม

             ส่วนคำว่าสาธารณะหมายความถึงทุกๆคนในสังคมที่ได้รับผลจากการออกกฎหมายของ รัฐบาล และหมายความรวมถึงสังคมและวัฒนธรรมที่เป็นหลักสำคัญของการอยู่ร่วมกันของ ประชาชนทั้งประเทศ  ความเป็นสาธารณะจึงเป็นประเด็นด้านจริยธรรมที่หมายถึงความดี  ความงามของวัฒนธรรม ความถูกต้อง สิทธิเสรีภาพของประชาชนภายใต้กรอบของกฎหมาย หลักธรรมในการปกครองของผู้นำทุกคนในสังคม เช่นหลักทศพิศราชธรรมของผู้ปกครองที่ดีเป็นต้น

             ความสัมพันธ์ของจริยธรรม ศีลธรรมและนโยบายสาธารณะจึงเป็นประเด็นสำคัญของกระบวนการนโยบายสาธารณะที่ดี ในสังคมไทยและภายใต้บริบทของสังคม  นโยบายที่ดีจึงต้องเป็นนโยบายสาธารณะที่กระบวนการนโยบายถูกขับเคลื่อน จากกระบวนการของความรู้ปัญญา ศีลธรรมและจริยธรรมจากกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน และขับเคลื่อนเป็นกฎหมายที่สอดคล้องกับสังคมและวัฒนธรรม เป็นกฎหมายที่ดี

             นโยบายสาธารณะที่ดีจึงเป็นกระบวนการภาคประชาชนมีการขับเคลื่อนประเด็นปัญหา จากรากแก้ว คำนึงถึงผลกระทบในการแก้ปัญหาจากประชาชนทุกคน นโยบายมาจากการร่วมคิดร่วมทำ ร่วมแก้ไขปัญหาของประชาชนเป็นการขับเคลื่อนในแนวนอน ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนส่วนใหญ่ จึงแตกต่างจากนโยบายของรัฐบาลเนื่องจากนโยบายของรัฐบาลส่วนใหญ่ขับเคลื่อน นโยบายในแนวดิ่งผ่านแกนนำของแต่ละระดับกลุ่มชนชั้นนำในระบบการเมือง ระบบราชการและกลุ่มผลประโยชน์ทางธุรกิจที่มีอิทธิพลภายนอกระบบ

ข้าราชการคือผู้นำคุณธรรม

             การใช้ดุลพินิจของข้าราชการภายใต้กรอบของกระบวนการนโยบายสาธารณะภาคประชาชน จึงต้องเป็นดุลพินิจเพื่อสาธารณะไม่ใช่เพื่อการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์  ข้าราชการต้องปรับวิธีคิด ค่านิยมและวิสัยทัศน์ในกรอบของการใช้อำนาจดุลพินิจในแนวดิ่งที่มีอิทธิพลต่อ กระบวนการนโยบายสาธารณะในอดีต การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของระบอบประชาธิปไตยแบบ ไทยที่อำนาจราชการต้องรับใช้ประชาชนและแผ่นดิน  การเปลี่ยนแปลงนี้จุดสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ของชนชั้นนำในระบบ ราชการ

             ข้าราชการชนชั้นนำควรมีลักษณะอย่างไรจึงสามารถตัดสินใจนำการเปลี่ยนแปลงและ สร้างการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในระบบราชการแนวใหม่ที่ประชาชนเป็นใหญ่ได้  ในระบบธุรกิจเมื่อแจ๊ค แวลล์ ผู้นำที่ยิ่งใหญ่ของ GE สร้างและเปลี่ยนแปลงองค์กรของบริษัทนั้น เขาได้รับสมญานามจากบุคคลมากมาย ส่วนใหญ่อธิบายแจ๊ค แวลล์ ในฐานะผู้นำที่เด็ดขาด เข้มแข็ง มีวิสัยทัศน์ยาวไกลและกล้านำการเปลี่ยนแปลง มีศักยภาพที่จะสื่อสารกลยุทธ์การเปลี่ยนแปลงให้เพื่อนร่วมงานและผู้ใต้ บังคับบัญชาทราบ เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล

             ผู้นำที่สามารถนำการเปลี่ยนแปลงได้ ควรมีศักยภาพในการนำสูงเด่นกว่าคนทั่วไป  ศักยภาพนั้นเรียกว่า ความมีปัญญาเหนืออารมณ์  ผู้นำที่มีความสามารถจำเป็นต้องมีองค์ประกอบของปัญญาเหนืออารมณ์  ค่อนข้างสูงกว่าปกติ  เพราะศักยภาพนี้เป็นดัชนีชี้ให้เห็นความแตกต่างของผู้นำกับผู้ตาม  คนที่เป็นยอด กับบุคคลธรรมดาสามัญ ความมีปัญญาเหนืออารมณ์ จึงสามารถปกครองคนส่วนใหญ่ได้ดี เป็นผู้นำคุณธรรมและใช้ธรรมเป็นกลไกของปัญญาในการบริหารประเทศ

             ผู้นำคุณธรรมที่ใช้ปัญญาเหนืออารมณ์ รู้จักและเข้าใจตนเอง สามารถการบริหารตนเองรอบรู้สภาพแวดล้อมในสังคมและมีทักษะในการบริหารความ สัมพันธ์ ซึ่งขยายความได้ดังนี้  ประการแรก การรู้จักและเข้าใจตนเอง    ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญสามประการคือ การรู้จักอารมณ์ของตนเอง ควบคุมสติได้ดี ตระหนักในผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อการทำงาน การประเมินตนเองตลอดเวลาทั้งจุดอ่อน จุดแข็ง การรับฟังความเห็นของผู้อื่นและพัฒนาให้ดีขึ้น และความมั่นใจในตนเอง

             ประการที่สองคือ ความสามารถในการบริหารตนเอง มีปัจจัยประกอบเป็นศักยภาพหกประการคือ การควบคุมตนเอง  ผู้นำที่สามารถควบคุมตนเองได้จะมีความสามารถในการควบคุมอารมณ์ ความรู้สึกผิดชอบ ชั่วดีทั้งต่อตนเองและคนอื่นรอบด้าน มีจิตใจเยือกเย็นสามารถรับปัญหาและความกดดันรอบด้านได้  มีความโปร่งใส คือเป็นผู้นำที่สร้างศรัทธาให้ผู้ตามโดยมีลักษณะที่เปิดเผย จริงใจ เชื่อถือได้ กล้าเผชิญหน้ากับปัญหาและความผิดพลาดด้านจริยธรรมได้อย่างดี

             ผู้นำยังมีความสามารถในการปรับตัวให้เข้าหรือเหนือกว่าสภาพแวดล้อม คือสามารถเผชิญกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในองค์กรได้ทุกรูปแบบ  ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับการท้าทาย การเปลี่ยนแปลงจากภายนอกและภายในองค์กร  ปรับแนวคิดจากข้อมูลที่มีการพัฒนาและนำมาแก้ปัญหา  เป็นผู้นำที่มุ่งผลสัมฤทธิ์เป็นเป้าหมาย มีมาตรฐานในการทำงานสูง ปรับปรุงตนเองและนำเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เป็นนักปฏิบัติและมีความสามารถในการประเมินเป้าหมาย พยากรณ์ความเสี่ยงและปรับปรุงทางแก้ที่ดีกว่าเสมอ

             นอกจากนั้น ความสามารถในการบริหารตนเอง  ยังรวมปัจจัย ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ การมองปัญหาในแง่ดี เชิงบวก  ผู้นำที่เป็นยอดจึงต้องคิดริเริ่ม สร้างสรรค์หรือการมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลกว่าผู้อื่น  การมีความคิดริเริ่มที่ดีทำให้ผู้นำมีพลังในการนำองค์กรไปสู่ความสำเร็จ รู้จักการแสวงหาโอกาสใหม่โดยไม่คิดจะนอนรอคอยโชคชะตาของชีวิต เป็นผู้นำที่คิดเร็ว ทำเร็ว ไม่อืดอาดแบบระบบราชการ  ลดขั้นตอนที่ล่าช้าในการบริหารองค์กร ส่วนการมองโลกในเชิงบวกเป็นปัจจัยเสริมให้ผู้นำทำงานโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ เชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลงเพื่อสิ่งที่ดีกว่าในอนาคต

             การรอบรู้สภาพแวดล้อมในสังคม  ผู้นำต้องเข้าใจความรู้สึก และมีความเห็นใจ ผู้อื่นสามารถเก็บอารมณ์ ความรู้สึกตนเองได้ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นใด และทำงานได้กับบุคคลทุกประเภท  ผู้นำประเภทนี้จะเข้าใจสภาพแวดล้อมขององค์กรที่มีบุคลากรหลากประเภท หลายความคิดอยู่รวมกัน มีความเข้าใจการเมืองภายใน ปรับตัวและ แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ มีจิตใจเป็นนักบริการที่ประชาชนและลูกค้าสัมผัสได้ เข้าใจลูกค้า และทำงานเพื่อความพึงพอใจและความประทับใจของลูกค้า

             ประการสุดท้ายคือการบริหารความสัมพันธ์  ผู้นำต้องเป็นนักบริหารความสัมพันธ์ คือเป็นผู้มีทักษะในการสื่อสารที่กระตุ้นและนำบุคคลเชื่อ ใช้วิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลนำองค์กร ทำให้ทุกคนมีทัศนคติที่ดีร่วมกันเพื่อความสำเร็จในอนาคต  เป็นผู้นำที่มีอิทธิพลเหนือผู้อื่น มีพลังดึงดูดคนส่วนใหญ่ให้คล้อยตาม มีความสามารถในการเปลี่ยนแปลงบุคคลอื่นให้มีความสามารถ เป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง มีความสามารถในการแก้ไขความขัดแย้งในองค์กรและทำงานเป็นทีม

สรุป

             ข้าราชการที่มีคุณธรรมเป็นหัวใจของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะภาคประชาชน เป็นผู้นำที่ใช้ความรู้และปัญญาในการประสานประโยชน์และใช้ดุลพินิจเพื่อความ เป็นธรรมและเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสังคม ในอดีตการใช้อำนาจดุลพินิจของระบบราชการเป็นเครื่องมือที่นำไปสู่กระบวนการ ทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทย ปัญญาการเข้าแทรกแซงและเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองครั้งแล้วครั้งเล่าในสังคม ไทยมาจากการใช้ดุลพินิจเชิงอำนาจของข้าราชการและชนชั้นปกครองนักการเมืองที่ มองประโยชน์ส่วนตนเหนือประโยชน์ของแผ่นดิน

             ถึงเวลาแล้วที่เหล่าข้าราชการผู้เป็นผู้นำคุณธรรมของแผ่นดินจะแสดงความชอบ ธรรมในการบริหารนโยบายสาธารณะเพื่อประชาชนและเป็นกลไกขับเคลื่อนนโยบาย สาธารณะที่ดีเพื่อความสุขในทุกมิติของประชาชนภายใต้ระบอบประชาธิปไตยแบบไทย  ข้าราชการจึงต้องเป็นผู้นำเชิงคุณธรรมจึงจะสามารถสร้างและผลักดันนโยบาย สาธารณะจากกระบวนการเชิงจริยธรรมคือกระบวนการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนได้ อย่างเป็นรูปธรรมและบรรลุเป้าหมาย  กระบวนการมีส่วนร่วมจากประชาชนจึงเป็นกระบวนการเชิงจริยธรรมที่ขับเคลื่อน ความรู้ ความดี ความสุขและประโยชน์สาธารณะเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนในสังคมไทยทุกคน

Bibliography

Aberbach, Joel. D., Robert Putnam and Bert A. Rockman. Bureaucrats, Politicians, in Western Democracies. Cambridge, Harvard University Press, 1981.

Appleby, Paul.  Marality and Administration in Democratic Government, 1952.
Cassinelli, C.W., ?The Public Interest in Political Ethics? in Carl Friedrich, ed., The Public Interest, 1962.

Chelf, Carl P. Public Policy Making in Anerica, California : Goodyear Publishing Company, Inc., 1981.

Davis, Kenneth.  Discretionary Justice.  Chicago : University of Illinois Press, 1969.

Downs, Anthony.  Inside Bureaucracy.  Boston : Little, Brown and Company, 1967.

Friedrich, Carl.  ?Public Policy and the Nature of Administrative Responsibility? Public Policy, 1, 1940.

Griffith, Ernest, ?The Ethical Foundations of the Public Interest? in Carl Friedrich, ed.  The Public Interest, 1962.

Long, Norton E. ?Power and Administration?.  PAR, Vol.9 (Autumn, 1949).

Lowi, Theodore.  The End of Liberalism.  New York : Norton, 1969.

Meier, Kenneth J. Politics and the Bureaucracy.  Massachusetts : Duxbury Press, 1979.

Mosher, F.C. Democracy and the Public Service : Oxford University Press, 1968.

Mosher, F.C, ?The Public Service in the Temporary Society?. PAR, Vol.31(January/February, 1971).

Redford, E.S. Democracy in the Administration State.  New York : Oxford university Press, 1969.

Thinapan Nakata, Bureaucratic Corruption in Thailand: Incongruities Between Legal Codes and Social Norms Bangkok : SPA/NIDA, 1977.

Weber, Max, ?Bureaucracy by H. Gerth and C. Wright Mills, Max Weber: Essays in Sociology; Oxford University Press, 1973.

บรรณานุกรมภาษาไทย

ทินพันธ์  นาคะตะ,  พระพุทธศาสนากับสังคมไทย. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์อักษรเจริญทัศน์, 2529.
ประเวศ  วะสี, พุทธธรรมกับสังคม กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2528.
อำนวย  วีรวรรณ, พ้นพงนาม กรุงเทพฯ : 2520.
ดร. เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์ และคณะ ?สภาพแวดล้อมทางธุรกิจและทัศนะของผู้ประกอบการต่อการให้บริการของภาครัฐ? 2542

http://humannet.chandra.ac.th/pa/morals_politic/crown_servant.doc

ที่มา  :  สำนักงานบริการสารสนเทศ  มหาวิทยาลัยรามคำแหง
บันทึกการเข้า
หน้า: [1]   ขึ้นบน
พิมพ์
 
กระโดดไป: